EPISODE 1 PILOT (1)
ในค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์นำทาง ร่างหนึ่งกำลังวิ่งอยู่ในป่าด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตายังจับจ้องไม่ทัน หลังพ้นออกมาจากเขตป่าสนสูงชะลูดก็พบที่โล่งกว้าง สถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทาง นับว่าอันตรายมากสำหรับสิ่งมีชีวิตเช่นเขา แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปได้อีก หลังจากที่เผ่าพันธุ์ของเขาขาดผู้นำ ความโกลาหลก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ความพยายามที่จะช่วงชิงบัลลังก์ที่ไร้ผู้สืบทอดอย่างแท้จริงก่อให้เกิดสงครามระหว่างพวกเดียวกันเอง เลือดบริสุทธิ์ที่ตีตนขึ้นเป็นผู้นำก็ไม่อาจสร้างความสงบสุขให้กับเผ่าพันธุ์นี้ได้และคนเดียวที่จะหยุดความวุ่นวายนี้คือ
เอิร์ลแห่งเวสต์วินด์, เคนาส เซฟเฟอร์
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าลอร์ดเวสต์วินด์ตายไปแล้วด้วยฝีมือของฮันเตอร์ แต่เขาก็ค้นพบวิธี…วิธีที่จะปลุกให้ผู้ชายคนนั้นกลับมา ทว่าสิ่งที่ขาดไปในพิธีกรรมนี้คือแหวนไพลินที่ลอร์ดเวสต์วินด์ มอบให้ฮันเตอร์ตนนั้นไป ทริกเกอร์ ไทร์ เทิร์สตั้น ผู้ชายที่ฆ่าเอลเดอร์ ผู้ปกครองแวมไพร์ในเครือจักรภพ
เบื้องหน้าของเขาคือบ้านสองชั้นที่มีอายุหลายร้อยปี รอบข้างเป็นทุ่งหญ้าโล่ง เนินหญ้าสีเขียวด้านหลังบ้านหลังนั้นคือสถานที่ที่มีหลุมศพหลอกๆ ของลอร์ดเวสต์วินด์อยู่ ที่ว่าหลอกๆ เพราะร่างกายของแวมไพร์ตนนั้นสูญสลายไปหมดสิ้น ไม่สิ มีบางอย่างที่หลงเหลือจากร่างกายของแวมไพร์ตนนั้นที่มากพอจะทำให้พิธีกรรมนี้สมบูรณ์ และสิ่งนั้นฝังอยู่ใต้ผืนดินแทนที่ร่างกาย มันคือแหวนไพลิน
เขารอกระทั่งแสงไฟสุดท้ายของบ้านดับสนิท ก่อนลอบเดินไปด้านหลังตรงไปยังเนินหญ้าสีเขียว เขามองดูป้ายจารึกหลุมศพก่อนลงมือขุดด้วยความรวดเร็ว เพราะฮันเตอร์เจ้าของบ้านสามารถตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ และถ้าเป็นเช่นนั้นแวมไพร์เลือดมนุษย์เช่นเขาคงไม่สามารถต่อกรได้
หลังจากพยายามขุดหาของสำคัญอยู่นานภายใต้ยามค่ำคืนอันมืดมิดจนแทบจะถอดใจ ในที่สุดเขาก็ค้นพบเครื่องประดับเล็กๆ แต่ส่งผลอันยิ่งใหญ่ต่ออนาคตเผ่าพันธุ์ของเขา
“แกเป็นใคร” เสียงจากด้านหลังทำให้แวมไพร์หนุ่มรีบหันไปเผชิญหน้า และประสานเข้ากับดวงตาสีอัญมณี สีเดียวกันกับแหวนที่อยู่ในมือ
“ฮันเตอร์”
“แวมไพร์สินะ” ชายหนุ่มจ่อปืนสีเงินมาตรงหน้า ดวงตาสีไพลินส่งสายตาดุดัน ก่อนจะก้มมองพื้นดินที่ถูกขุดกับสิ่งที่อยู่ในมือของแวมไพร์ “ส่งแหวนวงนั้นมา”
“เสียใจด้วยเทิร์สตั้น ผมคงทำเช่นนั้นไม่ได้”
“ส่งมันมา” น้ำเสียงอีกฝ่ายไม่ได้บ่งบอกว่าแค่ขู่ แต่พร้อมที่จะเหนี่ยวไกทุกเมื่อหากเขาไม่ทำตาม
“แหวนวงนี้เป็นความหวังเดียวต่อเผ่าพันธุ์ของผม ผมคงทำไม่ได้”
“เผ่าพันธุ์ของพวกแกสูญสิ้นไปได้ก็ดีแล้วนี่”
“การที่ลอร์ดเวสต์วินด์ตายไปคือสิ่งที่สมควรแล้วสินะครับ” ได้ผล…เขาคิดยามได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของฮันเตอร์ตรงหน้า รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นที่มุมปาก “แหวนวงนี้จะทำให้เขากลับมา”
“ว่าไงนะ” ฮันเตอร์หนุ่มเอ่ยเสียงสั่น สีหน้าสับสนฉายชัดแม้อยู่ท่ามกลางความมืดของยามกลางคืน
“แล้วพบกันใหม่ ฮันเตอร์” เขาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายลดปืนลงวิ่งจากไปอีกทางด้วยความเร็วประดุจสายลม เสียงปืนดังไล่หลังทว่าก็สายเกินไปเมื่อเขาเข้ามาในเขตป่าสนเรียบร้อยแล้ว
แวมไพร์หนุ่มหยุดยืนหน้าประตูเหล็กสีดำบานใหญ่ เขาออกแรกผลักเบาๆ ก็สามารถเข้าไปในบริเวณปราสาทเวสต์วินด์ได้ ภาพสวนขนาดใหญ่ปรากฏสู่สายตา เขาเดินผ่านลานน้ำพุหินตรงไปยังปราสาทหลังใหญ่ที่ความมืดมิดและความเสื่อมโทรมไม่อาจทำลายความงามของมันไปได้
เขาผลักบานประตูเข้าไป ในมือกำแหวนสำคัญวงนั้นไว้แน่น และทั้งที่สิ่งมีชิวิตเช่นเขาไม่ควรมีหัวใจแต่กลับรู้สึกเหมือนใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและประหม่าคละเคล้ากันไป แวมไพร์หนุ่มเดินลงไปชั้นใต้ดิน ที่ๆ เขาตระเตรียมไว้สำหรับพิธีกรรมในค่ำคืนนี้
ทุกอย่างพร้อมแล้ว แวมไพร์หนุ่มกลั้นหายใจยามวางแหวนไพลินลงในอ่างสีเงินใบใหญ่ ก่อนนำส่วนผสมอาคมอื่นๆ ใส่ลงไป และสุดท้ายคือเลือดของมนุษย์จำนวนมากมายที่เขาหามาด้วยความยากลำบาก ระหว่างปลอมตัวไปเป็นพนักงานในโรงพยาบาล
เสียงบทสวดภาษาลาตินดังขึ้นพร้อมกับแสงสีเหลืองทองส่องสว่างรอบภาชนะใบใหญ่ เลือดมากมายที่ถูกเทลงไปกำลังทำปฏิกิริยากับข้าวของอื่นๆ ในนั้น แหวนสีไพลินส่องประกายวาบก่อนที่จะเกิดแสงสว่างจ้าอีกครั้งจนแวมไพร์หนุ่มต้องหลับตา สายลมวูบใหญ่ปะทะร่างจนแทบยืนไม่อยู่ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองดูผลงานของตนเอง
ภาพตรงหน้าคือร่างของชายหนุ่มผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ผิวกายขาวซีดเนียนละเอียด และยามที่ชายคนนั้นลืมตาขึ้นมาก็เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำเหมือนเลือด
ลอร์ดเวสต์วินด์ ฟื้นคืนชีพแล้ว
แสงแดดสว่างจ้าสาดส่องมายังสนามการแข่งขัน เด็กหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลมองไปยังเบื้องหน้าด้วยสายตามุ่งมั่น ในมือถือไม้เบสบอลด้วยน้ำหนักกำลังดี รอบข้างคือเพื่อนร่วมทีมที่เตรียมพร้อมออกวิ่งได้ทุกเมื่อ หากเขาตีลูกนี้ได้ พวกเขาก็จะชนะ แต่ถ้าทำโฮมรันได้...
เขากำไม้เบสบอลในมือแน่นขึ้น จ้องมองคู่แข่งไม่วางตา รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ส่งมาจากเพื่อนร่วมทีม เมื่อพิชเชอร์ขว้างลูกมาตรงหน้า เด็กหนุ่มไม่ลังเลที่จะหวดไม้ออกไปสุดแรงพร้อมออกวิ่งในทันที ลูกบอลเล็กๆ ลอยข้ามสนามตัดกับท้องฟ้าเบื้องบนและสนามหญ้าสีเขียว ดวงตาสีน้ำตาลมองตามอย่างมีความหวัง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏบนใบหน้าเมื่อได้ยินเสียงประกาศโฮมรันดังขึ้น
สองเท้าวิ่งเข้าโฮมก่อนที่เพื่อนร่วมทีมจะกรูกันออกมาส่งเสียงเชียร์รายล้อมชายหนุ่ม เขาไม่สามารถจับใจความเสียงที่ได้ยินแม้แต่น้อย ทั้งเพื่อนร่วมทีม โค้ชและผู้ชมต่างก็ส่งเสียงอึกทึก
“เยี่ยมมาก ออสวอล์ด!” โค้ชยื่นมือฝ่าฝูงชนมายีเส้นผมสีน้ำตาลของเด็กหนุ่ม
“ใครจะรู้ว่าเฮนรี่ ออสวอล์ดก็ตีโฮมรันได้” อเล็กซ์พูดขึ้นเมื่อสามารถลากเพื่อนสนิทออกมาจากการรุมทึ้งได้
“ฉันยังแปลกใจตัวเองเลย” เฮนรี่บอก มือของเขายังคงสั่นและยังไม่เชื่อว่าเพิ่งจะตีโฮมรันได้จริงๆ
ภายในห้องแต่งตัวเพื่อนร่วมทีมยังเข้ามาแสดงความยินดีไม่หยุดหย่อน ส่วนมากแล้วจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฟลุ๊คที่ทำโฮมรันได้ เพราะประวัติการตีของเฮนรี่ไม่ได้เลิศเลออะไรมากนัก อีกทั้งตำแหน่งหลักของเขาคือพิชเชอร์ คู่กับอเล็กซ์ที่เป็นแคชเชอร์ เขาจึงถนัดขว้างลูกมากกว่าการตี
“ฉันว่าพรุ่งนี้ที่โรงเรียนคงฮือฮาเรื่องนายน่าดู”
“ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย” เฮนรี่บ่น เขาไม่ชอบกลายเป็นจุดสนใจ และจะดีมากถ้าที่โรงเรียนจะยังปฏิบัติกับเขาเหมือนเดิม
เฮนรี่ ออสวอล์ด นักเรียนไฮสคูลชั้นปีที่ 1 ได้รับโอกาสให้ลงเล่นเป็นตัวจริงจากความสามารถในการขว้างลูกอันแม่นยำ และเล่นเข้าขากับอเล็กซ์ที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวจริงตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงสมัครเข้าชมรม แม้จะได้มารู้จักกันที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่พวกเขาก็สนิทกันเสียจนเรียกว่า มองตาก็รู้ใจ อาจจะเป็นสายสัมพันธ์อย่างหนึ่งระหว่างพิชเชอร์กับแคชเชอร์ก็เป็นได้
“ฉลองไหม?” หนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนถามหน้าระรื่น ดวงตาสีฟ้าเป็นประกาย
“โทษที” เขายิ้มแห้ง
“ตามใจ” น้ำเสียงอีกฝ่ายแสดงออกถึงความผิดหวังอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ได้ยินว่าช่วงนี้ ในป่ามีสัตว์ล้มตายจำนวนมากอย่างไม่ทราบสาเหตุ นายอยู่แถวนั้นไม่เคยได้ยินอะไรบ้างเหรอ”
เด็กหนุ่มร้องอ๋อ บ้านที่เขาย้ายมาอยู่ห่างจากกับป่าสนทางตอนเหนือไปไม่ถึงไมล์ แรกเริ่มเดิมทีเขากลัวสถานที่แห่งนั้นมาก แม้จะแค่มองจากหน้าต่างห้องก็ตาม ทั้งวังเวงและมืดสนิท ต้นสนสูงจนบดบังแสงอาทิตย์ราวกับอยู่คนละโลก อาจเพราะบรรยากาศเช่นนี้ก็เป็นได้ แม่ของเขาถึงได้ซื้อมาในราคาถูกขนาดนั้น ระยะหลังเขาได้ยินข่าวสัตว์ป่าล้มตายอยู่บ่อยครั้ง แต่เฮนรี่ก็ไม่เคยเห็นความผิดปกติใดๆ ที่นั่น อีกทั้งป่าแห่งนั้นก็คุมบริเวณกว้าง ไม่ยากเลยถ้าจะมีคนลักลอบเข้าไปล่าสัตว์
“ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ” อเล็กซ์โบกมือลา ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน เฮนรี่ก็พบว่าแม่ของเขาออกไปทำงานเรียบร้อยแล้ว ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจหย่าร้างกันด้วยดี แม่ของเขาย้ายเมืองและมาทำงานในโรงพยาบาลที่นี่ เด็กหนุ่มมองดูกระดาษโน้ตที่แปะข้างตู้เย็น ก่อนจะเปิดออกเพื่อหาของกินด้านในตามที่ในโน้ตเขียนบอกไว้
แม้ว่าเมื่อก่อนพวกเขาจะอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก แต่น้อยครั้งนักที่เฮนรี่จะเจอหน้าคนในครอบครัว ต่างฝ่ายต่างก็ทำงานด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน คำว่าสุดสัปดาห์ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมบ้านออสวอล์ด เพราะเขาไม่เคยได้ไปไหนมาไหนกับครอบครัว ไม่มีเที่ยวพักผ่อน ไม่มีงานโรงเรียน สำหรับเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับการอยู่ตัวคนเดียว ดังนั้นตอนที่พ่อกับแม่หย่าร้างกัน เขาจึงไม่ได้รู้สึกขาดความอบอุ่นแต่อย่างใด
ระหว่างที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่บนโต๊ะอาหาร เด็กหนุ่มก็ถือโอกาสพักสายตา มองออกไปนอกหน้าต่าง วิวที่มองเห็นคือป่าสนที่อเล็กซ์พูดถึง ยามกลางวันว่าน่ากลัวแล้ว แต่ยามที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วเช่นนี้ยิ่งวังเวงเข้าไปใหญ่ ขณะที่กำลังบิดขี้เกียจสายตาก็เห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวในป่า
เฮนรี่ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง พยายามมองอีกครั้งแต่ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ในใจคิดว่าคงตาฝาด แต่อีกใจกลับนึกถึงข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เด็กหนุ่มยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินออกจากบ้านไป เขาไม่รู้ว่าเพราะความกล้า บ้าบินหรือขี้สงสัย ที่ทำให้สองเท้าเดินตรงเข้าไปในป่าตอนเหนือ พอเข้ามาด้านใน เขานึกถึงไม้เบสบอลที่บ้าน หากพกติดตัวมาด้วยคงจะรู้สึกปลอดภัยกว่านี้
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ใช้แทนไฟฉายส่องนำทาง รอบข้างมีแต่สีเขียวกับสีน้ำตาลของต้นไม้ใบหญ้า เฮนรี่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สองเท้ายังคงเหยียบย่ำพื้นดินแห้งๆ หัวใจเต้นรัวด้วยความตึงเครียด ไม่รู้ว่าถ้าเจอกับนายพรานล่าสัตว์ในป่านี้จริง เขาควรทำเช่นไร
ยิ่งเดินลึกเข้าไป เขาก็เหมือนยิ่งถูกดึงดูด ดวงตาสีน้ำตาลมองไปตามทางที่แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือจะเอื้ออำนวย เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ใด อาจจะหลงทางแล้วก็เป็นได้แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างรอคอยอยู่เบื้องหน้า กระทั่งสองเท้าเดินมาถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ ด้านหลังมีปราสาทหลังใหญ่ตั้งอยู่ เฮนรี่ยืนมองด้วยความชื่นชมทั้งยังประหลาดใจ ที่มีปราสาทตั้งอยู่ในป่านี้
พลันใบหูได้ยินเสียงใบไม้จากด้านหลัง ทันทีที่หันไป สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงดวงตาสีแดงก่ำเหมือนเลือด และหลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีก นอกเสียจากความเจ็บปวดที่บ่าซ้าย
ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างพร้อมลุกขึ้นนั่ง เหงื่อกาฬแตกพลั่กคล้ายเพิ่งหลุดจากฝันร้าย...เขาคงฝันไปจริงๆ เพียงแต่ความเจ็บปวดในฝันช่างสมจริงเหลือเกิน
เฮนรี่เดินเข้าห้องน้ำตามปกติ ทว่าเมื่อถอดเสื้อนอนออก เขาก็พบรอยเลือดจากบริเวณบ่าด้านซ้าย เด็กหนุ่มตกใจจนทำตัวไม่ถูก สิ่งที่เกิดขึ้นในป่าไม่ใช่ความฝัน มีบางอย่างอาศัยอยู่ในนั้น ดวงตาของมันสีแดงก่ำและสิ่งที่ว่านั้นคงเป็นตัวการทำให้สัตว์ป่าล้มตายจำนวนมาก
เด็กหนุ่มล้างบาดแผลจนสะอาด น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกเจ็บแล้ว แตกต่างจากเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง เฮนรี่มองดูเตียงนอนในห้องก่อนพยายามนึกย้อนไปว่า ตัวเองกลับมาที่บ้านได้อย่างไร พลันสายตาหันมองเห็นนาฬิกาบนชั้นข้างเตียง ก็เร่งรุดออกจากบ้านไปโรงเรียนในทันที
ทันทีที่เฮนรี่มาถึงโรงเรียน สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่เขา รอยยิ้มที่ปกติไม่เคยได้รับจากผู้ร่วมโรงเรียน ต่างก็ฉายชัดบนใบหน้าเหล่านั้น เขารู้สึกอยากแทรกตัวหนีหายไปในพื้นดิน
“ไง! เฮนรี่ ชายผู้โด่งดังช่วงข้ามคืน” เพื่อนสนิทวิ่งเข้ามาทักจากด้านหลัง
“ดังข้ามคืนได้ก็ดับข้ามคืนได้เหมือนกัน” เขาบ่น “จะดีมากถ้านายไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจนะ อเล็กซ์”
“มาถึงก็หน้าบึ้งแต่เช้า” อเล็กบ่นอุบก่อนเห็นความไม่สบายใจส่งผ่านมาทางสีหน้านั่น “มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า” เขาตอบ แต่คนฟังเลิกคิ้วมอง ประหนึ่งจะหาเรื่องถ้าไม่ยอมพูด เฮนรี่ถอนหายใจ” มีก็ได้ นายมานี่สิ”
พูดจบเขาก็ลากเพื่อนสนิทเดินผ่านตู้ล็อกเกอร์ตรงทางเดิน หันซ้ายแลขวาก่อนผลักบานประตูห้องน้ำชายเข้าไป ดวงตาสีน้ำตาลสอดส่องด้วยความระมัดระวัง ว่าไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ ท่าทีแปลกๆ นี้ทำเอาคนถูกพามา ส่งสายตาระวังตัว ยิ่งจู่ๆ เฮนรี่ก็รูดซิบเสื้อฮู้ดตัวเองออก เขารีบยกมือห้ามทันที
“เดี๋ยวเฮนรี่ ฉันคิดว่ามันยังเร็วเกินไป ถ้าหากเรา...”
“นายพูดเรื่องอะไรน่ะ” เฮนรี่ทำตาดุ ก่อนจะดึงพลาสเตอร์ปิดแผลบนบ่าออกให้อีกฝ่ายดู “นายคิดว่าไง”
อเล็กซ์มองดูบ่าขาวเนียนของอีกฝ่าย มีรอยสองรอยคล้ายถูกบางอย่างกัด
“นายเข้าไปในป่ามาเหรอ” คนถามทำเสียงตกใจ พอเห็นเฮนรี่พยักหน้า หัวคิ้วทั้งสองก็ขมวดเข้าหากันทันที “งูเหรอแต่...”
“แต่งูที่ไหนจะกัดตรงบ่า ฉันก็คิดอย่างนั้น อีกอย่างฉันยืนอยู่ด้วยซ้ำตอนถูกกัดน่ะ” เฮนรี่ตอบก่อนจะปิดพลาสเตอร์กลับตามเดิม
“นายไม่เห็นเหรอว่าเป็นตัวอะไร” อเล็กซ์ทำเสียงตื่นเต้น ดวงตาสีฟ้าเป็นประกาย เหมือนพวกนักข่าวที่กำลังได้หัวข้อเด็ดรายวัน
“มันมืดฉันเลยไม่เห็นอะไร แต่ฉันเห็นดวงตาของมันเป็นสีแดงเหมือนเลือด” จู่ๆ เพื่อนสนิทก็ยื่นมือมาแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ เฮนรี่รีบร้องขึ้น “ฉันไม่ได้บ้านะ”
“ฉันรู้ว่านายไม่ได้บ้า แต่ถ้างูกัดนายอาจมีไข้ก็ได้” เขารีบอธิบาย “แล้วไปหาแม่หรือยัง”
“ฉันยังไม่เจอแม่เลย”
ทั้งคู่เดินกลับไปยังห้องเรียน อเล็กซ์พยายามหาคำอธิบายต่างๆ นานา เกี่ยวกับรอยถูกกัดของเขาไปตลอดทาง แต่ไม่ว่าอย่างใดก็ดูเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือเฮนรี่กลับจำอะไรไม่ได้อีกเลยหลังจากนั้น ไม่ว่าจะพยายามย้อนเหตุการณ์ไปกี่ครั้ง ความทรงจำของเขาก็หยุดอยู่แค่ดวงตาสีเลือดนั่น
หากเขาสลบไป แล้วใครกันที่พากลับบ้าน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าบ้านเขาอยู่ตรงนั้น แล้วถ้าหากเป็นตัวเขาเองที่เดินกลับบ้าน ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้
หลากหลายคำถามที่เขาไม่เข้าใจ ทำให้ได้ข้อสรุปเดียว คือการกลับไปที่นั่นใหม่อีกครั้งโดยคราวนี้เฮนรี่ชวนเพื่อนสนิทไปด้วย อเล็กซ์ทำหน้าเครียดก่อนจะตอบตกลง เพราะปฏิเสธเพื่อนไม่ได้
“แต่วันนี้มีซ้อมนะ นายจะโดดเหรอ”
“ไม่เป็นไร ซ้อมเสร็จแล้วค่อยไปก็ได้”
“มันก็มืดแล้วสิ”
“กลัวเหรอ” เฮนรี่เลิกคิ้วถาม คนถูกหยามรีบชี้แจงทันที
“อะไร ใครกลัวกัน ไม่สักหน่อย!”
“อเล็กซานเดอร์ โอคอนเนล ไหนๆ เธอก็ไม่กลัวอะไรแล้ว ลองเป็นผู้กล้ามาแก้โจทย์บนกระดานซิ” มิสแมรี่พูดขึ้น ทำเอาเด็กหนุ่มเสียวสันหลังวาบ เขาส่งสายตาดุใส่เพื่อนตัวเอง ก่อนเดินออกไปหน้าชั้น พอมองดูสมการตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังสั่นคลอน แต่หัวดีคือจุดแข็งของชายคนนี้ ทำให้แก้โจทย์ตรงหน้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ทันทีที่โค้ชสั่งแยกย้ายให้กลับบ้าน สองหนุ่มก็รีบพุ่งเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้าน เสียงปิดล็อกเกอร์ดังกระแทกเข้าหูจนเฮนรี่สะดุ้ง ทั้งที่ได้ยินเป็นประจำแต่กลับรู้สึกว่าเสียงดังกว่าทุกที
“เป็นอะไรหรือเปล่า” อเล็กซ์ถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าซีด
“เปล่า...ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบโดยที่ยังสงสัยกับตัวเอง
เด็กหนุ่มถีบจักรยานโดยมีเพื่อนซี้ซ้อนท้าย อีกฝ่ายส่งเสียงโหวกเหวกตลอดทางจนแทบอยากเลี้ยวกะทันหันให้กระเด็นหลุดจากรถไป เขาอมยิ้มกับจินตนาการของตัวเอง
เฮนรี่กลับเข้าบ้านโยนกระเป๋าเป้สองใบลงบนโซฟาก่อนหยิบไฟฉายออกมาจากบ้านพร้อมไม้เบสบอล
“นายเอาไปด้วยทำไม” อเล็กซ์ทัก สายตาจับจ้องไปยังไม้เบสบอล
“ก็ยังดีกว่าไปตัวเปล่าไม่ใช่เหรอ” เฮนรี่ตอบหน้าตายก่อนโยนไม้ให้อีกฝ่ายเป็นคนถือพร้อมเดินนำเข้าไปในป่า
อเล็กซ์ส่งเสียงพร่ำพรรณนาเกี่ยวกับป่าไม่มีหยุดถึงความมืด กิ่งไม้ระเกะระกะ และอะไรต่อมิอะไรที่อีกฝ่ายจะสรรหามาพูด พอเห็นเฮนรี่หยุดเดินเขาก็ถามขึ้น
“อย่าบอกนะว่านายหลงทาง”
คนถูกถามหันมาส่งยิ้มแห้งแทนการตอบ
“เฮนรี่ ออสวอล์ด! ฉันอุตส่าห์เชื่อใจนาย แต่นายลากฉันมาหลงทางด้วยอย่างนั้นเหรอ” หนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนบ่นไม่หยุด
“ก็ฉันจำได้ว่ามาทางนี้นี่นา” เฮนรี่พูดขึ้น ตั้งแต่เข้ามาในป่าเขาก็ลองทบทวนเส้นทางที่ตัวเองใช้เมื่อคืน มั่นใจว่ามาไม่ผิดทาง แต่ทะเลสาบที่เขาเห็นก็ไม่ปรากฏสู่สายตาเสียที “ไปต่อเถอะ อย่างน้อยก็มีฉันตายเป็นเพื่อนไม่ดีเหรอ”
“ฉันยังไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าป่านะ” ถึงจะบ่นอุบอิบแต่ก็ยังเดินตามเพื่อนสนิทเข้าไป สองมือกำไม้เบสบอลแน่นมองดูรอบข้างด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“ชู่!” เฮนรี่ยื่นมือขวางไม่ให้เดินต่อ เขาส่งสายตาเชิงคำถามไปให้ “ได้ยินเสียงอะไรไหม”
อเล็กซ์ส่ายหน้าก่อนพูดขึ้นด้วยเสียงกระซิบ
“ฉันว่าเรากลับกันดีกว่าไหม ถ้าอะไรก็ตามที่ทำร้ายนายยังอยู่ในนี้ เราก็ควรไปแจ้งตำรวจ”
“อย่าทำเป็นกลัวไปหน่อยเลย อเล็กซ์ นายไม่อยากรู้เหรอว่าอะไรอยู่ในนี้”
“เฮนรี่ นายไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ความขี้สงสัยเป็นเหตุของหายนะ’ เหรอ”
“นายไปเอามาจากไหน” เฮนรี่ส่ายหน้าแล้วเดินต่อ
เมื่อครู่เขาเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าแต่บางทีอาจจะหูฝาดไปก็ได้ แต่จู่ๆ อุณหภูมิรอบข้างก็ลดต่ำลงจนรู้สึกได้ เขาสาดแสงไฟฉายไปโดยรอบ ถึงจะเป็นกลางคืนแต่อากาศก็ไม่น่าจะหนาวได้ถึงขนาดนี้ยิ่งในฤดูนี้แล้วด้วย ทั้งสองเดินลึกเข้าไปตามทางจนในที่สุดทะเลสาบที่เฮนรี่พูดถึงก็ปรากฏสู่สายตา เช่นเดียวกับปราสาทหลังใหญ่ที่มองเห็นได้จากที่ตรงนี้
อเล็กซ์มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา แต่การที่มีปราสาทเก่าๆ เช่นนั้นตั้งอยู่ในนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศไม่ชอบมาพากลมากขึ้นไปอีก ทว่าจะให้กลับตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้
“ไปที่นั่นไหม”
เฮนรี่แปลกใจที่อีกฝ่ายเป็นคนชวน แน่นอนว่าเขาไม่ปฏิเสธเพราะเดิมทีเขาตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้วถึงได้เข้ามาในนี้อีกครั้ง แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินลัดเลาะทะเลสาบไป เฮนรี่หยุดยืนอยู่ตรงที่ๆ เขาถูกทำร้ายเมื่อคืน รอบข้างเงียบสงัดไม่มีแม้กระทั่งลมพัด ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง
ทั้งคู่เดินผ่านทะเลสาบตรงไปยังปราสาทเบื้องหน้า ประตูเหล็กสีดำเปิดแง้มไว้ ทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่เฮนรี่จะเป็นฝ่ายผลักบานเหล็กให้เปิดออก เสียงเอี๊ยดอ๊าดเพิ่มความวังเวงให้บรรยากาศรอบข้าง
พวกเขามองเห็นลานน้ำพุขนาดใหญ่ แม้จะเห็นชัดว่าไร้ซึ่งการดูแลรักษาแต่ความวิจิตรบรรจงของรูปปั้นยังคงงดงาม
“เฮนรี่” อเล็กซ์เรียกขึ้นพร้อมหันหน้าไปทางปราสาทหลังใหญ่ตรงหน้า เอ่ยปากชวนให้เดินเข้าไปด้านใน
เด็กหนุ่มส่องไฟฉายไปหน้าประตู เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะเจอสิ่งใดบ้างในนั้น ปราสาทหลังนี้คงถูกทิ้งร้างมานาน อาจจะถึงร้อยปีแล้วด้วยซ้ำเมื่อดูจากลักษณะภายนอก เขายื่นมือไปยังลูกบิดก่อนมองหน้าเพื่อนสนิทคล้ายขอกำลังใจ อเล็กพยักหน้าจับไม้เบสบอลแน่นตั้งท่าพร้อมรับมือกับทุกอย่างที่อยู่ในนั้น
ประตูเปิดออกด้วยเสียงไม้ลั่นชวนขนลุก กลิ่นอับปะทะใบหน้า ทั้งสองก้าวเท้าเข้าไปด้านใน มีเพียงไฟฉายส่องนำทาง ทว่าไม่นานสายตาก็เริ่มชินกับความมืด
“ฉันว่าไม่มีใครอยู่ในนี้หรอก” อเล็กซ์พูดขึ้นในที่สุด ดวงตาสีฟ้ามองไปรอบๆ
“แต่ถ้ามีบางอย่างในป่าจริง ไม่สิ มีบางอย่างในป่าจริงๆ ฉันมั่นใจ และที่นี่ก็เป็นที่ซ่อนอย่างดี นายไม่คิดอย่างนั้นเหรอ” เฮนรี่ถาม “อีกอย่างฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน รอยที่บ่านี้”
เด็กหนุ่มจับบ่าตัวเอง เขาไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีไข้ขึ้น บาดแผลก็ไม่มีร่องรอยติดเชื้อแต่อย่างใด แต่ที่ทำให้ต้องกังวลคืออะไรกันแน่ที่สร้างรอยแผลเช่นนี้ขึ้นมา
“จะมีสัตว์ที่ไหนมาซ่อนในบ้านกัน” อเล็กเอ่ยขึ้นลอยๆ
จากการตกแต่งภายในก็บ่งบอกได้ว่าที่นี่เคยเป็นที่อยู่อาศัย อเล็กซ์เป็นคนในเมืองนี้กลับไม่เคยได้ยินเรื่องปราสาทหลังนี้มาก่อน
เสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบนอย่างชัดเจนจนทั้งสองหันมองหน้ากัน พวกเขายืนอยู่ตรงหน้าบันไดพอดี และเหมือนอะไรก็ตามที่สร้างเสียงฝีเท้านั่นกำลังเดินลงบันไดมา อเล็กซ์เดินเข้าใกล้เพื่อนสนิทโดยอัตโนมัติ
สายตาทั้งคู่จับจ้องไปยังบันไดตรงหน้า ภายใต้ความมืดนั่นปรากฏเงาร่างสูงโปร่งกำลังเคลื่อนย้ายตัวเองลงมาด้านล่าง
“ใครน่ะ! พวกเรามีอาวุธนะ” อเล็กซ์ร้องขึ้น มือจับไม้เบสบอลตั้งท่าโจมตี
“หึ เป็นมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามาในเขตแดนของข้าแล้วยังทำตัวไร้มารยาทอีกอย่างนั้นเหรอ” เสียงที่ดังมาจากความมืดทุ้มต่ำมีเอกลักษณ์ สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร