กิ่งทองใบหยก ถูกต้องตามประเพณี?

3149 คำ
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็ได้ฤกษ์มงคลที่กรมวังกำหนด เจียงอี้หลานถูกมารดาปลุกตั้งแต่เช้ามืด ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องลุกขึ้นมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างแต่นางก็ว่าง่ายเกินกว่าพยายามเจรจาโตเถียง หญิงสาวพยายามเบิกตาขึ้นอย่างยากเย็นยามเมื่อสาวใช้สองสามคนกุลีกุจอช่วยกันถอดเสื้อนอนตัวบางพาร่างนุ่มนิ่มอรชรของผู้เป็นเจ้านายมุ่งตรงไปยังอ่างอาบน้ำที่หลังฉากกั้นด้วยความระวัง                   หญิงสาวทอดร่างเปลือยเปล่าลงในอ่างอุ่นด้านหลังฉากกั้น น้ำในอ่างวันนี้สีขุ่นไปจากทุกวันด้วยน้ำมันกุหลาบหอมกรุ่นชื่นใจ แลแม้จักตะขิดตะขวงไม่ชอบใจอยู่มากแต่นางหน้าหวานก็มิได้ออกปากทักท้วงเมื่อมือนุ่มอบอุ่นของสาวใช้คนสนิทนวดเฟ้นลงบนร่างกายอย่างเบามือ                   แท้จริงแล้วเจียงอี้หลานผู้นี้มีอุปนิสัยแปลกประหลาดผิดไปจากคนทั่วไปอย่างหนึ่ง คือไม่ชอบให้ผู้ใดถูกเนื้อต้องตัวเท่าใดนัก ไม่ว่าคนผู้นั้นจักเป็นใครก็ตาม หญิงสาวอดไม่ได้ที่จักต้องสะดุ้งเบี่ยงกายหนีด้วยความอึดอัดทุกครั้งที่สิ่งมีชีวิตอะไรซักอย่างไม่ว่าจักเป็นเพศภาวะใด สนิทสนมหรือไม่ย่างกรายเข้ามาใกล้...ก็ใช่ว่านางจักสำคัญตนผิดว่าตัวเองสูงส่งถึงขั้นนึกรังเกียจใครเขา เพียงแต่รู้สึกอึดอัดลึกๆ อยู่ในอกเกรงว่ามือของคนผู้นั้นจักไม่สะอาดถูกสุขอนามัยเท่านั้น ดังนั้นหากเป็นยามปกติคงต้องมีออกปากทักท้วงกันบ้าง...ทว่า ในวันเวลาอันขมขื่นนี้ นางร่างบางเศร้าหมองเหนื่อยใจเกินกว่าจักมีเรี่ยวแรงบ่ายเบี่ยงทักท้วงอันใดได้... หญิงสาวหน้าหวานจึงเพียงแต่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นทำตามทุกคำบอกของมารดากับสาวใช้ยินยอมให้คนในห้องได้จับแต่งตัวตามชอบใจ เพียงไม่นานชุดไหมสีแดงทองพร้อมด้วยเสื้อคลุมชั้นนอกปักลายนกยูงก็ถูกสวมใส่ลงบนเรือนรางบอบบางหอมกรุ่นนั้น                   “งามอย่างกับภาพวาดเลยค่ะ...” เสียงปิงเซียงสาวใช้คนสนิทออกปากชมเชย มารดาของนางได้ยินแล้วก็ระบายรอยยิ้มบนใบหน้า เอ่ยปากบอกกับบุตรสาวขึ้นบ้างว่า                   “มองกระจกสิอี้หลาน วันนี้ลูกสาวของแม่งามอ่อนหวานอย่างกับเทพธิดาไม่มีผิด” ทว่า ผู้เป็นธิดาไม่แม้แต่จักชายตามองร่างของตัวเองในกระจก โดยปกติเสื้อผ้าสีเร่าร้อนรุนแรงอย่างสีแดงทับทิมมิใช่สีที่หญิงสาวนิยมชมชอบอยู่แล้วทั้งยังอดรู้สึกอคติไม่มั่นใจในตนเองไม่ได้ว่าสีสดร้อนแรงของชุดนี้คงยิ่งขับให้ดวงตาคล้ำเศร้าหมองของตนยิ่งโหลลึกจากเหตุการณ์ร้ายกาจที่เพิ่งผ่านมาไม่นานให้เห็นชัดยิ่งกว่าเดิม...แต่ก็นะทำอย่างไรได้...ชุดเจ้าสาวทั่วแผ่นดินต้าผิงล้วนเป็นสีแดงกันทั้งนั้นนี่...                  “อี้หลาน วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้าทำไมจึงทำหน้าเศร้าอย่างนั้นละจ้ะลูก? ” ผู้เป็นมารดาไต่ถามเสียงหวานทั้งที่รู้ซึ้งถึงความกังวลใจของบุตรสาวอยู่เต็มอกอย่างคนที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน... คำถามนั้นเรียกรอยยิ้มบางๆ จากดวงหน้าหวาน ผู้เป็นมารดาคงเข้าใจไปเองว่านางคงกำลังตื่นเต้นกังวลกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะภรรยาของแม่ทัพหนุ่มผู้ไม่เคยรู้จักคุ้นเคยด้วยมาก่อน...เพียงแต่มารดาผู้น่าสงสารของนางไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังการแต่งงานของธิดาคนเดียวของตนเป็นไปเพื่อช่วยสำนักให้อยู่รอดแลไถ่บาปให้กับสิ่งที่ผู้เป็นพี่ชายก่อเอาไว้เท่านั้น...                 “แม่คะ” กังวานเสียงใสดังเรียกอย่างนุ่มนวล ผู้เป็นมารดาก็ยกมือหมายลูบเรือนผมนุ่มนิ่มยาวสลวยของบุตรสาวด้วยความเอ็นดู ทว่ากิริยาห่วงหาใกล้ชิดของผู้เป็นแม่นั้น กลับทำให้สาวน้อยอี้หลานชะงักไปเล็กน้อย ในใจนึกอยากขยับศีรษะหลีกหนีออกไปเสียให้พ้นจากมืออ่อนนิ่มของผู้เป็นมารดาตามนิสัยไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัว แต่ก็เกรงนักจักทำให้ผู้เป็นแม่ต้องเสียอกเสียใจจึงได้แต่นั่งนิ่งยินยอมให้มารดาลูบศีรษะจัดผมให้ยามเมื่อเสียงของมารดาดังขึ้นเหนือศีรษะว่า                “มีอะไรหรือจ้ะ? ” คำถามแสนอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาชวนให้รู้สึกหดหู่อ่อนใจขึ้นมาน้อยๆ นางหน้าหวานตระหนักได้ในเวลานี้เองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตนห่างเหินกับมารดาตนเองมากเพียงใด ช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่มีมากพอที่ทำให้หญิงสาวไม่อาจปรับทุกข์กับผู้ให้กำเนิดของตนเวลานี้ได้เลย... ความจริงนี่ไม่ใช่ความผิดของคนทั้งคู่เลย เมื่อตั้งแต่เจียงอี้หลานมีอายุได้เพียง 7 ปีสาวน้อยก็จำเป็นต้องออกจากบ้านไปศึกษาเล่าเรียนยังสำนักหงษโปฏกตามคำสั่งของผู้เป็นบิดา กระทั่งบัดนี้วันเวลาร่วงเลยมาถึง 12 ปีแล้ว น้อยครั้งเหลือเกินที่หญิงสาวจักกลับมาเยี่ยมบ้านซักครั้งหนึ่ง ยิ่งนึกไม่ถึงว่าการกลับบ้านในครั้งนี้ของนางคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พำนักอาศัยในเรือนแห่งนี้... ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหดหู่เศร้าหมองในจิตใจ มือบางขาวผ่องยื่นออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แตะที่หลังมือของมารดาเบาๆ กระซิบเสียงค่อยนิดเดียวขึ้นว่า                “แม่คะ หลายปีมานี้ครอบครัวของเรามิได้ผูกพันใกล้ชิดเช่นที่ควรเป็น...อี้หลานไม่เคยทำอันใดให้ท่านสมกับหน้าที่ของลูกเลยจนนิดเดียว...” เสียงหวานใสยังกล่าวไม่ทันจบผู้เป็นแม่ก็เหมือนเข้าใจในความหมายของบุตรสาว เมื่อนางยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพลันก็กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมาเสียเฉยๆ ว่า                “อี้หลาน เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนเจ้ายังเล็กก่อนถูกบิดาส่งไปเรียนที่หงษโปฏก ทุกเช้าเป็นต้องวิ่งมาหาแม่ที่ห้องรับรองเรียกร้องให้แม่ถักผมสวยๆ ให้ทุกวันน่ะ...จำได้ไหม? ” วาจาของผู้เป็นมารดาเรียกรอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าผุดผาด กล่าวตอบคำมารดาขึ้นมาว่า                “จำสิคะ...ก็ไม่มีใครผูกผมได้สวยเท่าแม่เลยซักคน” ท่าทางผ่อนคลายประจบเอาใจของธิดาคนเดียวทำให้ผู้เป็นมารดาระบายรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าก่อนจักขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ พลางกล่าวอย่างขึงขึงขึ้นว่า                “แต่ว่านะ พอหลังจากหงษโปฏกได้เพียงปีเดียวแม่ไปหาเจ้าที่ห้อง คราวนี้เจ้าก็กลับบอกว่าอยากแต่งผมด้วยตนเอง...” วาจาของผู้เป็นมารดาทำให้ร่างบอบบางสะดุ้งน้อยๆ ร้องออกมาว่า                “เป็นอย่างนั้นหรือคะ?”                “อืม ความรู้สึกของแม่ตอนนั้นก็คงเหมือนตอนนี้กระมัง เวลาผ่านเลยเราไปรวดเร็วนักพริบตาเดียวลูกของแม่ก็เป็นสาวแล้ว...เรื่องที่แม่พอทำร่วมกับเจ้าได้ก็ค่อยๆ หมดลงตามวันเวลาที่ผ่านพ้นไป...ถึงแม้แม่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในโลกในสังคมของเจ้า เพียงได้เห็นเจ้าเติบโตขึ้นเป็นคนจิตใจงดงามเพียบพร้อม เท่านี้แม่ก็พอใจมากแล้วไม่ต้องการอย่างอื่นแล้วล่ะ...” ผู้เป็นแม่กล่าวคำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ลูกสาวได้ยินวาจานั้นกลับสะท้อนอกสะท้อนใจ โดยเฉพาะประโยคที่ว่าเติมโตเป็นคนจิตใจงดงามเพียบพร้อมนั้นช่างบาดลึกจนปวดแปลบปลาบในอก มารดาที่น่าสงสารของนางไม่ได้รู้เลยว่าลูกๆ ของตนเพิ่งทรยศต่อสำนักที่ให้การอบรมชุบเลี้ยงแลหักหลังครอบครัวอย่างร้ายกาจเมื่อไม่นานมานี้เอง... ยิ่งคิดก็ยิ่งให้เศร้าระทมอึดอัด เสียงหวานดังกล่าวคำหมายฝากฝังกับผู้เป็นมารดาขึ้นมาว่า               “แม่คะ ถ้าพี่อี้หลางกลับมาที่บ้าน...” ทว่า นางหน้าหวานยังกล่าวไม่ทันจบ เสียงประทัดก็ระเบิดดังโครมครามที่นอกจวน ปี่แตรบรรเลงเพลงมงคลประโคมดังมาแต่ไกลเรียกความสนใจทำลายความสงบจากคนในห้อง มารดาของนางผุดลุกขึ้นยืนทันที หันไปสั่งการแก่บ่าวไพร่เตรียมความพร้อมด้วยเกรงจักไม่ทันฤกษ์ยาม เมื่อเห็นบรรดาสาวใช้เลิกลั่กหิ้วหอบสินสอดทองหมั้นไม่ทันใจก็พุ่งตัวตรงดิ่งไปยังด้านนอก ทิ้งให้บุตรสาวยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ปากก็ร่ำร้องเรียกหามารดาอย่างสิ้นหวังว่า               “เดี๋ยวค่ะแม่คะ...”               สายไปเสียแล้วมารดาผู้เคยเป็นนางกำนัลเก่าแก่ในวังหลวงเคลื่อนไหวร่างกายคล่องแคล่วราวกับเหินลอยได้พริบตาเดียวก็หายไปจากครรลองสายตาของบุตรสาว ครั้นตั้งใจจักเคลื่อนตัววิ่งตามไปให้ทันก็กลับถูกบรรดาสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังขัดขวาง มือบอบบางหลายมือเร่งรัดจัดแต่งเรือนกายนางให้เข้าที่ คนหนึ่งคล้องสร้อยประดับมุกเส้นยาว อีกสองคนก็หิ้วหอบหมวกเจ้าสาวใบเขื่องหนักถึง 6 จิน (สามกิโล) วางประดับศีรษะแลพลันปิงเซียงคนสนิทก็คว้าเอาผ้าคลุมหน้าแดงปักลายยูงคู่คลุมทับอีกที ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อี้หลานถูกปิงเซียงประคองเดินไปตามทางเดินออกจากห้องราวกับคนตาบอด