“หึ เป็นมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามาในเขตแดนของข้าแล้วยังทำตัวไร้มารยาทอีกอย่างนั้นเหรอ” เสียงที่ดังมาจากความมืดทุ้มต่ำมีเอกลักษณ์ สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าชายทั้งสองคือร่างสูงโปร่งเจ้าของเรือนผมยาวสีดำสนิท ดวงตาสีเดียวกับรัตติกาลตัดกับผิวขาวซีดอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
“ต้องขอโทษที่เสียมารยาทครับ ผมไม่คิดว่าจะมีคนอาศัยอยู่ในนี้”
คำพูดของเฮนรี่เรียกรอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากของชายลึกลับ ดวงตาสีดำสนิทประสานเข้ากับดวงตาสีน้ำตาล เด็กหนุ่มรู้สึกไม่สบายใจกับสายตาจับผิดนั่น ช่างให้ความรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายมองออกจนทะลุปรุโปร่ง กระทั่งสายตาอีกฝ่ายละมายังบ่าของเขา หัวคิ้วเรียวยาวก็ขมวดมุ่น
“เจ้า” เขาเรียกเฮนรี่ “เดินเข้ามาใกล้ๆ ทีสิ”
“ผม?”
“บนบ่าของเจ้า”
“คุณรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร” เฮนรี่จ้องอีกฝ่ายด้วยหัวใจเต้นรัว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เขาเห็นผู้ชายตรงหน้ายกยิ้ม
“มาสิ แล้วข้าจะบอก”
“เฮนรี่” อเล็กซ์ปรามพร้อมจับข้อมืออีกฝ่ายไว้
เพื่อนสนิทหันมองก่อนยิ้มบาง
“ไม่เป็นไร ถ้าเกิดอะไรขึ้น นายก็หวดให้เต็มที่เลย”
เฮนรี่หันมาเผชิญบุรุษลึกลับตรงหน้าอีกครั้ง อะไรบางอย่างในใจบอกว่าชายคนนี้สามารถตอบข้อสงสัยของเขาได้ เมื่อก้าวเท้าตรงไปด้านหน้า อีกฝ่ายก็สาวเท้าสวนเข้ามา พอยืนอยู่ใกล้ๆ เฮนรี่ก็เริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่รู้ว่ากังวล กลัว ประหม่า หรือเพราะเหตุใดกันแน่ แต่เขาไม่ชอบเลยที่ต้องยืนต่อหน้าชายคนนี้
อีกครั้งที่ผู้ชายคนนี้ยกยิ้มโดยที่เขาไม่เข้าใจสาเหตุ
นิ้วมือเรียวยาวยื่นเข้ามาดึงเสื้อแจ๊คเก็ตลง เฮนรี่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกยามที่อีกฝ่ายดึงคอเสื้อยืดของเขาออกเผยให้เห็นผิวกายเนียนละเอียด บุรุษลึกลับแกะพลาสเตอร์บนบ่าออก เด็กหนุ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องยามถูกสายตาลุ่มลึกนั่นจ้องมอง หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นหลุดจากอก
หัวคิ้วขมวดมุ่นยามมองมายังบาดแผลสร้างความเคลือบแคลงใจแก่เฮนรี่ แต่ที่แน่นอนคือเขารู้ว่าอีกฝ่ายทราบว่าแผลของเขาเกิดจากสิ่งใด
จู่ๆ ชายลึกลับตรงหน้าก็โน้มตัวลงมา เฮนรี่รู้สึกถึงใบหน้าร้อนวูบวาบของตน
“จะทำอะไรน่ะ” เขาได้ยินเสียงอเล็กซ์ถามขึ้น
ชายผู้มีเรือนผมสีรัตติกาลไม่ได้ตอบสิ่งใดและยังโน้มศีรษะลงเรื่อยๆ เฮนรี่รู้สึกถึงปลายจมูกที่สัมผัสโดนผิวกายของเขา เด็กหนุ่มกลั้นหายใจไม่กล้าแม้แต่จะขยับไปไหน ร่างกายของเขาสั่นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกกลัวผุดขึ้นในใจ ดวงตาสีน้ำตาลได้แต่ก้มมองพื้นกระทั่งอีกฝ่ายเดินถอยห่างกลับไป
เฮนรี่เงยหน้ามองในที่สุด
“เจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ”
