ตอนที่ 1.4 ชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

3059 คำ
“ถึงจะดูไม่เหมือน...แต่ก็ใช่ นางเป็นฮูหยินของข้า” จื่อชิงพูดจบก็หันหลังเดินนำเข้าไปนั่งลงยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างขนาดใหญ่ จากจุดนั้นยังมองออกไปเห็นสวนโบตั๋นที่ชูช่อเบ่งบาน ต้อนรับการกลับมาของผู้เป็นเจ้าของเรือนหลักแห่งตำหนักหวงหลง “เอาล่ะเจ้าอยากจะรู้เรื่องใดก่อน” เช่นนั้นแล้วเหม่ยเซียนเองก็ไม่เกรงใจเขาเช่นกัน ในเมื่อเรื่องทุกอย่างแน่ชัดแล้วว่าเกี่ยวข้องกับนาง ดังนั้นนางจึงมีสิทธิ์ที่จะรู้ “ทุกเรื่องเริ่มจากข้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร” จื่อชิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา เขามองใบหน้าจริงจังของเหม่ยเซียน ก่อนจะมองออกไปยังสวนดอกโบตั๋นด้านนอก “เมื่อห้าร้อยห้าสิบปีก่อน เง็กเซียนฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้กับเทพมังกรจื่อหมิง เจ้าสาวผู้ที่ทำให้เทพธิดาบนแดนสวรรค์ต้องอิจฉาก็คือเทพธิดาเหม่ยเหริน ผู้ที่รับหน้าที่ควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์” “หลังจากสองร้อยปีของการสมรส เทพธิดาเหม่ยเหรินเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนเพื่อหย่าขาดจากเทพมังกรจื่อหมิง นางไม่ยอมบอกถึงสาเหตุไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้ว่านั่นจะเป็นการขัดราชโองการขององค์เง็กเซียน ซึ่งโทษทัณฑ์ของการทำเช่นนั้นคือจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็ไม่เคยได้กลับมาอีกเลย” “เทพธิดาเหม่ยเหรินเป็นธิดาบุญธรรมที่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ และพระนางซีหวังหมู่ทรงรักใคร่ ทั้งสองไม่อาจหักพระทัยทำเช่นนั้น จึงทรงเสนอให้นางไปถือศีลที่อาศรมโชคชะตาเพื่อสงบจิตใจ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งเทพธิดาเหม่ยเหรินและเทพมังกรต่างก็ตกลงไปในบ่อพันวิญญาณ” “ฟังยังไงเรื่องนี้ข้าก็ยังไม่เห็นเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับข้าตรงไหน” เหม่ยเซียนขมวดคิ้วแน่นพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวที่เพิ่งจะได้ฟัง “ในยามที่องครักษ์สวรรค์นำพาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมา ทวยเทพพบว่าเทพมังกรจื่อหมิงได้ใช้หนึ่งดวงจิต ห่อหุ้มจิตวิญญาณอันอ่อนแอของเทพธิดาเหม่ยเหรินเอาไว้ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะสามารถปกป้องนาง แต่สามจิตเจ็ดวิญญาณของนาง ก็หลงเหลือเพียงหนึ่งจิตและสองวิญญาณเท่านั้น ที่น่ากังวลกว่าคือเทพมังกรได้ผูกดวงจิตของตนเอาไว้กับดวงจิตของนาง หากดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหรินไม่อาจกลับมาครบสมบูรณ์เทพมังกรเองก็เช่นกัน ทวยเทพพบว่าสองดวงจิตของเทพมังกรนั้นได้หายไปจากร่าง” “หนึ่งจิตสองวิญญาณของเทพธิดาเหม่ยเหริน ต้องใช้เวลาเกิดและแตกดับหนึ่งร้อยปีของโลกสวรรค์จึงจะสามารถกลับมาครบสมบูรณ์ได้ดังเดิม จากนั้นจึงจะสามารถแยกหนึ่งดวงจิตที่หลงเหลืออยู่ของเทพมังกรออกมาแล้วใส่กลับสู่ร่างที่พลังถดถอย ข้าคือผู้ที่ส่งเจ้าลงไปจุติยังโลกมนุษย์ ทั้งยังคอยหามนุษย์ผู้ซึ่งมีโชคชะตากล้าแข็งเพื่อให้กำเนิดเจ้า ก่อนจะแตกดับและวนเวียนไปจนกระทั่งครบหนึ่งร้อยปี” “เดี๋ยวนะ!!!” เหม่ยเซียนขัดจังหวะขึ้นเสียงดังลั่น “จริงหรือไม่ที่หนึ่งวันบนสวรรค์คือหนึ่งร้อยปีของโลกมนุษย์” “ก็ทำนองนั้น น่าจะขาดเกินไม่กี่วัน ทำไมหรือ” “เช่นนั้นท่านจะบอกว่าข้า...ซึ่งก็คือเทพธิดาเหม่ยเหรินผู้นั้น ต้องเกิดแล้วก็ตายเป็นเวลาพันปีเช่นนั้นถูกหรือไม่!!” “ใช่ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่เก้าร้อยเก้าสิบแปด” “สวรรค์!! พวกท่านกำลังทำอะไรกับข้ากันแน่” เหม่ยเซียนอดไม่ได้ที่จะโมโหเมื่อได้ยินว่าตนเองต้องตายแล้วเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า “เจ้าใจเย็นหน่อยเถิด” จื่อชิงเข้าใจหญิงสาวดีจึงไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดแต่อย่างใด เขารอจนกระทั่งเหม่ยเซียนใจเย็นลงแล้วจึงเริ่มพูดต่อ “เทียบกับเจ้าแล้วเทพมังกรยังเสียสละมากกว่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าร่างของเขาที่ยังคงพอมีพลังเทพหลงเหลือนั้น เขาได้ปิดผนึกเพื่อปิดประตูเชื่อมภพมาร ทั้งยังใช้ถ่วงสมดุลของสวรรค์เอาไว้ เขาใช้ดวงจิตเทพปกป้องเจ้า ทั้งยังไม่ยินยอมให้ทวยเทพแยกออกมาจากดวงจิตที่แทบจะสูญสลายของเจ้า จนกว่าเจ้าจะกลับมาเป็นเทพธิดาเหม่ยเหรินคนเดิม นั่นก็แสดงถึงความใส่ใจที่เขามีต่อเจ้า” เหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็เงียบลง นางใคร่ครวญตามที่จื่อชิงพูดมาก่อนจะพบว่าที่เขาพูดก็ถูก หากเทียบกันแล้วแม้ว่านางจะต้องเกิดและตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผู้ที่จะอยู่ก็ไม่ใช่จะตายไปแล้วก็ไม่เชิง แถมยังเอาชีวิตที่มีค่าของตัวเองมาผูกเอาไว้กับตัวนางอย่างเทพมังกรจื่อหมิงนั้น คิดๆ แล้วเขาคงจะลำบากกว่านางมาก “ที่สำคัญไปกว่านั้นทวยเทพต้องการให้เจ้าคืนความทรงจำให้เร็วที่สุด หาไม่แล้วร่างของเทพมังกรจะค่อยๆ สูญสลายไป” “เอ๋ สูญสลายไปหรือ” เหม่ยเซียนตาโต “ใช่ ดังนั้นทวยเทพจึงไม่อาจละทิ้งจิตวิญญาณของเจ้า เพราะเจ้าเพียงผู้เดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีหากเจ้าคืนความทรงจำ...