“แม่นาง”
เอ่ยเรียกแล้วอีกฝ่ายยังนิ่ง เทียนเหวินคิดหนัก หากนางคือผู้บุกรุกเล่า แต่หากลอบเข้ามาจริง นางคงไม่มาเล่นน้ำตกอย่างสบายใจเป็นแน่ อีกอย่างศิษย์น้องบอกว่าผู้บุกรุกไปยังหอตำรา แม้มีความเป็นไปได้แต่นางควรรีบหนีไป ไม่ใช่มาที่นี่
ทบทวนอย่างดีแล้วชายหนุ่มจึงเลือกที่จะช่วยอีกฝ่าย มือหนาร่ายเวทเยียวยาส่งพลังไปยังแผลของคนที่นอนอยู่บนพื้น สีหน้าเจ้าตัวเริ่มซีด คิ้วเรียวงามขมวด ก่อนจะเปล่งเสียงร้องออกมา
“โอ๊ย”
ไอสีดำลอยขึ้นจากบาดแผลบ่งบอกว่าเกิดขึ้นจากเวทสายดำ นางอาจถูกผู้ที่บุกเข้ามาทำร้าย
ขณะกำลังพยายามใช้เวทของตนรักษาให้หญิงสาวอยู่นั้นก็มีเสียงคนกำลังมาทางนี้ แม้คิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าใช่ผู้บุกรุกแต่ด้วยสถานการณ์ที่ตนพบเห็นเจ้าตัวในน้ำตกคงไม่อาจพูดออกไปได้ มีเวลาคิดเพียงไม่กี่อึดใจเทียนเหวินจึงต้องช้อนอุ้มร่างบอบบางขึ้น
ร่างสูงใหญ่พาคนในอ้อมแขนลอยขึ้นไปเหนือแอ่งน้ำก่อนจะมุ่งหน้าฝ่าม่านน้ำตกเข้าไป ด้านในมีอุโมงค์เล็กที่เขาค้นพบนับแต่เริ่มมาฝึกวิชาในช่วงแรก เพราะพลังของเขาแหวกแยกน้ำตกออกจากกันจึงเห็นเข้าโดยบังเอิญ
ชายหนุ่มค่อยๆ วางคนตัวเล็กลงแผ่วเบา ในใจอยากเห็นรอยบาดแผลให้แน่ชัดเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดจากพลังอะไร และรักษาได้อย่างเหมาะสม
“ขออภัยแม่นาง ข้าจำต้องล่วงเกินแล้ว”
เขาจับอีกฝ่ายให้นั่งหันหลังให้ตนเอง แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาว มือหนาที่จับไหล่บางอย่างเบามือเคลื่อนไปด้านหน้าแบบสั่นๆ แม้จะพยายามสะกดใจตนให้นิ่งเข้าไว้
การใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวสตรี สำหรับเทียนเหวินแล้วนับเป็นครั้งแรก หากไม่นับท่านยายกับมารดาที่มักแสดงความรักต่อตนมากเกินควรจนท่านตาต้องปรามบ่อยครั้ง
มือหนากลั้นใจจับสาบเสื้อหญิงสาวคลายออกเปิดไหล่ข้างที่เจ็บดึงลงกระทั่งมองเห็นแผลเหวอะหวะด้วยรอยไหม้กับแรงกระแทกที่ค่อนข้างลึก เหมือนแผ่นหลังของนางค่อยๆ กลายเป็นสีดำและกำลังจะถูกกลืนกินทั่วทั้งร่าง ผู้ลงมือตั้งใจทำลายให้ถึงชีวิต
เป็นพลังที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นเวทสายดำอย่างแน่นอน
เขาพยายามส่งพลังรักษาไปสู่บาดแผลนั้น ดูดดึงไอชั่วร้ายสีดำลอยขึ้นจากร่างบอบบาง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ไยท่านยังตามมาที่นี่ ในเมื่อเทียนเหวินบอกว่าเขาจะมาดูเอง”
เสียงถามดังแว่วมา หมายความว่าผู้ที่มาคือหลี่ไห่ฉินกับศิษย์คนอื่น
“เพราะท่าทางของเขาราวกำลังปกปิดบางอย่าง”
ด้านนอกน้ำตกร่างสูงเพรียวกำยำของคนสามคนเลือนราง เทียนเหวินพยายามไม่ใส่ใจ ไม่เช่นนั้นสมาธิของตนอาจหลุด ไอพิษร้ายอาจเข้าแทรกได้ กระทั่งมาถึงช่วงสุดท้ายก่อนเวทดำจะหลุดจากร่างหญิงสาวราวเจ้าตัวกำลังต่อสู้กับความทรมานอย่างเต็มขั้น
“อ๊ะ...”
เสียงแผ่วหลุดจากปากอิ่ม ใบหน้าเรียวแหงนเงยกำลังจะกรีดร้องออกมา
เทียนเหวินที่เพิ่งกำจัดพลังเวทดำหมดสิ้นต้องรีบตัวคว้าร่างเล็กเข้ามาในอ้อมอกตน มือหนาปิดปากอีกฝ่ายโดยไม่ทันคิดสิ่งใด ทำเอาตนเองก็ยังชะงักไปเช่นกัน เพราะร่างนุ่มนิ่มกึ่งเปลือยแนบแผงอกแกร่ง
“พวกท่านได้ยินเสียงใดหรือไม่”
ทั้งสามคนที่อยู่ริมลำธารหันมองไปมาหาบางอย่าง
“หรือข้าจะหูแว่วไปเอง”
คนที่ได้ยินเสียงแปลกๆ พึมพำพลางเกาศีรษะตน
“น่าแปลก เทียนเหวินอยู่ที่ใด”
เป็นหลี่ไห่ฉินที่สงสัย
ผู้ถูกเอ่ยถึงได้ยินคำพูดของคนด้านนอกแม้จะค่อนข้างเบา มองดวงหน้าซีดเผือดของสตรีที่ตนกำลังโอบกายไว้ ทั้งยังปิดปากเจ้าตัวเพราะเกรงจะส่งเสียงร้อง ไม่ได้กังวลว่าจะถูกพบเจอ ทว่าร่างกายที่ชิดใกล้กับกลิ่นกายหอมระรวยทำลายสมาธิตนจนอกแกร่งร้อนวูบวาบต่างหากที่ทำให้เขาหวั่นเกรง
“หรือเขาอาจไปที่อื่นแล้ว”
หนึ่งในนั้นออกความเห็น
หลี่ไห่ฉินยังมองไปโดยรอบ ทำให้ศิษย์น้องทั้งสองคนเองก็จำต้องเดินสำรวจรอบๆ
ขณะนั้นเองดวงตาคู่กลมโตที่ปิดอยู่ก็เปิดขึ้น ทำเอาเทียนเหวินใจหายวาบ แม้ตนหวังดีช่วยอีกฝ่ายทว่าใบหน้าทั้งสองอยู่ในระยะประชิดเกินไป
“อื้อ”
มือหนากดปากอิ่มพลางแขนกำยำกระชับร่างเล็กแน่นขึ้นเมื่อเจ้าตัวขยับด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเสื้อผ้าหลุดออกจากกายและมีใครบุรุษโอบกอด แววตาคู่งามตระหนกชัดเจนทั้งยังส่งเสียงเบาในลำคอ มือบางออกแรงผลักไหล่ชายหนุ่มทว่าเบายิ่งนัก ยิ่งขยับหญิงสาวยิ่งเจ็บปวด เพราะแม้เอาไอพิษออกมาได้ แต่อาการบาดเจ็บยังคงอยู่ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น เหงื่อซึมหน้าผาก ทั้งใบหน้ายังขาวซีด
“ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีอะไรจริงๆ ไปกันเถิด”
สุดท้ายหลี่ไห่ฉินก็ยอมจากไป
แน่ใจแล้วว่าคนอื่นไปไกลแล้วเทียนเหวินจึงค่อยๆ ผละห่าง ตั้งใจเอ่ยขอโทษพลางบอกเล่าความเป็นมาทั้งหมด แต่มือของอีกฝ่ายกลับคว้าเสื้อเขาออกแรงดึงพลางเข่นเขี้ยวเสียงแผ่วเบา
“ข้า...จะฆ่าเจ้า”
จบคำเจ้าตัวก็หมดสติไปทันที ทำเอาชายหนุ่มได้เพียงขยับริมฝีปากค้าง ก่อนถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
“นี่ข้าทำคุณบูชาโทษหรือ”
แม้จะขุ่นใจที่ตนช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้แต่กลับถูกขู่อาฆาต ทว่าอาการของหญิงสาวกลับไม่มีทีท่าจะดีขึ้นเลย เทียนเหวินลองแตะชีพจรที่ข้อมือเล็กก็แทบจับไม่ได้ พลังเวทชั่วร้ายนี้แม้ไม่ได้กลืนกินร่างนางแล้วหากยังทิ้งร่องรอยทำลายล้างเอาไว้
ปลายนิ้วชายหนุ่มแตะไปยังหน้าผากเล็ก แล้วก็รับรู้ไว้ว่าพลังปราณอีกฝ่ายอ่อนลงมาก
“เจ้าสูญเสียปราณเซียนไปแทบหมดสิ้นเชียวหรือ”
เทียนเหวินพบว่าปราณของนางไม่ได้แข็งกล้าแต่อย่างใด เหมือนเป็นเซียนตบะไม่ถึงพันปี ดวงจิตวิญญาณบอบบางนัก ดูไปแล้วยิ่งน่าแปลกที่นางขึ้นมาถึงสำนักศึกษาซ่างเซียนได้
แม้ที่มาที่ไปของหญิงสาวยังคลุมเครือ หากเขาไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดตายไปต่อหน้าได้
“ปล่อยไว้เช่นนี้เจ้าได้แหลกสลายแน่”
เพียงพลังเยียวยาไม่ช่วยเสริมพลังปราณอีกฝ่ายให้กลับคืนมาได้ คิดแล้วเทียนเหวินก็กำหนดจิตตนใหม่อีกครั้ง ขยับมือวาดร่ายเวทแล้วเคลื่อนทั้งสองข้างมาประกบบนล่างตรงหน้า บังเกิดผลึกแก้ววงกลมเล็กสีทองอร่ามระหว่างฝ่ามือ ก่อนชายหนุ่มจะส่งให้ลอยไปชิดริมฝีปากอิ่ม ทว่าไม่อาจทำให้เจ้าตัวรับพลังปราณของตนได้ มือหนาข้างหนึ่งบีบแก้มนุ่มให้ปากเล็กเผยอและผลักปราณของตนเข้าไป แต่จนแล้วจนรอดก็หาทำได้ไม่
‘ข้าไม่อาจมอบปราณของตนให้นางได้อย่างนั้นหรือ’
ครุ่นคิดไม่นานวิธีหนึ่งก็แวบเข้ามา อาจเพราะอีกฝ่ายไม่ใช่เทพเซียน ทั้งพลังปราณของเขาคือเทพมังกร ต่างจากพลังเซียนทั่วไป เจ้าตัวจึงไม่อาจรับไว้โดยง่าย
‘เอาเถิด อย่างไรนางก็จะฆ่าข้าอยู่แล้วนี่นา’
ร่างสูงใหญ่โน้มกายชิดร่างเล็ก ใบหน้าขาวคมประชิดดวงหน้าเรียวงดงาม ริมฝีปากได้รูปแนบลงบนปากอิ่มที่เผยอเพราะแรงบีบแก้มพร้อมส่งปราณตนให้หญิงสาวยอมกลืนลงไป
นานครู่หนึ่งกระทั่งรับรู้ได้ว่าปราณตนเคลื่อนเข้าไปในร่างบอบบางจึงถอนริมฝีปาก
ดวงตาคู่คมกริบมองกลีบปากอิ่มสีอ่อนอย่างเผลอตัวราวถูกกลิ่นหอมหวนของดอกบัวดึงดูดสติสัมปชัญญะ ลำคอแห้งผากขึ้นมาดื้อๆ จนต้องกลืนน้ำลาย รู้ตัวว่าตนเองมีอาการแปลกๆ เพราะการชิดใกล้ที่มากเกินควร เทียนเหวินจึงผ่อนร่างเล็กลงนอนแล้วถอยออกมา
พลังปราณเทพมังกรค่อยๆ แผ่รังสีวิบวับสีทองแผ่ล้อมกายอีกฝ่ายช่วยรักษาบาดแผลจากเวทดำจนหายดีปราศจากร่องรอย
ชายหนุ่มพยักหน้าพึงพอใจเมื่อช่วยชีวิตหญิงสาวสำเร็จ แม้จะสูญเสียปราณของตนไปบ้างหากก็นับว่าเทียบไม่ติดกับการได้ช่วยชีวิตหนึ่งให้อยู่ต่อไป เขาบำเพ็ญเพียรไม่นานพลังปราณก็กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมแล้ว เพียงฝึกวิชาล่าช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไร
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน เพราะเพิ่งบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังมีปราณเทพหมุนเวียนในร่างกาย เทียนเหวินจึงคิดว่าตนควรกลับไปก่อนที่ศิษย์พี่ใหญ่กับคนอื่นจะรู้สึกได้ว่าตนหายไป
“แล้วข้าจะรีบกลับมา”
เขาบอกแม้เจ้าตัวยังไม่ได้สติ ทั้งยังวาดมือให้ชุดของหญิงสาวกลับเข้าที่เข้าทาง
อย่างน้อยเจ้าตัวควรรู้ว่าในกายมีปราณของเทพเซียน และต้องบำเพ็ญตนอย่างหนักเพื่อจะได้รวมปราณพร้อมกับควบคุมพลังแปลกใหม่ให้ได้ เขาบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาง
สามชั่วยามหลังจากเทียนเหวินจากไป เปลือกตาบางค่อยๆ เปิดขึ้น ก่อนร่างบอบบางจะลุกพรวดขึ้นนั่งทันใด ดวงตาคู่กลมโตมองไปโดยรอบอย่างหวาดระแวง
ก่อนหน้านี้นางถูกใครคนหนึ่งที่ปกปิดหน้าตาทำร้าย เหมือนอีกฝ่ายจะคิดว่านางตายแล้วจึงผละไป ส่วนนางก็รีบกลับมายังน้ำตกแต่กลับสติดับวูบไปก่อน
ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เจอเข้ากับใครคนหนึ่งที่กำลังฉวยโอกาสกับตนอยู่
“เป็นถึงเทพเซียน แต่จิตใจชั่วช้าสกปรกนัก”
มือบางกำแน่นพลางพำพึมอย่างคับแค้นใจ ทว่าความรู้สึกที่เหมือนตนแข็งแรงดี ไม่บาดเจ็บตรงส่วนไหนทำให้หญิงสาวเหลือบมองไปด้านหลังแล้วก็เห็นว่าไร้รอยแผลใด นางยิ่งงุนงง แต่ภายในกลับร้อนราวมีบางอย่างกำลังอัดแน่นในอกหายใจลำบาก
หญิงสาวมองออกผ่านม่านน้ำตกแล้วก็เข้าใจว่าตนอยู่ที่ใด ร่างบอบบางลุกขึ้นยืน หันหลังเดินลึกเข้าไปด้านใน
แท้จริงแล้วเบื้องหลังหินก้อนใหญ่มีซอกเล็กสามารถเดินผ่านไปได้ เส้นทางชื้นแฉะเล็กๆ คือเส้นทางที่จะนำพาไปยังน้ำตกอีกฝั่งของสำนักซ่างเซียนใต้ และนางก็มาที่นี่ผ่านเส้นทางนี้
======