คำถามนั้นส่งผลให้เฮนรี่หน้าแดงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“คุณพูดเรื่องอะไร” เขาถาม
“ประสาทสัมผัสทั้งห้าตอบสนองได้ดีกว่าเดิม ไม่รู้สึกเหรอ”
เฮนรี่สั่นศีรษะ
“ความรู้สึกปรารถนาอย่างรุนแรงจนควบคุมตัวเองไม่ได้”
เฮนรี่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่น้ำเสียงหรือสีหน้าของอีกฝ่ายที่สร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับเขา เด็กหนุ่มสั่นศีรษะอีกครั้งและนั่นทำให้ชายตรงหน้ามีสีหน้าประหลาดใจ
“คุณรู้ว่าผมโดนอะไรกัด” เฮนรี่พูด “คุณรู้ว่ามีอะไรบางอย่างอาศัยในป่านี้และมันทำร้ายสัตว์ป่าจนล้มตาย”
“ข้าไม่รู้” คำตอบสั้นๆ สร้างความขุ่นมัวให้แก่คนฟัง
“คุณโกหก” เฮนรี่กล่าวหาพร้อมสาวเท้าเข้าใกล้ “สีหน้าของคุณปิดบังอะไรบางอย่างไว้ คุณรู้ว่าอะไรทำร้ายผม คุณรู้!”
เขาหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง จ้องอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว เฮนรี่มองเห็นบางอย่างในสายตาคู่นั้นแต่เขาไม่อาจตอบได้ว่ามันคืออะไร และไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องคาดคั้นอีกฝ่ายขนาดนี้ ทั้งที่เป็นคนแปลกหน้า
“ถ้าเจ้าไม่มีความรู้สึกเหมือนที่ข้าถาม ข้าก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
คำตอบของชายลึกลับไม่ได้ช่วยให้เฮนรี่เข้าใจอะไรมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ฟังเหมือนคำโกหก
“พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ
“ไปเถอะ เฮนรี่” อเล็กซ์เดินเข้ามาจากด้านหลังแต่เพื่อนสนิทยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับแต่อย่างใด “เฮนรี่”
“ถ้าคุณรู้อะไร ผมอยากให้คุณบอก” ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองความลึกลับในดวงตาสีรัตติกาลตรงหน้า
รอยยิ้มที่มุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวซีด
“สิ่งที่ข้ารู้คือเจ้าไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น คงจะถูกสัตว์ป่าในนี้ทำร้าย ป่านี้กว้างขวางอาจจะมีสัตว์อีกมากมายที่เจ้าไม่รู้จักก็เป็นได้”
“แต่ผมไม่เคยเห็นสัตว์ที่ไหนดวงตาสีแดงก่ำเหมือนเลือดมาก่อน”
เฮนรี่เห็นสีหน้าสงสัยฉายชัดบนดวงหน้าสุขุม ผู้ชายคนนี้รู้อะไรบางอย่างจริงๆ
“เจ้ากลับไปได้แล้ว” น้ำเสียงนั่นไม่ได้เป็นมิตรเหมือนครั้งแรก
“ไปเถอะ เฮนรี่” อเล็กซ์จูงแขนอีกฝ่ายที่ยังคงมองไปยังชายลึกลับตรงหน้า เขาจึงพูดต่อด้วนเสียงกระซิบ “รีบไปเถอะ ผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจ นายว่านี่มันเป็นที่ๆ คนอยู่กันหรือยังไง”
เฮนรี่ยังคงไม่ละสายตาไปไหน
“เชื่อเพื่อนของเจ้าเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ คนอยู่”
ทั้งสองมีสีหน้าประหลาดใจ โดยเฉพาะอเล็กซ์ที่มั่นใจว่าเสียงของเขาไม่น่าไปถึงอีกฝ่ายได้ เด็กหนุ่มตัดสินใจดึงแขนเพื่อนสนิทออกจากปราสาทหลังนี้ทันที ทิ้งบุรุษลึกลับไว้เบื้องหลังโดยไม่แม้จะหันกลับไปมอง
ระหว่างเดินทางกลับเฮนรี่ตกอยู่ในห้วงความคิดตลอดเวลา เขายังคงเชื่อว่าอีกฝ่ายสามารถตอบคำถามของเขาได้ น่าแปลกที่หลังจากออกจากที่นั่นมาแล้ว ความรู้สึกกดดันทั้งหมดได้จางหายไปด้วย ความหวาดกลัวอันไร้ซึ่งสาเหตุก็พลอยหายไปจากความรู้สึก
“เฮนรี่” อเล็กซ์พูดขึ้นเมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้าน ทางเดินกลับไม่ได้วกวนยาวนานเหมือนขาไป
เด็กหนุ่มมองหน้าเพื่อนสนิท ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร ถึงรู้จักกันไม่นานแต่บางครั้งพวกเขาก็เหมือนอ่านใจกันออก
“รับปากก่อนว่านายจะไม่กลับไปที่นั่นอีก” เฮนรี่อยากจะยิ้มออกมาเหลือเกินเมื่อเข้าใจถูกต้อง “คืนนี้ฉันจะลองหาดูว่านายถูกอะไรกัด ส่วนนาย พรุ่งนี้ก็ต้องไปโรงพยาบาลรู้ไหม ไปหาแม่นายก็ได้ให้ช่วยดูแผล”
“ตกลง”
“มันอันตรายถ้านายจะกลับเขาไปที่นั่นอีก เดี๋ยว...นายรับปากเหรอ”
“ใช่” แต่เจ้าตัวรู้ดีว่ารับปากไม่ได้แน่นอน เขาตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง
“ดี งั้นเจอกันพรุ่งนี้”
เด็กหนุ่มยืนส่งเพื่อนสนิทก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน
ลึกเข้าไปในป่าตอนเหนือ มีปราสาทเวสต์วินด์ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบวังเวง ลอร์ดเวสต์วินด์นั่งอยู่ในห้อง มองดูความมืดมิดยามค่ำคืน ในใจยังคงครุ่งคิดถึงแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสองนั่น โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผู้มีรอยบนบ่า เขามั่นใจตั้งแต่แรกเห็นว่านั่นคือสัญลักษณ์ของแวมไพร์แต่ที่ไม่เข้าใจคือเหตุใดเด็กคนนั้นถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับพิษร้ายที่แล่นอยู่ในกาย และที่สำคัญใครกันที่ทำร้ายเด็กหนุ่มนั่น กลิ่นที่เขารับรู้ได้ไม่อยู่ในความทรงจำของตน เขารู้ว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวในป่าแห่งนี้ แต่ที่ไม่รู้คือเป้าหมายของมัน
เสียงเคาะประตูเรียกแวมไพร์หนุ่มให้หลุดจากภวังค์ สายตามองไปยังต้นเสียงก็พบว่าเป็นเลือดมนุษย์ผู้ที่เรียกเขากลับมาจากยมโลก
“กลับมาแล้วครับ วันนี้ก็ไม่พบพวกมัน”
เคนาสพยักหน้ารับก่อนถามขึ้น
“พอจะรู้จำนวนพวกนั้นไหม”
“ประมาณห้าครับ หนึ่งในนั้นเป็นเลือดบริสุทธิ์” ลูคัสรายงาน “แล้วก็...ไม่พบการเคลื่อนไหวของฮันเตอร์”
ลอร์ดเวสต์วินด์ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะมีปฏิกิริยากับคำนั้น
“ขอบใจ” เขาเอ่ยก่อนเรียกอีกฝ่ายที่กำลังจะเดินออกไป “มนุษย์ที่ถูกกัด ถ้าไม่ตายก็ต้องเป็นแวมไพร์ใช่ไหม”
“ครับ” เขาตอบด้วยสีหน้าสงสัย
“อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งคืนใช่ไหมที่จะมีปฏิกิริยา”
“ถูกต้องครับ แต่ไม่กี่นาทีก็เริ่มรู้ถึงความผิดปกติแล้วครับ ได้ยินเสียงรอบข้างชัดขึ้น สายตาทนต่อแสงจ้าไม่ไหวและสุดท้ายคือความรู้สึกกระหายที่ไม่อาจยับยั้งได้” ลูคัสตอบ เขายังนึกถึงค่ำคืนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้ดี ยามที่เลือดบริสุทธิ์ทำร้ายเขาด้วยพิษร้าย
“ขอบใจ เจ้าไปพักเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอก”
“ไปที่ไหนครั--”
ไม่ทันที่เขาจะได้ถามจบอีกฝ่ายก็ทะยานออกนอกหน้าต่างไป
เคนาสออกเดินทางเข้าไปในป่า ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมนับตั้งแต่วันที่เขาจากไป วินาทีที่เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย ภาพสุดท้ายที่เห็นยังคงจำติดตา เรือนผมสีทองกับดวงตาสีอัญมณี ทั้งที่คิดว่าคืนนั้นคือจุดจบของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง
บ้านหลังใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แวมไพร์หนุ่มหยุดมองอยู่ห่างๆ ไฟทั้งบ้านดับสนิทบ่งบอกว่าเจ้าของกำลังพักผ่อน เขาเดินอ้อมไปด้านหลังและพบร่างอันคุ้นเคยยืนอยู่ตรงเนินหลังบ้าน
ภาพนั้นทำให้เขารู้ตัวว่าคิดถึงอีกฝ่ายมากเพียงใด แม้แต่ความตายก็ไม่อาจทำลายความรู้สึกนั้นได้ เรือนผมสีทองยังคงสว่างไสวแม้อยู่ท่ามกลางความมืดมิด
“ทริกเกอร์”
ชายหนุ่มเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง แต่เมื่อหันไปก็พบแต่ความมืดมิด ดวงตาสีไพลินหันกลับมาจับจ้องหลุมศพหลอกๆ ของแวมไพร์ที่ตนเป็นผู้สังหารด้วยตัวเอง
ไทร์นึกถึงแวมไพร์เลือดมนุษย์ที่ตนเจอเมื่อสัปดาห์ก่อน คำพูดของแวมไพร์ตนนั้นสะกิดบางอย่างในใจเขา ทั้งที่มันผ่านมาเป็นปีแล้วก็ตาม
ชายหนุ่มแหงนมองท้องฟ้าสัมผัสลมเย็นๆ ยามค่ำคืนอีกครั้งก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน
เคนาสมองตามแผ่นหลังนั่นไป นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นชายคนนี้ หน้าที่ของเขาย่อมดึงฮันเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกของแวมไพร์ทำให้ลูคัสดึงเขากลับมายังโลกมนุษย์ในฐานะเอิร์ลแห่งเวสต์วินด์ ผู้สืบสายเลือดเอล-เดอร์ของแวมไพร์ในเครือจักรภพอย่างแท้จริง เพื่อจัดระเบียบความโกลาหลนี้
สำหรับเขาแล้ว เขาไม่ต้องการให้แวมไพร์ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์อีก ไม่ว่าจะเป็นเลือดบริสุทธิ์หรือเลือดมนุษย์ก็ตาม แม้ลูคัสจะอยากให้เผ่าพันธุ์แวมไพร์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่เคนาสมีความตั้งใจเป็นอย่างอื่น
จู่ๆ เขาก็นึกถึงมนุษย์ที่ถูกกัดคนนั้นขึ้นมา เป็นไปได้ด้วยหรือที่มีคนรอดพ้นจากพิษร้ายนี้
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนพร้อมใจกันลุกออกจากห้องอย่างพร้อมเพียงราวกับเฝ้ารอเวลานี้มายาวนาน อเล็กซ์เดินออกจากห้องพร้อมกับเฮนรี่ สีหน้ากระตือรือร้นนั่นฉายชัดมาตั้งแต่ตอนเข้าเรียนแล้ว แต่ระหว่างเรียนพวกเขาไม่สามารถพูดคุยได้เลย
“ฉันรู้แล้วว่าอะไรทำร้ายนายในป่า” อเล็กซ์พูดด้วยความตื่นเต้น เฮนรี่มองหน้าแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่เด็กหนุ่มไม่สนใจสายตานั่นแล้วเล่าต่อ “เมื่อวานฉันไปเห็นนิยายของพี่สาวมา มันเป็นนิยายอีโรติกนะ ปกมันเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย...”
“เฮนรี่ ฉันไม่อยากได้รายละเอียดขนาดนั้น เข้าเรื่องเลยดีกว่าว่ามันเกี่ยวอะไรกับฉัน” เขาปรามขึ้น
“ก็ปกนั่นแหละที่จุดประกายฉัน” อเล็กซ์บอก “ที่คอของผู้หญิงมีรอยแบบเดียวกันกับบ่านาย แล้วรู้ไหมว่าเกิดจากอะไร”
เฮนรี่ตั้งใจฟัง แม้ไม่รู้สึกว่าคำพูดอีกฝ่ายจะน่าเชื่อถือก็ตาม
“ผู้ชายบนปกนิยายน่ะเป็นแวมไพร์”
คนฟังทำหน้าเหมือนอยากจะถามว่า เอาจริงดิ? แต่เพื่อนสนิทก็คิดจริงจัง ยืนยันคำเดิม
“อเล็กซ์ นายเชื่อเรื่องแต่งในนิยายด้วยเหรอ” เฮนรี่ถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่มีคำอธิบายอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว” อเล็กซ์สรุป
“ถ้าฉันโดนแวมไพร์กัดจริง ฉันก็ต้องกลายเป็นแวมไพร์ไม่ใช่เหรอ กลัวกระเทียม กลัวแสงแดด อ้อ แล้วก็ดูดเลือดด้วย ไหนเลือดนายน่าดื่มไหม”
“อย่าทำเป็นเล่นนะ เฮนรี่”
เด็กหนุ่มอมยิ้มก่อนจะกอดคอเพื่อนสนิทแล้วพูดขึ้น
“ขอบใจที่ช่วยนะ อเล็กซ์ แต่ฉันว่านายคงคิดมากไปแล้วล่ะ”
ทั้งคู่เดินไปโรงอาหารโดยที่ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เฮนรี่ยังคงยืนยันความคิดเดิมที่จะไปที่ปราสาทหลังนั้นอีกครั้งในคืนนี้ ผู้ชายคนนั้นกุมความลับบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับรอยบนบ่า
แวมไพร์เหรอ เด็กหนุ่มยกยิ้ม ไม่นึกว่าเพื่อนตัวเองจะเชื่ออะไรพวกนี้ด้วย
ป่าสนยามค่ำคืนคงความวังเวงไว้ไม่เปลี่ยน เฮนรี่ถือไฟฉายหนึ่งกระบอกตรงเข้าไปในป่า เขาสามารถจดจำเส้นทางได้เป็นอย่างดี ความมืดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางในครั้งนี้
ขณะที่กำลังเดิน เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างจนต้องหยุดชะงัก เด็กหนุ่มหันมองไปรอบด้านพยายามจับที่มาของเสียง สายลมวูบใหญ่พัดผ่านจนสะท้านวาบ ปลายเท้าก้าวตามที่มาของเสียง ลึกเข้าไปในป่าสนจนกระทั่งพบกับบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า เฮนรี่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายก็สามารถเห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน เขาไม่มีทางลืมดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นได้อย่างแน่นอน มันคือสิ่งเดียวที่เขามองเห็นในคืนที่ถูกทำร้าย ทว่าเจ้าของดวงตานั่นกลับเป็นบุรุษลึกลับในปราสาทหลังใหญ่ เรือนผมสีดำรัตติกาลพลิ้วไปตามสายลม ที่ปลายเท้าพบร่างนอนจมกองเลือดของชายคนหนึ่งไร้ซึ่งศีรษะ เฮนรี่พบคำตอบเมื่อมองยังมืออีกฝ่าย
หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความพรั่นพรึง กลิ่นเลือดคาวคลุ้งชวนคลื่นเ**ยน ดวงตาสีแดงจ้องมองไร้ซึ่งความเป็นมิตรจนยากจะเชื่อว่าเป็นชายคนเดียวกัน
ริมฝีปากแสยะยิ้มจนมองเห็นเขี้ยวที่ต่างมนุษย์ทั่วไป
“คุณเป็นใคร” เฮนรี่ได้ยินเสียงแหบแห้งของตัวเอง
อีกฝ่ายยิ้มบาง
“คำถามไม่ใช่ใคร แต่เป็นอะไรต่างหาก”
เด็กหนุ่มรู้สึกขนลุกชันไปทั่วร่าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น และไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่อเล็กซ์พูดจะมีอยู่จริง เขาพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
“แวมไพร์”