เจ้าอาจบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงจิตเทพมังกรอีกสองดวง” “เดี๋ยวข้าไม่เข้าใจ ท่านเพิ่งบอกข้าว่าเทพมังกรจื่อหมิงใช้หนึ่งดวงจิตปกป้องข้า ร่างของเขาก็อยู่ที่ถ้ำน้ำแข็ง แล้วดวงจิตของเขาจะหายไปไหนได้เล่านอกจากอยู่ที่ร่าง” “เทพมังกรจื่อหมิงสามารถถอดดวงจิตเก็บรักษาเอาไว้ที่อื่นได้ ทั้งนี้เพราะเทพมังกรจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เขาจึงมีความสำคัญมากต่อทุกภพภูมิ เทพมังกรทุกตนต้องถอดหนึ่งดวงจิตให้ผู้ที่ไว้ใจเก็บรักษาเอาไว้ให้ อีกทั้งจะไม่มีผู้ใดรับรู้และสัมผัสได้นอกจากผู้ที่เก็บรักษาซึ่งทวยเทพคิดว่าคนผู้นั้นก็คือเจ้า ที่มั่นใจเช่นนั้นก็เพราะความทรงจำของเจ้าถูกเทพมังกรจื่อหมิงสะกดเอาไว้ หากไม่ใช่เจ้าคืนความทรงจำด้วยตัวเองแล้วไซร้ ก็ไม่มีเทพองค์ใดสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจนัยแห่งความหมายนี้” หลังจากที่จื่อชิงจากไปเหม่ยเซียนก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม เนื่องจากไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แล้วมนุษย์อย่างนางจะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยเทพมังกรผู้ยิ่งใหญ่ได้เล่า ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ยังทำไม่ได้ แล้วนางเล่าจะทำได้หรือ!!! เพิ่งจะคิดได้เท่านั้นหญิงสาวพลันรู้สึกง่วงขึ้นมาทันใด ดวงตาที่เคยสดใสกลับหรี่ปรือลงอย่างกะทันหัน กระทั่งในที่สุดก็ทานทนต่อไปไม่ไหว ร่างเล็กล้มลงแล้วหลับไปทั้งที่เมื่อครู่ยังยังคงท่าทีกระปรี้กระเปร่า ชั่วขณะที่นางล้มลงไปนั้นหยกแก้วก็พลันมีแสงสีแดงวูบออกมา ‘ที่นี่ที่ไหนกัน’ คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจทันทีที่ลืมตาขึ้น เหม่ยเซียนมองไปรอบๆ ห้องที่ถูกตบแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยความฉงน ภายในห้องแคบๆ มีเพียงเตียงนอน โต๊ะ ฉากกั้น กับชั้นวางของที่มีเสื้อผ้าสองสามชุด และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่อย่างที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นห้องของบุรุษ “หรือว่าจะฝันอีกแล้ว แต่...ฉันอยู่ในตำหนักเทพหวงหลง ถ้าฝันไปทำไมไม่เป็นถ้ำน้ำแข็งที่เดิม แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน” พึมพำไปเท้าก็เดินเข้าไปกระทั่งพิณหยกล้ำค่าที่วางอยู่บนโต๊ะสามารถดึงดูดสายตาเอาไว้ “สวยจัง” เอ่ยพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะอย่างไม่อาจห้ามใจ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ลงไปบนตัวพิณโบราณตัวสวย ในใจก็พลันอยากจะเล่นเพลงโปรดที่เคยได้ยินสักครั้ง เนื่องจากนางเคยหัดแม้จะยังไม่เก่งแต่ก็พอถือว่าเล่นได้บ้าง เมื่อคิดถึงตรงนี้สายตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นของอีกอย่างเข้าเสียก่อน บนโต๊ะข้างๆ กันนั้นมีหนังสือที่มีสภาพกลางเก่ากลางใหม่กลางปกเขียนเอาไว้ด้วยอักษรจีนอย่างชัดเจนว่า ‘ตำราบทเพลงพิณ’ “จริงเหรอเนี่ย” เหม่ยเซียนยกมันขึ้นมาแนบอกด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในใจก็แอบหัวเราะร่าเหมือนเจอของเล่นถูกใจเป็นครั้งแรก ความหวาดกลัว และหวาดระแวงทั้งหมดถูกโยนทิ้งไปเมื่อพบของที่ถูกใจ ทว่าในยามที่กำลังจะยื่นมือไปหยิบนั้นเสียงฝีเท้าพลันดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงสนทนากันของบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง “ศิษย์พี่” “จื่อเหยาเจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม ที่นี่เป็นเรือนชั้นในของหุบเขาเมฆ” “ข้าทราบเจ้าคะ แต่เรื่องการสืบทอดตำแหน่งเทพมังกร หากท่านแต่งกับข้า...” “เจ้ากลับไปเถิด ข้าตัดสินใจแล้วและไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้” “แต่...” เสียงนั้นขาดๆ หายๆ ทว่าบทสนทนาที่เกี่ยวกับเทพมังกรทำให้เหม่ยเซียนรู้สึกสงสัย แต่แม้จะพยายามเงี่ยหูฟังเท่าไรก็ไม่ได้ยิน หนำซ้ำภาพทุกอย่างกลับพร่าเลือนก่อนจะหายไป เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่มองเห็นกลับกลายเป็นม่านหน้าเตียงในเรือนหลักของตำหนักหวงหลง “นายหญิง” เสียงเล็กๆ นั้นเป็นเสียงของเด็กผู้ชาย นางจดจำได้แม่นว่าคนที่อยู่เป็นเพื่อนนางในห้องคือภูตโบตั๋น แล้วเด็กผู้ชายมาจากที่ใดกันเล่า “เจ้าเป็นใคร” กล่าวจบก็ดึงขาทั้งสองข้างของตนขึ้นมากอดเอาไว้แนบอก เพราะคนตัวเล็กผู้นั้นกำลังขยับเข้ามาหานางบนเตียง “นายหญิงท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ท่านจำข้าไม่ได้” เขาฟุบตัวลงเริ่มร้องห่มร้องไห้ด้วยท่าทางน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้พยายามขยับเข้ามาใกล้หญิงสาว “เจ้า...เป็นใครหรือ ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ จดจำผู้ใดไม่ได้เลย ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน” “ข้าอยู่กับท่านมาตลอดเลย แต่ท่านกลับจดจำข้าไม่ได้” เขายังคงก้มหน้าก้มตาร้องไห้อย่างจริงจังด้วยท่าทางน่าสงสาร “แล้วภูตโบตั๋นเล่า เจ้าเห็นนางหรือไม่ หากนางเข้ามาอาจช่วยบอกข้าได้ว่าเจ้าคือใคร” ที่บอกไปแบบนั้นเนื่องจากนางยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือไม่ …นางยังไม่ได้ยินเทพอสูรเอ่ยถึงเด็กตัวเล็กๆ ผู้นี้สักครั้ง “ข้าไม่ใช่เด็ก ข้าคือภูตแห่งกาลเวลา ข้าอาศัยอยู่ในหยกแก้ว อยู่ข้างกายท่านมาโดยตลอด แต่พอท่านพบกับเทพมังกร... ข้าก็บอกท่านแล้วว่าเขาไม่ใช่เทพที่แสนดีอะไร ตอนอยู่ในงานบุปผาริมสระทิพย์ข้าได้ยินมาว่ามีเทพธิดามากมายหมายปองเขา แต่ท่านก็ยังถูกยกให้คนเจ้าเล่ห์เช่นเขา ไม่รู้ว่าองค์เง็กเซียนกับพระนางซีหวังหมู่ทรงคิดเช่นไร...” ภูตแห่งกาลเวลาตัวน้อยทำท่าราวกำลังฟ้อง หากเรื่องที่ภูตแห่งกาลเวลาพูดเป็นความจริง นางอาจจะถามเขาในเรื่องที่เทพอสูรมังกรเขียวจื่อชิงไม่สามารถบอกนางได้ “ข้าบอกท่านไม่ได้หรอก ข้าเองก็รู้เท่าที่เขารู้ ขนาดองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ใช้ศิลาหยั่งรู้ยังไม่อาจหาคำตอบ ข้าถูกท่านเทพมังกรปิดกั้น เขาทำให้ข้าไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความทรงจำของท่าน นอกจากว่าท่านจะคืนความทรงจำ หรือไม่ก็กลับไปในอดีต หาไม่แล้วไม่มีทางที่ท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ก็นั่นแหละข้าทำให้ท่านเผลอใช้หยกแก้วแห่งกาลเวลา ดีนะที่ข้าดึงท่านออกมาทันไม่อย่างนั้น...” ภูตแห่งกาลเวลาพูดไปก็สะอื้นไป ทำให้เหม่ยเซียนกุมขมับเนื่องจากนางเริ่มจะปวดหัวจริงๆ แล้ว ไม่เห็นมีใครหรือตำราไหนเขียนบอกเลยว่าภูติแห่งกาลเวลาเป็นเด็กขี้แยขนาดนี้ “ข้าไม่ใช่เด็ก ข้าคือภูต อีกอย่างข้าไม่ได้ขี้แยนะ ข้าเพียงแต่คิดถึงท่าน” “เจ้าได้ยินความคิดข้าหรือ” เหม่ยเซียนเลิกคิ้วถามเขาด้วยความประหลาดใจ ซึ่งนั่นทำเขาสะดุ้งสุดตัว “ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจนะนายหญิง ข้าไม่ได้ตั้งใจท่านอย่าส่งข้ากลับไปหาพระนางซีหวังหมู่นะ ข้าอยากอยู่กับท่าน” พูดจบเขาก็คลานมากอดขานางเอาไว้ ทั้งยังเริ่มร้องไห้อีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย “เงียบเดี๋ยวนี้!” เหม่ยเซียนตวาดออกมาเมื่อชักจะหมดความอดทน ซึ่งภูตแห่งกาลเวลาก็หยุดกึกทันที ปากน้อยๆ ของเขาเม้มแน่น พยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอีก แม้ว่าน้ำตาจะยังคงไหลออกมาก็ตาม “หากเจ้ายังเอาแต่ร้องไห้เช่นนี้ เมื่อไหร่ข้าจะเข้าใจเรื่องราว” “นายหญิงอยากจะรู้เรื่องอะไรเล่าขอรับ ขอเพียงข้าสามารถบอกท่านได้ ข้าจะรีบบอกทันที” “เมื่อครู่เจ้าพูดว่า ...นอกจากว่าข้าจะคืนความทรงจำหรือไม่ก็กลับไปในอดีต หาไม่แล้วไม่มีทางที่ข้าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่นนั้นจริงหรือไม่” เหม่ยเซียนเอ่ยทวนประโยคของภูตแห่งกาลเวลาออกมาโดยไม่ขาดตกไปสักคำ “ก็...ใช่ขอรับข้าพูด” เขาตอบด้วยสีหน้างงงัน “เช่นนั้นหากข้ากลับไปในอดีต ข้าหมายถึงขอเพียงข้ากลับไปข้าก็จะรู้เช่นนั้นหรือ” “ก็หากกลับไปดูว่าเหตุใดวันนั้นท่านจึงไปที่บ่อพันวิญญาณก็น่าจะรู้” เขาคิดตามไปแล้วเผลอพูดออกมา “แต่มันยากนะขอรับ เพราะตอนนี้ท่านไม่ใช่...” “นั่นสินะ ข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาจะทำแบบที่เคยทำได้อย่างไร” “ขอรับ ตอนนี้ท่านเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา จึงไม่อาจควบคุมพลังของหยกแก้วแห่งกาลเวลาได้ เมื่อครู่นี้เพราะข้าอยากจะออกมา ก็เลยเผลอ...บังคับให้ท่านใช้พลัง” “เอ๋ เจ้า...บังคับให้ข้าใช้อะไรนะ” ได้ยินเหม่ยเซียนถามเช่นนั้นภูตแห่งการเวลาก็หน้าซีด เนื่องจากคิดว่านางต้องโกรธเขามากอย่างแน่นอน แต่คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวกลับมองอีกแง่ “แสดงว่าเจ้าสามารถทำให้ข้าใช้พลังได้หรือ” “ท่านกำลังคิดอะไรขอรับ” ภูตแห่งกาลเวลาพลันสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาและก็เป็นจริงเพราะเขาได้ยินเสียงในใจของผู้เป็นนายอย่างชัดเจน “เจ้าว่าเจ้าคือภูตแห่งกาลเวลา ทั้งยังเป็นภูตที่อาศัยอยู่ในหยกแก้ว เมื่อครู่นี้เจ้าทำให้ข้าไปที่แห่งหนึ่ง ข้าได้ยินคนสองคนกำลังคุยกัน ข้ามั่นใจว่าเสียงหนึ่งนั้นเป็นเสียงของแม่นางจื่อเหยา ส่วนอีกคนต้องเป็นเทพมังกรจื่อหมิงไม่ผิดแน่ ดังนั้น...” “ท่านพบท่านเทพมังกรแล้วหรือขอรับ!” “เปล่า ข้าเพียงแค่ได้ยินเสียงเขาเท่านั้น” พูดไปหญิงสาวก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย “ไม่ได้นะขอรับ ยิ่งเป็นเทพมังกรยิ่งไม่ได้ ท่านจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้โดยเด็ดขาด จะย้อนกลับไปบอกเขาเพื่อแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ ไม่ได้นะขอรับ! อีกอย่างข้าควบคุมพลังยังไม่ได้ถึงขั้นนั้น ข้าไม่อาจกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนว่าท่านจะไปถึงช่วงเวลาใด แม้จะสามารถดึงท่านกลับมาได้ทันที แต่หากท่านไปโผล่ยังสถานที่ที่เป็นอันตราย ข้าเองก็เพิ่งสำเร็จมรรคผลจนได้เป็นภูตแห่งกาลเวลา แม้จะมีกี่ชีวิตก็ไม่อาจชดใช้ ดังนั้น...” “ข้าจะลอง” “นายหญิง! ไม่ได้นะขอรับ!” “ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร อย่างน้อยข้าก็ต้องรู้ให้ได้ว่าดวงจิตของเทพมังกรอีกสองดวงซ่อนอยู่ที่ไหน บางทีข้าอาจจะปลอมตัวเป็นเหม่ยเหรินแล้วหลอกถามเทพมังกรว่าเขาให้ข้าเก็บเอาไว้ที่ไหน เมื่อครู่ก็ไม่ใช่ว่าข้าไปมาแล้วหรอกหรือ” เหม่ยเซียนหรี่ตาลงแล้วเอ่ยอย่างใช้ความคิด “แต่นั่นเป็นเพราะท่านครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเทพมังกร ดังนั้นตอนที่ข้าพยายามออกมาจากหยกแก้วแห่งกาลเวลาจึงได้นำท่านย้อนกลับไปยังอดีต หากข้าดึงท่านออกมาช้ากว่านี้แล้วมีใครพบท่านเข้าจะทำเช่นไรขอรับ” “ก็ปลอมตัวเป็นเทพธิดาเหม่ยเหรินอย่างไรเล่า หากไม่ทำตัวน่าสงสัยมีหรือจะถูกสงสัยได้” ภูตแห่งกาลเวลาเงียบลงเพราะทั้งหมดนั้นเขาเองก็เคยคิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้เป็นนายของเขาก็ดูเหมือนเป็นคนเดิมทุกอย่าง หากไม่ใช่ว่าสองคนมายืนเคียงข้างกันคงจะไม่มีเทพองค์ใดสงสัยเป็นแน่ อีกอย่างหากได้พบและพูดคุยกับเทพมังกรจื่อหมิงอีกสักครั้ง นั่นอาจจะทำให้ความทรงจำของนางกลับคืนมาได้บ้าง เนื่องจากเขารู้ดีว่าผู้เป็นนายชื่นชมในตัวของเทพมังกรผู้นี้เพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นหากนางสามารถหาจิตมังกรพบ แน่นอนว่านั่นจึงจะเป็นเรื่องดีที่สุด
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม