ขณะที่เหม่ยเหรินกำลังสนทนากับภูตแห่งกาลเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อให้หญิงสาวปรากฏตัวในอดีต ทั้งยังต้องกระทำการโดยไม่ให้ผู้ใดจับได้ ยิ่งกับเทพมังกรผู้ซึ่งเป็นสวามีของนางเอง
“ภูตแห่งกาลเวลาเจ้าออกมาได้อย่างไร!” เสียงเล็กแหลมของภูตโบตั๋น ทำให้เหม่ยเซียนและภูตแห่งกาลเวลาหันไปมองพร้อมกัน
“ภูตโบตั๋นเจ้าหายไปไหนมา ทำไมปล่อยให้นายหญิงอยู่เพียงลำพัง” ภูตแห่งกาลเวลามองนางด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ข้าไม่ใช่ตัวไร้สาระอย่างเจ้านะ ข้าต้องทำงาน นายหญิงเจ้าคะ ข้าน้อยเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้ให้หากท่านประสงค์จะอาบน้ำชำระร่างกาย จากนั้นค่อยไปที่สวนด้านหน้าข้าน้อยให้ภูตรับใช้เตรียมอาหารเลิศรสเอาไว้ที่ศาลารับลมด้านนอกแล้วเจ้าค่ะ”
“ดีเหมือนกัน ภูตแห่งกาลเวลาเจ้าไปรอข้าที่สวนด้านหน้า ข้ายังมีเรื่องต้องพูดกับเจ้า” เหม่ยเซียนเอ่ยจบก็เดินตามภูตโบตั๋นไป แต่ยังไม่ทันได้ผ่านเข้าไปในฉากกั้นภูตแห่งกาลเวลาพลันร้องลั่น
“นายหญิง! ท่านจะวางปิ่นเอาไว้ตามใจชอบไม่ได้นะขอรับ ปิ่นนี้สำคัญมากท่านต้องเก็บเอาไว้กับตัวตลอดเวลา”
“จริงของภูตแห่งการเวลานะเจ้าคะ ท่านต้องเก็บเอาไว้กับตัวตลอดเวลาจะทำหายไม่ได้ และให้ผู้อื่นเอาไปไม่ได้เด็ดขาด”
“ได้ๆ ข้าผิดเอง” พูดจบก็รับปิ่นมาแบบงงๆ เพราะนางคิดว่าอยู่ในห้องของตนจึงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ดูเหมือนว่าภูตทั้งสองจะกังวลมากจริงๆ ดังนั้นเหม่ยเซียนจึงทำตามที่ทั้งสองพูดโดยดีด้วยการรับปิ่นมาถือเอาไว้
มื้อเย็นท่ามกลางบุปผานานาพันธุ์ในสวนดอกไม้ ทำให้เหม่ยเซียนผ่อนคลายขึ้นมาก หลังจากที่ภูตรับใช้เดินออกไปจนหมดภูตแห่งกาลเวลาก็เริ่มเล่าเรื่องที่เขาและนางปรึกษากันก่อนหน้านี้ให้ภูตโบตั๋นฟัง
ภูตโบตั๋นทำหน้าปั้นยากก่อนที่จะเริ่มครุ่นคิดอย่างหนักด้วยความกังวล แต่หลังจากนิ่งเงียบไปนานก็ถอนใจออกมาเช่นกันกับที่ภูตแห่งกาลเวลาทำ ยังไม่ทันที่ภูตโบตั๋นจะได้ออกความเห็น เสียงของสตรีก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“พระชายาข้าน้อยจื่อเหยาเจ้าค่ะ”
“อ้อ แม่นางจื่อเหยาเข้ามาสิ” เหม่ยเซียนมองออกไปยังด้านนอกศาลาและอนุญาตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล้าเดินเข้ามาโดยพลการ
“คารวะพระชายา ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านกลับมาแล้วจึงเสียมารยาทไม่ได้ออกมาต้อนรับแต่แรก”
“ทำตัวตามสบายเถิด ตอนนี้ข้ากำลังอยู่ในระหว่างปรับตัวท่านก็ไม่ต้องมากพิธีอะไร อีกอย่างข้าก็ยังจดจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองและที่นี่ไม่ได้ ดังนั้นหากท่านมีอะไรจะชี้แนะ...”
“แม่นางจื่อเหยาเป็นผู้อาศัย ส่วนนายหญิงเป็นนายของตำหนัก ผู้อาศัยคงไม่มีอะไรต้องชี้แนะผู้เป็นนายสูงสุดของตำหนักหวงหลงหรอกเจ้าค่ะ” ภูตโบตั๋นกล่าวเสียงเรียบ
เหม่ยเซียนเลิกคิ้ว...
ไม่เพียงแต่เฟิ่งเซียนที่ดูจะไม่ชอบจื่อเหยา ตอนนี้แม้แต่ภูตโบตั๋นของนางก็ดูจะไม่ชอบน้องสาวของเทพมังกรผู้นี้เอามากๆ
“คือ...ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าน้อยมิบังอาจจะชี้แนะท่าน เพียงแต่อยากมาเยี่ยมคารวะเพื่อเป็นการต้อนรับ หากทำให้พระชายาไม่พอใจ...”
“แม่นางจื่อเหยาอย่ากังวลไปเลย ก่อนหน้าเคยอยู่อย่างไรก็ให้เป็นไปตามเดิมเถิด วันนี้ท่านกลับไปก่อนข้ามีเรื่องต้องสนทนากับคนของข้า”
เมื่อเห็นแล้วว่าบรรยากาศระหว่างภูตของตนกับจื่อเหยาไม่ใคร่จะสู้ดีนัก เหม่ยเซียนจึงตัดปัญหาเพื่อไม่ให้หญิงสาวอีกคนรู้สึกเสียหน้า กระนั้นนางก็ไม่ได้ตำหนิท่าทีของภูตโบตั๋นที่แสดงออกต่ออีกฝ่ายซึ่งเป็นถึงน้องสาวของเทพมังกร
ไม่รู้ทำไมนางจึงสังหรณ์ใจว่าจื่อเหยาผู้นี้ คล้ายตัวร้ายในละครหลังข่าวที่เคยดู ทั้งนี้เหม่ยเซียนเห็นมานักต่อนักแล้วว่าตัวอิจฉาในละครนั้นมักจะร้ายเงียบ แต่ตอนหลังๆ มาก็ทำให้คนเกลียดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ดังนั้นนางที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงวางตัวเฉยเสีย
หากถึงที่สุดจื่อเหยาไม่ใช่คนอย่างที่นางคิด ถึงตอนนั้นงค่อยทำดีกับอีกฝ่ายให้มากหน่อยคงไม่สาย จะอย่างไรนางก็ยังถือเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความทรงจำสำหรับคนที่นี่อยู่ดี
“พวกเจ้าไม่ชอบนางหรือ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามทันทีที่จื่อเหยาผู้ซึ่งมีใบหน้าเศร้าสลดใจเดินจากไป
“ไม่ใช่ไม่ชอบเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าน้อยคิดว่านางอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว เมื่อก่อนยังมีเหตุผลที่พอฟังขึ้นอยู่บ้างว่าต้องดูแลตำหนักหวงหลง ซึ่งไม่มีทั้งเทพมังกรและนายหญิงดูแล แต่ตอนนี้นางควรไปจากที่นี่เสียเพราะอย่างไรท่านก็กลับมาแล้ว แต่นี่อะไรนางไม่มีท่าทีว่าจะไปจากตำหนักหวงหลงเลยแม้แต่น้อย ข่าวลือในหมู่เทพธิดาว่านางคืออนุของเทพมังกร มีใครบ้างไม่เคยได้ยิน ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ปฏิเสธทั้งไม่ตอบรับ ทั้งที่รู้ว่าทั้งท่านและเทพมังกรไม่อยู่ในสถานะที่จะออกมาอธิบายหรือแก้ต่าง”
“มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ” เหม่ยเซียนเลิกคิ้ว “นางมิใช่เป็นน้องสาวของจื่อหมิง... ข้าหมายถึงเทพมังกรหรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงมีข่าวลือทำนองนั้นออกมาเล่า”
“ใช่เจ้าค่ะ และนั่นยิ่งทำให้เรื่องมันยากกว่าเดิม เพราะนางมีสายเลือดมังกรที่เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่หลงเหลืออยู่ ดังนั้นนางจึงเป็นผู้ที่สามารถให้กำเนิดทายาทมังกรที่จะสืบทอดต่อจากเทพมังกร แต่เทพมังกรยืนกรานต่อหน้าทวยเทพแล้วว่าจะไม่แต่งชายา เพียงเพราะต้องการทายาทมังกรอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”
“ทำไมเล่า ทำไมเขาไม่แต่งนางเป็นชายา” เหม่ยเซียนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“โธ่นายหญิง ก็เพราะท่านเทพมังกรต้องการแต่งท่านเป็นพระชายาน่ะสิเจ้าคะจะอะไรอีกเล่า” ภูตโบตั๋นพูดจบก็หัวเราะคิก
“เอ๋ ตอนนั้นเขากับข้ารู้จักกันแล้วหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านกับท่านเทพมังกรพบกันที่สระทิพย์ในงานบุปผาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่เหตุใดเฟิ่งเซียนจึงไม่ชอบจื่อเหยาเล่า”
“เรื่องนี้...ว่ากันว่าก่อนที่นางจะเข้ามาอยู่ที่ตำหนักหวงหลง นางเคยมีใจให้เทพอสูรมังกรเขียว แต่เพราะนางหวาดกลัวเทพอสูรหงส์แดงเฟิ่งเซียน นางจึง...”
“อ้อ นั่นสินะก็นางน่ากลัวออกปานนั้น” ในที่สุดก็เข้าใจท่าทีของเฟิ่งเซียนที่มีต่อจื่อเหยาเสียที “แล้วข่าวลือเรื่องอนุเทพมังกรเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ตอนไหนหรือ”
เหตุใดจึงมีข่าวลือว่าจื่อเหยาคืออนุของเทพมังกรจื่อหมิงเล่า ในเมื่อเจ้าตัวก็นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในโลงน้ำแข็ง เช่นนี้แล้วข่าวลือนั้นจะแพร่ออกไปได้อย่างไร
“ก็เพิ่งจะมีหลังๆ มานี้เพราะนางไม่ยอมไปไหนอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม้จะสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเหม่ยเซียนนึกถึงใบหน้าเศร้าสร้อยของจื่อเหยา ในยามที่ภูตโบตั๋นของนางพูดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้มาอาศัย นางก็อดที่จะเห็นใจขึ้นมาไม่ได้
หากจื่อเหยามีใจให้จื่อชิงและโดนเฟิ่งเซียนหมายหัวจนต้องหนีมาอยู่ที่ตำหนักหวงหลงจริง จื่อเหยาก็น่าเห็นใจอยู่มาก พอมาหลบมาอยู่ที่ตำหนักหวงหลง ยังมีข่าวลือว่าเป็นอนุของผู้เป็นพี่ชายอีก สตรีผู้นี้จะดูไปก็ช่างน่าเห็นใจจริงๆ เพียงแต่...นางกลับยังคงไม่แน่ใจว่าจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาหรือไม่...
ห้องหออันหรูหราของเทพมังกรและเทพธิดาเหม่ยเหริน ทุกซอก ทุกมุม ทุกตารางนิ้ว ถูกเหม่ยเซียนเดินสำรวจจนทะลุปรุโปร่ง ไม่เว้นแม้แต่ภาพวาดต่างๆ ซึ่งถูกเก็บเอาไว้ในหีบ
หญิงสาวพบว่าในอดีตเทพธิดาเหม่ยเหรินผู้นี้เป็นผู้ที่ชมชอบการวาดภาพผู้หนึ่ง เพราะภาพวาดมากมายที่นางวาดเอาไว้ล้วนถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี โดยเฉพาะภาพเหมือนของเทพมังกรจื่อหมิงผู้เป็นสวามี ซึ่งนางลงชื่อบนภาพเอาไว้เป็นชื่อของนางเองแทบจะทั้งสิ้น
ทุกอย่างยังคงดูตื่นตาตื่นใจสำหรับหญิงสาว นั่นทำให้ภูตทั้งสองแทบจะถอนใจออกมาพร้อมกันอย่างสิ้นหวัง “ไม่มีทางอื่นจริงหรือ” ภูตแห่งกาลเวลามองไปยังผู้เป็นนายที่ยังคงจับๆ วาง ๆ ข้าวของภายในห้องด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่เขาและภูตโบตั๋นนั่งอยู่บนพื้นกลางห้อง
“หากนายหญิงได้พบท่านเทพมังกรสักครั้ง นางอาจจะจดจำอะไรขึ้นมาบ้างก็ได้”
“ทำไมเจ้าคิดว่าทำเช่นนั้นจะได้ผล”
“เจ้าก็รู้ว่านายหญิงในอดีตเคยชื่นชมท่านเทพมังกรมาก อีกอย่างท่านเทพมังกรก็ทะนุถนอมนางออกปานนั้น ข้าเชื่อว่าความรู้สึกของนายหญิงกับท่านเทพมังกร แม้แต่กาลเวลาก็ไม่มีทางลบเลือน” ภูตโบตั๋นทำท่าทางราวกำลังเพ้อฝัน ซึ่งนั่นทำให้ภูตแห่งกาลเวลามีท่าทีลังเล ทว่าไม่ว่าจะคิดใคร่ครวญเท่าไรเขาก็หาหนทางที่ดีกว่านี้ไม่พบ
“เช่นนั้นก็อาศัยช่วงกลางคืนที่นายหญิงนอนหลับ ช่วงกลางวันเราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่เทพอสูรทั้งสี่ก็แล้วกัน อย่างไรเสียเราก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีหากไม่เร่งมือทำอะไรสักอย่าง ท่านเทพมังกรอาจจะไม่มีเวลารอแล้ว” ภูตแห่งกาลเวลากระซิบออกมาเสียงเบาในที่สุด
“อะไรกันหรือ” เสียงที่เอ่ยถามขึ้นข้างๆ ทำเอาภูตทั้งสองสะดุ้งสุดตัว เพราะเมื่อครู่ยังเห็นผู้เป็นนายเดินจับโน่นดูนี่อยู่อีกฝั่งของห้อง แต่ตอนนี้หญิงสาวกลับมานั่งลงข้างๆ
“คะ...คือข้าน้อยกับภูตโบตั๋นกำลังปรึกษาเรื่องหนึ่งกันอยู่ขอรับ”
“เรื่องอะไรหรือ”
“ก็เรื่องที่ว่าเราอาจจะให้ท่านลองใช้พลังของหยกแก้วแห่งกาลเวลาย้อนกลับไป บางทีหากท่านได้มีโอกาสพบกับท่านเทพมังกร”
“นั่นก็เยี่ยมเลย!” เหม่ยเซียนเผลอร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่รู้ว่าทำไมนางจึงอยากพบเขาเหลือเกิน
“แต่...นายหญิง ข้าน้อยมีข้อควรระวังมากมายที่ท่านต้องสัญญาว่าจะทำตาม”
“ได้เลย”
เมื่อเห็นผู้เป็นนายรับปากในทันที แทนที่ภูตแห่งกาลเวลาจะสบายใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้ง เขารู้สึกว่าเทพธิดาเหม่ยเหรินผู้นี้ ช่างไม่เหมือนกันเทพธิดาเหม่ยเหรินคนเก่าเลยสักเสี้ยว
“เช่นนั้นเราจะลองทดสอบกันคืนนี้ขอรับ ท่านลองย้อนกลับไปในงานบุปผาที่สระทิพย์ ที่นั่นคนเยอะมากอีกทั้งเทพธิดาส่วนใหญ่ก็ได้รับอนุญาตให้พบปะกับทวยเทพและเหล่าเซียน ดังนั้นการปรากฏตัวที่นั่นน่าจะไม่เป็นที่สงสัยนัก แม้ว่าจะมีคนพบท่านพวกเขาก็คงคิดว่าท่านเพียงไปร่วมงาน ไม่เป็นการเสี่ยงจนเกินไปที่จะเผยตัว” ภูตแห่งกาลเวลาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“เช่นนั้นก็ได้ แล้วมีอะไรอีกหรือไม่”
“ปิ่นปักผม ท่านต้องพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาห้ามทำหาย ห้ามวางเอาไว้ห่างตัวโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้น ท่านที่ยังไม่อาจใช้พลังก็อาจจะถูกจับได้ ข้าเองก็คงไม่อาจดึงท่านกลับมาในทันที”
“ได้” เหม่ยเซียนรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ความรู้สึกของภูตทั้งสองกลับรู้สึกว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานอยู่
“ข้ารับปากแล้วว่าจะทำตามทุกอย่างที่พวกเจ้าบอก ดังนั้นไว้ใจข้าเถอะนะ ข้าจะระมัดระวังให้มาก” เหม่ยเซียนกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบายใจของภูตทั้งสอง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้างเล่า”
“ภูตโบตั๋นเจ้าช่วยนายหญิงแต่งตัวเหมือนจะไปร่วมงานชมบุปผา อย่าให้โดดเด่นมากนัก แต่ก็อย่าให้น้อยหน้าเทพธิดาองค์ใด ข้าจะออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วก็เรียกข้าด้วย”
“ได้เลย เรื่องนี้ข้าถนัด!”
จากนั้นเหม่ยเซียนพลันนึกถึงตุ๊กตาแสนสวยที่ตนมีอยู่ในคอนโดหลายตัว พวกมันทุกตัวล้วนถูกจับแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดต่างๆ ทำผมทรงนั้นทรงนี้และประดับด้วยริบบิ้นสวยๆ กระทั่งเล่นเบื่อแล้วตุ๊กตาตัวนั้นจึงถูกวางลง
เหม่ยเซียนชักจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กตาเหล่านั้นแล้ว หากว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากตนในยามนี้ที่ถูกภูตโบตั๋นจับแต่งตัวนัก
หลังจากหวีผมที่ถูกภูตโบตั๋นใช้มนต์พรางตาทำให้ยาวขึ้นจนจดแผ่นหลัง แล้วปักด้วยปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาและปิ่นทองหลายอัน
ชุดตัวสวยที่มีถึงเก้าชั้นก็ถูกภูตโบตั๋นสวมทับเข้าไป ชุดตัวในสีน้ำเงินและเสื้อตัวยาวหลายตัวสีขาวถูกสวมก่อนหน้านี้ กระทั่งในที่สุดชั้นสุดท้ายซึ่งเป็นเสื้อสีเหลืองทองก็ถูกสวมทับ จากนั้นก็คาดทับเอาไว้ด้วยผ้าคาดเอวสีน้ำเงินเข้มปักลายโบตั๋น
กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นของดอกโบตั๋น ทำให้เหม่ยเซียนแทบจะเคลิบเคลิ้ม หากไม่ใช่เพราะความหนักของชุดซึ่งทำลายความรื่นรมย์นั้นหมดจนแทบไม่เหลือ
“เดี๋ยว! ภูตโบตั๋นยังไม่หมดอีกหรือ” เหม่ยเซียนอุทานเมื่อมองเห็นอีกฝ่ายกำลังถือผ้าแพรสำหรับคลุมไหล่ผืนยาวสีเหลืองเดินเข้ามา แล้วใช้มันพันเอาไว้ที่แขนข้างหนึ่งวนไปยังแผ่นหลัง ก่อนจะพาดอ้อมไปที่แขนอีกข้างแล้วดึงชายลงมาลากระพื้น
“งานชมบุปผาไม่ใช่แค่งานเลี้ยงธรรมดานะเจ้าคะ ท่านจะต้องแต่งกายให้หรูหราจึงจะไม่ถูกมองข้าม”
“แต่ภูตแห่งกาลเวลาเหมือนจะบอกว่าอย่าให้โดดเด่นเกินไปนักมิใช่หรือ”
“ก็ใช่เจ้าค่ะ หาไม่ข้าคงหยิบชุดแพรชั้นดีสีชมพูที่ท่านได้รับพระราชทานมาจากพระนางซีหวังหมู่ชุดนั้นมาสวมให้ท่านแล้ว น่าเสียดายชุดนั้นปักลายบุปผาอ่อนช้อยโดดเด่นยิ่งนัก หากท่านได้สวมชุดนั้นข้ารับรองว่าเหล่าทวยเทพและเซียนน้อยใหญ่ ไม่มีทางที่จะไม่หันมาสนใจท่านอย่างแน่นอน แม้แต่เทพธิดาบุปผาที่ทำหน้าที่ร่ายรำเองเมื่อเห็นก็ต้องอิจฉาท่าน”
“เอ่อ...เช่นนั้นชุดนี้ก็ได้” แค่ได้ฟังเหม่ยเซียนก็รู้สึกขนลุกแล้ว ดังนั้นนางจึงได้แต่ยืนสงบปากสงบคำ อดหวาดเสียวไม่ได้ เพราะเกรงว่าตัวเองจะก้าวเดินไม่ออก เมื่อมองเห็นความยาวของชุดที่อยู่บนเรือนร่างของตัวเองที่ยาวกรอมเท้า
“สงสารคนซักทำความสะอาดชุดจัง” เหม่ยเซียนแอบบ่นเสียงเบาไม่ให้ภูตโบตั๋นได้ยิน
ในที่สุดภูตโบตั๋นก็วางมือจากเหม่ยเซียน ทั้งยังตะโกนบอกให้ภูตแห่งกาลเวลาเข้ามาในห้อง คราแรกที่เขาเดินเข้ามานั้นเขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วนั่งลงกอดขาหญิงสาวเอาไว้เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “นายหญิง ท่านช่าง...ช่างงดงามเหมือนเมื่อก่อนยิ่งนัก ข้าน้อยตื้นตัน ท่านกลับมาแล้ว”
เหม่ยเซียนและภูตโบตั๋นกลอกตาขึ้นด้านบนพร้อมกันอย่างระอา เนื่องจากรู้ว่าหากภูตแห่งกาลเวลาเริ่มร้องไห้เมื่อไร เป็นนานกว่าจะทำให้เขาหยุดร้องได้
“อย่าทำให้เสียงาน! เจ้ากำลังทำให้ชุดสวยๆ ของนายหญิงเป็นรอยยับนะ เริ่มได้แล้ว!” ภูตโบตั๋นดึงเขาขึ้นมาแล้วถลึงตาให้อีกฝ่ายทีหนึ่ง
“อ้อ นั่นสินะ ได้ๆ ข้าตั้งสติได้แล้ว เจ้าออกไปเฝ้าด้านหน้าประตู อย่าให้ใครเข้ามาในห้องนี้ได้เป็นอันขาด ที่เหลือในนี้ข้าจะจัดการเอง” ภูตแห่งกาลเวลาพยักพเยิดกับภูตโบตั๋นทั้งยังใช้มือเช็ดคราบน้ำตาที่นองใบหน้า
“ไว้ใจได้เลย ไม่ว่าจะเป็นใครข้าก็จะไม่อนุญาตให้เข้ามารบกวนเจ้ากับนายหญิงได้เลย” ภูตโบตั๋นรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะก่อนจะเดินออกไป
“นายหญิงท่านไปนั่งลงที่เก้าอี้เถิดขอรับ ข้าจะเริ่มดึงพลังทั้งในตัวท่านและในหยกแก้วแห่งกาลเวลา บางทีอาจจะทำให้ท่านอ่อนแรงไปบ้าง ท่านจะหลับตาก็ได้หากรู้สึกแปลกๆ”
“อ้อ ได้” เหม่ยเซียนไม่รีรอเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย นางหลับตาลงเพราะรู้สึกกลัว หาใช่รู้สึกแปลกๆ อย่างที่ภูตแห่งกาลเวลาบอกไม่
“อย่าให้ปิ่นปักผมอยู่ห่างตัวนะขอรับ...”
เหม่ยเซียนได้ยินประโยคของภูตแห่งกาลเวลาไม่ชัดเจนนัก เพราะทันทีที่เขาพูดจบรอบกายของหญิงสาวพลันรู้สึกถึงความร้อนและแรงผลัก
ร่างของนางเอนไปด้านหน้า จากนั้นก็รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างหลุดลอยไปในความว่างเปล่าอันเคว้งคว้าง แค่พริบตาเดียวที่ภูตแห่งกาลเวลาพูด นางพลันรับรู้ว่าบรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไป อากาศที่เคยอบอุ่นกลับหนาวเหน็บ
เหม่ยเซียนรีบลืมตาขึ้น “ที่นี่อีกแล้ว”
เหม่ยเซียนขมวดคิ้วเนื่องจากภูตแห่งกาลเวลาบอกนางว่าจะส่งนางไปที่สระทิพย์ แต่นางจดจำได้ว่าห้องนี้น่าจะเป็นห้องของเทพมังกรจื่อหมิง
หากให้เดาจากบทสนทนาของบุรุษกับหญิงสาว ซึ่งฝ่ายหญิง...นางมั่นใจว่าคงจะเป็นจื่อเหยา ส่วนฝ่ายชายก็คือเทพมังกรจื่อหมิงไม่ผิดแน่
ห้องนอนขนาดกลางยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่าคงไว้ซึ่งความเรียบง่ายจนแทบไร้ซึ่งเครื่องเรือน แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือพิณและตำราเพลงพิณที่เหม่ยเซียนเคยเห็นครั้งก่อน
หญิงสาวก้าวเดินเข้าไปยังโต๊ะซึ่งมีพิณวางอยู่ ดวงตากวาดมองรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องจริงๆ
นิ้วเรียวยกขึ้นลูบไล้พิณล้ำค่าอย่างหลงใหล กระทั่งก้มตัวลงไปเพื่อดูว่ามันทำมาจากหยกจริงๆ หรือว่าทำมาจากสิ่งอื่น ถึงอย่างนั้นปอยผมที่ยาวรุ่มร่ามกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่คล่องแคล่ว อีกทั้งเมื่อครู่นางยังรู้สึกว่ามวยผมที่เสียบปิ่นนั้นเอาไว้คลายตัวจนหลวม จึงอยากจะปลดมันออกให้หมด
เหม่ยเซียนเอื้อมมือดึงปิ่นปักผมสองตัวออกมา ทำให้เรือนผมยาวสลวยร่วงลงมาคลอเคลียไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนหญิงสาวจะจับผมทั้งหมดรวบขึ้นม้วนเป็นมวยง่ายๆ พร้อมกับยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเพียงตัวเดียว แล้วถือถือปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางเอาไว้ในมือ
เมื่อมือหนึ่งคว้าปิ่นปักผม อีกมือคว้าหนังสือเพลงพิณ ความสนใจทั้งหมดย่อมตกอยู่กับบทเพลงในตำรา ในที่สุดก็เผลอวางปิ่นลงบนโต๊ะเพื่อพลิกเปิดหน้าตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตนแต่เป็นห้องของบุรุษอื่น
ดูไปได้สักพักก็ตระหนักรู้แล้วว่าเจ้าของห้องคงจะยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้จึงหันไปมองยังเตียงนอน ร่างเล็กลากชุดยาวรุ่ยร่ายเดินไปยังเตียงนอน แล้วนอนคว่ำลงไปบนฟูกเพื่อพลิกหนังสือต่อไป