ครั้นได้ยินแต่เสียงเอะอะจอแจของผู้คนกับวงดนตรีที่รายล้อมรอบกายก็รู้ตัวว่าตนถูกพาเดินมาจนถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนแล้ว อู๋จิ้งเจี้ยนในชุดเจ้าบ่าวลงจากหลังม้า ใบหน้าบอกบุญไม่รับยามเมื่อส่งผ้าแดงผูกปมลายโบตั๋นไว้ตรงกลางยื่นส่งให้แม่สื่อเพื่อรับตัวเจ้าสาวแต่ถึงแม้ว่าเขาจักมีอคติในตัวสาวชั้นสูงอยู่มากทว่าชายหนุ่มก็ต้องยอมรับกับตนเองทันทีที่ได้เห็นว่าเจ้าสาวของเขาว่า...ภรรยาพระราชทานของเขาผู้นี้เป็นผู้หญิงที่มีลักษณะที่ดีมากคนหนึ่งทีเดียว               ความที่ตัวเขาเติบโตสนิทสนมกับองค์จักรพรรดิตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้พลอยได้อานิสงค์รู้จักมักคุ้นกับบรรดาสาวชั้นสูง โดยเฉพาะแม่บรรดาสาวๆ จากกระเรียนแก้ว สำนักซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการให้การศึกษาอบรมกิริยามารยาทให้กับกุลสตรีแห่งต้าผิงมาทุกยุคทุกสมัย อันเป็นเหตุให้บรรดาสาวๆ ในราชสำนักมีท่วงท่าอากัปกิริยาเหมือนชนิดลอกกันมาเป็นพิมพ์เดียวทุกคน...คือดัดกันจนไม่เหลือความเป็นธรรมชาติเลยซักราย...               แต่กิริยาท่วงท่าทางเดินของเจ้าสาวเขาคนนี้แตกต่างออกไป ด้วยทุกย่างก้าวของนางแม้นิ่มนวลอ่อนช้อยราวกับเทพยดาเหินลอยได้แต่กลับให้ความรู้สึกสง่างามมั่นคงเข้มแข็งมิได้บิดสะบัดขยับตัวมากดังเช่นสาวชั้นสูงที่เขาเคยพบปะสนทนาด้วยแม้แต่น้อย กิริยางดงามอ่อนหวานแฝงไปด้วยเข้มแข็งสง่างามนั้นเมื่อกอรปกับรูปร่างผอมบางไม่สูงไม่เตี้ยไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไปนั้นส่งผลให้หญิงสาวในผ้าคลุมหน้านั้นดูโดดเด่นชวนมองอย่างประหลาด...เรียกได้ว่าชวนตะลึงหลงได้ในพริบตาเลยเชียวล่ะ...               อี้หลานถูกเจ้าบ่าวจูงผ่านผืนผ้าแดงไปยังเกี้ยวเจ้าสาว แม่สื่อที่อยู่ด้านข้างช่วยประคองนางขึ้นนั่งบนเกี้ยวจากด้านในหญิงสาวลอบเปิดผ้าคลุมหน้าออกเล็กน้อย แอบมองผ่านม่านแดงของเกี้ยวเจ้าสาวออกไปเพียงเพื่อหวังจักได้เห็นหน้าพ่อแม่ของตนเป็นครั้งสุดท้าย...ลูกสาวออกเรือนเปรียบเสมือนน้ำที่ถูกสาดออกจากบ้าน...แต่นี้ต่อไปคงยากนักที่นางจักสามารถกลับมาเยี่ยมหน้าพ่อแม่ของตนได้อีก กระแสจิตคิดคำนึงของนางคงส่งถึงมารดาได้ เมื่อสายตาของผู้เป็นแม่จู่ๆ ก็หันขึ้นสบกับลูกสาวคนเดียว ครั้นเห็นนางหน้าหวานแอบเปิดผ้าคลุมหน้าลอบมองบิดามารดาอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวก็ยิ้มเยื้อนส่งให้อย่างใจลอยพร้อมทั้งทำสัญญาณมือให้บุตรสาวปิดผ้าคลุมหน้าลงดังเดิม ผู้เป็นธิดาเห็นสัญญาณดังนั้นกลับยกมือบางขึ้นน้อยๆ โบกให้เป็นเชิงอำลา ตั้งท่ากำลังจักปิดผ้าคลุมหน้าลงดังเดิมแต่สายตาก็อดไม่ได้ที่จักลอบเหลือบมองชายแปลกหน้าผู้กำลังจักเป็นเจ้าบ่าวของตนซักครั้ง...               ทันทีที่เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นยืนตระหง่านเจรจาบางอย่างกับบิดา หญิงสาวก็เดาได้ทันทีว่าชายผู้นั้นต้องเป็นอู๋จิ้งเจี้ยนผู้ที่กำลังจักเป็นสามีของนางในอีกไม่กี่ชั่วยามเป็นแน่แท้ ด้วยลักษณะเขาช่างตรงตามที่ล่ำลือกันไม่ผิดเพี้ยน...ใหญ่อย่างกับยักษ์ เข้มสมชายยิ่งกว่าชาย...               แม้มองจากในเกี้ยวจักไม่เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเขาเท่านั้น แต่หญิงสาวก็สามารถบอกได้เลยทันทีว่าคำว่าหน้าตาดีไม่เพียงพอแก่ชายคนนี้...               ร่างกายของเขาแกร่งกล้าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อดูมีพลังสูงใหญ่ตระการตาสมกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ตั้งแต่เล็กแต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาแต่ไม่เรียบเกลี้ยงเกลานักตามแบบชายหนุ่มผู้นิยมการทำงานกลางแจ้งมากกว่าเอนสบายในที่ร่ม ทั้งมือเท้าของเขา รวมไปถึงบ่ากว้างเปี่ยมด้วยกล้าเนื้อมัดใหญ่ๆ ยิ่งส่งผลให้เขาดูเป็นชายหนุ่มโดดเด่นสมชายยิ่งกว่าชายใดๆ เจียงอี้หลานเติบโตมาท่ามกลางชายหนุ่มรูปงามหน้าตาหล่อเหลาจำนวนมาก แต่หญิงสาวก็สามารถบอกได้เลยว่าไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเหมาะสมกับคำว่าชายชาตรียิ่งกว่าผู้ชายคนนี้... น่าเสียดายนักที่เบื้องหลังใบหน้าที่งดงามกับร่างกายกำยำใหญ่โตนี้กลับเต็มไปด้วยมีจิตใจก้าวร้าว คับแคบ แลหุนหันพลันแล่นยิ่งกว่าเด็กเล็กๆ ...                   อู๋จิ้งเจี้ยนรู้สึกว่ามีสายตากำลังมองมา จึงหันกลับไปทางเกี้ยวเจ้าสาวตามสัญชาตญาณ ทันเห็นเจ้าสาวดึงม่านลงอย่างรวดเร็ว ให้รู้สึกนึกขันอยู่ในใจ...นางชั้นสูงผู้นี้ช่างอยากรู้อยากเห็นทั้งยังใจกล้าไม่เบา ทั้งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ยืนอยู่กันให้แน่นยังกล้าฝืนธรรมเนียมแหวกม่านลอบดูเจ้าบ่าวไม่เกรงคำครหานินทา                   คิดแล้วก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาได้ฤกษ์ออกเดินทาง หนุ่มร่างยักษ์ค่อยก้มหัวคำนับพ่อตาแม่ยายเสียทีหนึ่งก่อนที่ตัวเขาเองจักขึ้นนั่งบนหลังม้าพาเจ้าสาวกลับไปทำพิธีที่จวน...                   ขบวนเกี้ยวบ่าว-สาว ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็เดินทางมาถึงจวนแม่ทัพอู๋ในเขตมณฑลผิงหู เสียงประทัดที่ดังโครมครามจนหูอื้อตาลาย กับความรู้สึกว่าเกี้ยวที่นั่งอยู่ถูกวางลงกับพื้นบอกกับเจ้าสาวที่นั่งนิ่งอยู่ภายในว่าถึงเวลาลงจากเกี้ยวเสียที                   “เจ้าบ่าวแบกเจ้าสาว สร้างสัมพันธ์รักยืนนาน”                   เสียงผู้เป็นแม่สื่อประกาศก้องให้ได้ยินโดยทั่ว ทำเอาเจ้าสาวที่อยู่ด้านในตกใจสะดุ้งโหยง ไม่ใช่เพราะนั่งหลับในหรือหวาดเกรงที่ตนกำลังต้องเข้าพิธีกับชายแปลกหน้า แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความหวาดเกรงเมื่อได้ยินว่าเนื้อตัวของตนต้องสัมผัสกับคนไม่รู้จักกันมาก่อน...ในเมื่อนางแค่ฝืนนั่งหายใจอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากตลอดครึ่งวันนี้ก็กลัวแทบแย่แล้วแล้ว บัดนี้ยังต้องให้ชายร่างยักษ์แปลกหน้าผู้นั้นอุ้มขี่หลังสัมผัสเนื้อต้องตัวใกล้ชิดอีกนางมิต้องมีอันขาดใจตายเลยเชียวหรือ...                   ในระหว่างที่เจียงอี้หลานนั่งนิ่งใจไม่เป็นสุขนึกหาทางออกอยู่นั้นเอง ใครบางคนเลิกม่านเกี้ยวเจ้าสาวขึ้น แสงแดดจัดลอดผ่านส่องตรงมายังผ้าคลุมหน้าสีแดงจนตาพร่าพราย ฉับพลันนั้นเงาดำใหญ่ยักษ์ราวกับอสุรกายก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ เจียงอี้หลานหลับตาลงกลั้นใจสะกดกลั้นความกลัวไว้อย่างเต็มที่...                   อู๋จิ้งเจี้ยนทอดมองนิ้วยาวเรียวขาวผ่องอ่อนช้อยที่โผล่ลอดแขนเสื้อชุดเจ้าสาวสีแดงสดบนตักอ่อนบางนิ่ง ยิ่งพิศดูผิวเนื้อนวลขาวผ่องอย่างสีของหิมะที่แลดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัสนั้นในอกก็ให้รู้สึกร้อนวูบวาบแปลกประหลาด...แม้ตัวเขาจักนึกชังน้ำหน้าเจ้าสาวพระราชทานผู้นี้มากเพียงไร แต่ในใจกลับปฎิเสธไม่ได้เลยว่านางผู้นี้กำลัง ส่งอิทธิพลต่อเขาอย่างรุนแรงทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าหรือพูดคุยซักครั้งเดียว...แหมจักให้เขาทำไม่อยากรู้อยากเห็นสนอกสนใจนางได้อย่างไร เมื่อเพียงนิ้วเรียวยาวที่ลอดผ่านเสื้อผ้าของนางยังดูละมุนผุดผาดปานนี้ แล้วที่ยังซ่อนหลบอยู่หลังชายเสื้อแขนยาวนั้นจักงดงามกระจ่างใสเพียงใดหนอ...                  มือหยาบของชายหนุ่มพุ่งตรงเข้าใส่เจ้าสาวในอาการรุ่มร่ามเกินปกติอย่างไม่อาจควบคุมได้ยามเมื่อเขาพุ่งตัวรุนแรงหมายดึงร่างบอบบางนั้นขึ้นขี่หลังตนตามประเพณี....                  แลนั่นเป็นเหตุให้เจี้ยงอี้หลานกลัวสุดขีดถึงขั้นเกือบควบคุมสติไว้ไม่อยู่!                  ใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงเพลิง หญิงสาวมองเห็นร่างใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นนั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วราวกับปีศาจจากขุมนรก ยิ่งเมื่อกอรปกับนิสัยส่วนตัวที่หวาดเกรงการจับต้องสัมผัสตัวแล้วทำให้ร่างบางผงะถอยไปด้านหลัง ขณะที่มือบางยกขึ้นในเชิงปรามตามสัญชาตญาณ                  จังหวะนั้นเองที่มือหยาบใหญ่กระด้างของผู้เป็นเจ้าบ่าวชะงักทันที คิ้วเข้มเป็นปื้นเลิกขึ้นข้างหนึ่งในอาการแปลกใจก่อนที่ใบหน้าคมเข้มจักแดงขึ้นเป็นปื้นในอาการโกรธจัด...นางผู้นี้จงใจหยามน้ำหน้าเขาอย่างจัง!                  ต่อหน้าธารกำนัลเจ้าสาวปฏิเสธการปฏิบัติตามธรรมเนียมตั้งแต่ยังไม่ลงจากเกี้ยวด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนี้ถือว่าตนดีกว่าคนอื่นอย่างไรจึงได้อาจหาญไม่ไว้หน้าใครถึงเพียงนี้!                  แม่ทัพหนุ่มดึงมือกลับไปที่ข้างลำตัวทั้งหันหลังกลับออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาวพยายามควบคุมอารมณ์กรุ่นโกรธรุนแรงไว้อย่างเต็มที่ยามเมื่อก้าวดุ่มๆ พุ่งตัวตรงเข้าไปยังจวนแม่ทัพเพียงลำพังโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกปริ่มขาดใจของแม่สื่ออีกเลย...
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม