โธ่ ใคร ๆ ก็ต้องอยากรู้จักกับพระเอกของเรื่องเถอะ พระรองอย่างผมเนี่ยแทบจะเป็นบทที่ไม่มีคนสนใจ เอาเถอะขนาดตอนโหลดไฟล์ยังไม่มีชื่อ งั้นก็สบายแล้วตัวเรา
ผมขยับตัวยกถังน้ำด้วยสองมือเล็ก ๆ ตอนนี้น่าจะเป็นฉากแรก ๆ ของเรื่องแหละ
หนานกังฮวนเป็นพระรอง เป็นลูกศิษย์วัดเพราะแม่เอามาฝากให้ไต้ซือเลี้ยง ส่วนตัวนางหายไปไหนไม่รู้ เลยเป็นปมพระรองของเราที่จะต้องออกตามหามารดาของตัวเองเพื่อตอบแทนบุญคุณ แค่นี้ก็รู้สึกถึงออร่าคุณงามความดีที่แผ่ออกมาแล้วไหมล่ะครับ?
"เจ้าพูดไม่ได้เหรอ" เสียงเล็ก ๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดสอบถามเด็กชายอีกคนทำให้ผมหันไปมอง
โอ้ หลิวรุ่ยรุ่ยตอนเด็กนี่หว่า ตอนเด็กยังน่ารักขนาดนี้ โตขึ้นคงจะสวยน่าดู แก้มนิ่มขยับตามแรงก้มหน้า เด็กหญิงพยายามมองหน้าเด็กชายอีกคนที่ก้มหน้าอยู่ สักพักเด็กชายก็เงยหน้าขึ้นทำตาขวางใส่เด็กหญิงแล้วเดินไปอีกทาง
อา พระเอกของเราตอนเด็กนี่ช่างไม่เป็นมิตรเอาซะเลย
[ภารกิจ : ทำให้เยว่หนวนเป็นพันธมิตร แต้มสะสมเมื่อทำภารกิจสำเร็จ +60]
หน้าที่แรกของข้ามาแล้วสินะ
ผมมองตัวอักษรสีชมพูกะพริบสองสามครั้งก่อนมันจะหายไป บทบาทแรกที่ทำให้หนานกังฮวนมีความสำคัญกับเรื่องก็คือการพยายามผูกมิตรให้พระเอกกับนางเอก
หนานกังฮวนนี่ถ้าจัดลำดับความดีมีคุณธรรมแล้วละก็คงเป็นอันดับต้น ๆ ของเรื่องเลยละมั้ง ช่วยเหลือพระนางแล้วก็ปวดใจด้วยรักที่ไม่ได้ครอบครอง เป็นตัวเลือกที่สองรองจากพระเอกเสมอ ๆ แต่ก็ยังคงแสนดีอยู่ คาแรคเตอร์นี้มันเหมาะกับผมตรงไหนวะครับ?
"เจ้า...กำลังทำอะไรอยู่เหรอ? " ผมเปล่งเสียงไม่รู้ไม่ชี้ดังพอให้พระเอกของเราได้ยินก่อนจะเลียบ ๆ เคียง ๆ เดินเข้าไปใกล้พระเอกของเรื่องที่นั่งก้มหน้าอยู่ในป่าไผ่บริเวณด้านหน้าอาราม ลองใสซื่อเพื่อซื้อใจจะเห็นผลไหมก็มาดูกัน
เด็กชายในสภาพมอมแมมไม่ต่างจากผมเงยหน้าขึ้นมาสบตาแป๋วก่อนจะคลี่ยิ้มให้โดยง่าย เอ แค่นี้ก็เป็นพันธมิตรแล้วรึเปล่า?
ไม่นานหลังจากนั้นนิ้วเล็กก็ชี้ให้ผมดูคลื่นลมขนาดเล็กที่พัดให้ใบไม้วิ่งหมุนวนไปมาบนพื้นดิน ก่อนกระแสลมจะพุ่งผ่านข้างแก้มของผมไปและทิ้งรอยแผลให้เลือดซิบออกมา
อา พอจะจำได้ละ
เยว่หนวนตอนเด็กไม่ค่อยพูด ขี้โมโห โกรธทุกคนที่เข้าใกล้ แต่คนอ่านก็ต้องดูออกแหละว่าพระเอกของเราเนี่ยทำตัวก้าวร้าวเพราะกลัวคนอื่นมาทำร้าย เยว่หนวนไม่พูดไม่จากับใครจนกระทั่งอายุ 9 ขวบ
ซึ่งตอนนี้อายุ 6 ขวบ
ไม่แน่ว่าก่อนจะได้เป็นพันธมิตรเนี่ยอาจจะได้พิการก่อน แต่ในฐานะที่รับบทหนานกังฮวนแล้วก็ต้องเป็นหนานกังฮวนนะสิ
ผมค่อย ๆ ฉีกยิ้มเหย ๆ ให้อีกฝ่าย เจ็บแหละ เลือดไหลด้วย ผมใช้แขนเสื้อซับและกดเลือดที่ไหลอยู่ให้หยุดลง ยืนซับอยู่นานพอควรท่ามกลางสายตาแข็งกร้าวของอีกฝ่าย ไอ้เด็กนี่มันก็หน้าตาดีอยู่หรอกคงเพราะเป็นถึงพระเอก จะให้หน้าตาบ้องตื้นก็ไม่ได้ หมดความน่าเชื่อถือกันพอดี (แต่พระเอกใครบ้องตื้นก็ไม่เป็นไรนะ รสนิยมใครรสนิยมมันจริง ๆ ครับผม)
จ้องนานจนถ้าเป็นตัวผมตอนยังมีชีวิตอยู่ก็คงได้ตีกันไปแล้ว
ตอนยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ? อา เริ่มจำไม่ได้แล้วแฮะ
“กังฮวน เจ้ากำลังทำอะไร? ” เสียงเอ็นดูของผู้ใหญ่เรียกให้ผมหันไปมองโดยที่ไม่วางแขนเสื้อลง
“ไต้ซือ ข้า...เอ่อ…” ถ้าโกหกนี่จะโดนหักแต้มไหม โกหกแล้วจะโดนหักแต้มรึเปล่า โกหกได้สิ ถึงกังฮวนจะเป็นคนดี แต่ก็ต้องปกปิดเพื่อคนอื่นและเสียสละอยู่บ่อย ๆ งั้นผมขอเลือก...
“เลือดไหลงั้นหรือ? เจ้าเป็นคนทำงั้นหรือ?” ไต้ซือเทียนอี้ที่ยังดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลาสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วมองผมกับเยว่หนวนสลับกัน
ช่วงแรก ๆ ของเรื่องก็จะต้องอมพะนำกันนิดหน่อย เพราะไม่มีใครได้รู้ชื่อที่ถูกต้องของเขาจนเขา 9 ขวบนั่นแหละ
“ถ้าข้าพูดว่าเขาไม่ได้ทำก็คงจะเป็นการโกหก” ผมอ้อมแอ้มตอบ เยว่หนวนที่ยังคงมองผมอยู่กอดอกตัวเองเล็กน้อย
ท่าประจำเวลาเริ่มไม่พอใจอะไรสักอย่างของเขาละ “แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีนะไต้ซือ ที่เยว่...เอ่อ เขารู้จักวิธีโคจรลมปราณของตนเองแล้ว”
“เจ้าว่าอย่างนั้นหรือ...แต่เดี๋ยวก่อนเจ้ารู้เรื่องการโคจรลมปราณได้อย่างไรกัน”
ใช่ ผมต้องไม่รู้นี่หว่า ซวยแล้ว
กังฮวนเป็นคนที่ไม่ได้ฝึกฝนลมปราณ แต่ฝึกวิชาด้านเวทนะสิ สมาธิที่ทำนี่ก็เพ่งอารมณ์ไปยังวัตถุจนสามารถรับรู้สภาพและดัดแปลงได้ มันใช้พลังจิตล้วน ๆ เลยนี่หว่า ถ้าตอบไปว่าอ่านเจอก็ไม่ได้อีก จะดูแก่เกิน 7 ขวบหรือเปล่า
"พี่เว่ยซางเคยเล่าให้ข้าฟังขอรับ" อ้างพี่แล้วกัน ขอยืมชื่อหน่อยนะครับ
"งั้นหรือ เว่ยซางสอนเจ้าสินะ" ไต้ซือพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะปรายตามองเพื่อนตัวน้อย "เจ้าโคจรลมปราณได้ หากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องคงจะแก่กล้ากว่านี้..."
คนเราพูดเรื่องแบบนี้กับเด็ก 6 ขวบได้ใช่ไหมครับ? ไม่แปลกแหละเนอะ
ผมขมวดคิ้วมองไต้ซือที่กำลังสั่งสอนเยว่หนวนด้วยคำพูดที่ถ้าผมเป็นเด็ก 6 ขวบ คงจะไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที
"...แต่ก็ไม่ควรทำร้ายญาติมิตร" หลังจากนั้นไต้ซือเทียนอี้เลยสั่งให้ขังเยว่หนวนในห้องสักการะหนึ่งชั่วยาม โดยมอบหมายให้ผมเป็นคนเฝ้า ตัวละครมันมีกันแค่นี้สินะ ผมเหลือบตามองบนเล็กน้อยก่อนจะนั่งเฝ้าหน้าประตู จริง ๆ จะว่าขังก็ยังเรียกไม่ได้เลยมั้งเพราะไม่ได้ล็อกประตูอะไรเลย แค่ให้เยว่หนวนไปอยู่ในห้อง เจ้าเด็กไม่พูดนี่ก็แทบจะไม่ขยับตัวอยู่ละ บางทีนะ อาจเป็นผมก็ได้ที่ขัดใจตายไปซะก่อน คะแนนสะสมอะไรนี่ก็คงจะไม่ได้แล้วด้วย
"ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าชู่หมิงละกัน ถ้าเจ้ายอมพูดแล้วก็ค่อยบอกชื่อให้ข้ารู้ ข้าจะได้เรียกชื่อเจ้าถูก" ผมพูดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
อ่า กังฮวนนี่เองที่ตั้งชื่อเล่นให้พระเอกของเรา ผมอยากให้เขามีชื่อให้ทุกคนเรียก อย่างน้อยก็ในสามปีนี้ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเยว่หนวนผู้เก่งกาจในอนาคต ถ้าผมพูดชื่อเยว่หนวนเลยก็เป็นการทำลายเนื้อเรื่องนะสิ เพราะพระเอกเราต้องเป็นคนที่บอกชื่อให้หลิวรุ่ยรุ่ยฟัง เนี่ย มันแสนจะพิเศษใส่ไข่ซะไม่มี
[ท่านได้รับแต้มสะสม +60 แต้มสะสมปัจจุบัน 67 คะแนน]
ผมได้แต้มเพิ่มปีละแต้มด้วยละทุกคน เหมือนระบบให้มาเพื่อแสดงว่า 'ฉันยังอยู่นะจ๊ะ'
แต่ที่ผมควรสนใจคือพระเอกเป็นพันธมิตรกับผมแล้วถูกไหมครับ โดนขังแล้วยอมเป็นเพื่อนกันเฉยเลยแฮะ
"หมิงจื่อ" เดี๋ยวนี้ก็เป็นเพื่อนกันแล้วครับไปไหนมาไหนก็กุมมือกันไป ช่วงปีแรก ๆ นี่ชีวิตของเราก็วนเวียนอยู่ในอารามเล็ก ๆ แห่งนี้ มีป่าไผ่ มีบึงน้ำอยู่ข้างหน้า ส่วนข้างหลังจะเป็นน้ำตกและภูเขาสูงที่ไต้ซือมักวานให้ผมเข้าไปเก็บฟืนเป็นประจำ
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมาอยู่บนเขา แต่เท่าที่สังเกตก็รู้แล้วว่าเรื่องฮวงจุ้ยมีผลต่อการกำหนดปราณชีวิต เยว่หนวนฝึกวิชาตามกำลังที่มี แต่ก็ไม่ค่อยจะคืบหน้านัก เพราะอารามสอนให้ฝึกด้านวงเวทย์ เยว่หนวนเลยฝึกวงเวทย์ได้คืบหน้ากว่า ก็แหม แหล่งไหนก็แหล่งนั้นอะครับ คนไปอยู่ที่ไหนก็ซึมซับวิชาตามแหล่ง ตอนนี้น้องก็ก้าวกระโดดนำหน้าผมไปแล้ว
เยว่หนวนมองหน้าผมนิ่ง ๆ แล้วหยุดทำสมาธิลง
"ท่านพี่เรียกข้าแล้วทำไมไม่พูดต่อ" หูผึ่งสิครับ ผมสบตากับเด็ก 9 ขวบที่ตัวไล่เลี่ยกัน
"นี่เจ้า!" ผมทำหน้าแปลก ๆ ใส่น้องไปแล้วแน่นอน
"ข้าทำไม?" ยังจะมาถามอีก คนแรกที่เจ้าควรพูดด้วยคือรุ่ยรุ่ยว้อย แล้วงี้ไม่กระทบกับพล็อตหลักเหรอฟร้ะ
ระบบต้องออกมาคุยกันหน่อยไหม?
[สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น ค้นพบ hidden scene ท่านได้รับแต้มสะสม +10 แต้มสะสมปัจจุบัน 77 คะแนน]
hidden scene?
[ในนิยายจะมีฉากที่ถูกซ่อนเอาไว้มีเพียงผู้แต่งเท่านั้นที่รู้ เมื่อท่านพบฉากที่ซ่อนจะทำให้เนื้อเรื่องเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ขอให้สนุกกับการค้นหา...]
เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น? ตรงไหนว่ะครับ ผมยังไม่เห็นความเป็นเหตุเป็นผลเลยเนี่ย มันต้องให้รุ่ยรุ่ยรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนแรกที่ได้รู้ชื่อเยว่หนวนสิ
เออ แต่เราก็ยังไม่รู้ชื่อเยว่หนวนนี่หว่า
อ๋อ คนที่เยว่หนวนพูดด้วยคนแรกคือผม แต่คนที่รู้ชื่อคนแรกคือรุ่ยรุ่ยสินะ
หลังจากคิดเองเออเองอยู่สักพักผมก็หันไปฉีกยิ้มประหลาดใจใส่น้องชายทันที เนียนไหม ต้องเนียนแล้วแหละ แถมกอดให้อีกหนึ่งทีจะได้ดูสมจริง
"ข้าดีใจจริง ๆ ที่เจ้าพูดได้" ต้องทำท่าปาดน้ำตาสมมงไหมครับเนี่ยเรานี่ก็แสดงเก่งไม่หยอก ผมลูบหัวเด็กน้อยในมือแล้วกล่าวต่อ "...ทีนี้เจ้าก็ควรจะได้เรียนหนังสือจริง ๆ สักที"
การเรียนวิชาอ่านหนังสือจริง ๆ กับเด็กคนอื่น ๆ ควรเริ่มตั้งแต่ตอนเขา 6 ขวบนั่นแหละ แต่เพราะท่าทางฮึดฮัดทุกครั้งที่ผมบอกว่าไปเรียนอักษรกันเถอะ ไต้ซือก็เลยบอกว่า 'ให้เขาอยู่ที่อารามจนกว่าจะพูดได้ก็แล้วกัน แล้วเจ้าก็คอยสอนเขาเขียนอ่าน' เด็กว่านอนสอนง่ายแบบหนานกังฮวนก็ย่อมเออออตามคำขอของผู้สูงอายุ ทั้งสอนหนังสือให้เขียนและอ่านหนังสือให้ฟังมาตั้งแต่นั้น โชคดีที่ตอนสอนไต้ซือมาดูแค่ครั้งแรก ๆ หลังจากนั้นผมเลยจะอ่านให้คล่องขนาดไหนก็ได้ แถมเยว่หนวนก็ฟ้องไม่ได้ด้วย
เด็กชายทำหน้าหงิกเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าส่ง ๆ อย่างอวดดี
"ข้าไปดูหน่อยก็ได้ว่าเขาทำอะไรกัน เห็นท่านชอบนักชอบหนา" ผมคงจะดูชอบสำนักอักษรมากในสายตาของเขา ก็เดินลงเขาไปทุกวัน จริง ๆ ผมว่ามันก็สนุกดี เพราะที่สำนักอักษรมีหนังสือสร้างเสริมวิชาลมปราณด้วย ถ้าเยว่หนวนฝึกลมปราณได้ดีขึ้น ตอนอายุ 12 ที่ต้องไปสอบเข้าสำนัก เขาก็จะไม่สะบักสะบอมมาก เชื่อเถอะ ถ้าไม่ช่วยน้องตั้งแต่ตอนนี้มีหวังพล็อตเรื่องได้พลิกให้พระเอกเราเป็นบ๊วยแน่ ๆ ยังไงผมก็ยังอยากให้พระเอกหล่อฉลาดอยู่นะ
"ได้ยินแบบนี้พี่ก็ชื่นใจ"
แต่เรื่องปวดหัวก็ต้องปรากฏเป็นเงาตามตัวเพราะพวกเฉินฮุ่ยหวง ผมอยากจะมองบนจนเอาลูกกะตาไปไว้ข้างหลังจริง ๆ ตัวละครแบบยั่วยุหาเรื่องให้เจ็บตัวนี่มันต้องมีทุกเรื่องเลยใช่ไหมครับ
"เจ้ามันคนอวดดี ความสามารถแค่ควบคุมลมปราณได้เท่านี้ คิดว่าจะแน่สักแค่ไหนกันเชียว" เหตุการณ์คร่าว ๆ คือ เยว่หนวนเจอกับรุ่ยรุ่ยแล้ว และแนะนำตัวให้นางปลาบปลื้มได้แล้ว รุ่ยรุ่ยก็ขอให้เยว่หนวนควบคุมลมปราณให้ดูหน่อย จริง ๆ ก็อยากจะให้คนอื่น ๆ เห็นด้วยนั่นแหละ
เหตุการณ์หลังจากนี้ก็ใกล้จะเริ่มตะลุมบอลกันแล้ว มันมีฉากนี้ด้วยเหรอวะ
[ภารกิจ: ช่วยเยว่หนวนและเป็นพันธมิตรกับเฉินฮุ่ยหวง แต้มสะสมเมื่อทำภารกิจสำเร็จ +20]
จะตีกันก็ต้องมีผมช่วยด้วยเหรอครับ แต่พระเอกของเราคงเอาชนะได้ไม่ยากใช่ไหม?
ไม่น่าจะใช่...
เพราะเฉินฮุ่ยหวงเป็นลูกของ เฉินเซี่ยอวี๋ ผู้ที่เป็นหนึ่งในลูกศิษย์สายหลักของปรมาจารย์เต๋อซือไห่ประจำสำนักไร้มลทิน ถ้าจะสามารถควบคุมพลังได้ดีกว่าก็ไม่น่าแปลกใจ แต่พระเอกเราจะรักษาความหล่อเท่ไว้ไม่ได้นี่สิ
"ช้าก่อนเหล่าผู้กล้า…" แล้วพูดอะไรต่อดี คิดสิคิด คิด ๆ "... พวกเจ้าจะมัวต่อสู้กันทำไม แค่มองก็เห็นแล้วว่าเยว่หนวนยังต้องฝึกปรืออีกมาก เจ้าเป็นถึงบุตรของศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักไร้มลทิน ผลลัพธ์ย่อมเห็นกันอยู่"
เยว่หนวนยืนไม่ติดที่เขากอดอกและมองหน้าผม ผมพยักหน้าลงแกมขอร้องให้เชื่อฟังพลางก็เอามือลูบไหล่เล็กอย่างปลอบประโลมให้เย็นลง แต่เยว่หนวนก็ทำหน้าหงิกกว่าเดิมสะบัดไหล่แล้วเดินแยกไปอีกทางด้วยความไม่พอใจ
"เจ้าพูดได้ดี ถึงข้าจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ ต่อจากนี้หากมีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกได้เสมอเลยนะ" เฉินฮุ่ยหวงว่าก่อนจะเข้าไปนั่งที่
[ท่านได้รับแต้มสะสม +20 แต้มสะสมปัจจุบัน 97 คะแนน ร้านค้าในเมืองต้าไห่ปลดล็อก]
"กังฮวน ข้าว่าเยว่หนวนคงจะโกรธเจ้าน่าดู" รุ่ยรุ่ยว่าพลางก้มหน้าซ่อนแก้มแดงยามต้องพูดชื่อเยว่หนวน "...ข้าฝากลูกอมไปให้เยว่หนวนด้วยนะ แล้วเจอกันสุดสัปดาห์นี้"
ผมโบกมือให้รุ่ยรุ่ยที่แสนจะน่ารักน่าชังซึ่งกำลังเดินไปอีกทาง มีฝากลูกอมให้กันด้วย หลังจากนั้นผมก็เดินไปหาน้องชายตัวเองที่กำลังนั่งทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีอยู่ข้างสระทางทิศใต้ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม
นับเขาเป็นน้องชาย แต่ไม่รู้อีกฝ่ายจะจัดลำดับให้อยู่ในชนชั้นศัตรูหัวใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ เยว่หนวนปรายตามองผมเล็กน้อยก่อนจะยกมือกอดอกแล้วเชิดหน้าไปอีกทาง
"อย่าโกรธไปเลย ที่พี่พูดก็เพราะไม่อยากให้เจ้ามีเรื่องเท่านั้น" ผมนั่งเบียดน้องชายแล้วเอาลูกอมจากรุ่ยรุ่ยวางไว้บนตักของเด็กน้อย
ที่ต้องห้ามศึกครั้งนี้เพราะว่าต่อไปเยว่หนวนก็ต้องไปสอบเข้าสำนักไร้มลทินนะสิ เรื่องบู๊เลือดสาดมีเวลาให้ได้ทำอีกเยอะ เว้นเฉินฮุ่ยหวงไว้สักคนก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะต่อไปเนื้อเรื่องก็ต้องให้สองคนนี้คบค้าเป็นเพื่อนรักเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปอีกหลายตอน "รุ่ยรุ่ยให้ข้าเอามาให้เจ้า"
"ให้ข้า?" ผมพยักหน้า ลูกกวาดที่เกิดจากการนำน้ำตาลอ้อยมาเคี่ยวให้เหนียวได้ที่ถูกคลี่ออกมาจากกระดาษสีสันสดใส สำหรับคนร่ำรวยแบบคุณหนูตระกูลหลิวแล้วสิ่งนี้หาซื้อง่าย แต่สำหรับคนไร้บ้านไร้เงินแบบผมแล้วละก็ไม่ค่อยจะได้พบพานเท่าไร
จะว่าไปกังฮวนก็จนจังเลย มีวิธีทำให้เด็กนี่อยู่ดีกินดีไหมนะ
[ไม่มุ่งสิ่งของนอกกายเป็นความเชื่อหลักของหนานกังฮวน]
คุณดู ๆ นั่นมันหนานกังฮวนไง แต่ผมนี่ ผมต้องการความมั่งคั่งเพื่อการดำเนินชีวิต เพราะพื้นเพไม่ได้ร่ำรวยหรือเปล่านะเลยเป็นได้แค่พระรอง แล้วถ้าต้องจนไปตลอดก็แย่นะ ไม่ต่างจากชีวิตก่อนตายเลย
"สังคมทุนนิยมนี่น่ากลัวจริง ๆ" ผมลืมตัวรำพึงรำพันกับตัวเองเบา ๆ พอรู้ตัวก็เอามือปิดปากตัวเองทันที ในขณะเดียวกันเด็กน้อยข้างตัวผมก็คิ้วขมวด
"สังคม...ทุน...อะไรนะ"
"ข้าพูดไปเรื่อยน่ะ เจ้าอย่าสนใจเลย กินลูกอมดีกว่า" ว่าแล้วผมก็หยิบลูกอมขึ้นมาเอาเข้าปากเพื่อนตัวเล็กพลางหัวเราะแห้ง ๆ เยว่หนวนอ้าปากอย่างว่าง่าย "อร่อยไหม?"
เด็กแก้มตุ่ยพยักหน้าแล้วส่งยิ้มมาให้ผม ผมเลยลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู
"กินเยอะ ๆ โตไว ๆ แล้วก็เป็นคนดีนะรู้ไหม" เยว่หนวนฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้วทอดสายตาไปยังบึงน้ำเบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่อ่านยาก