ทุกคนเคยมีความฝันที่คอยฝันอยู่ตลอดทุกคืนทุกวันจะเรียกฝันร้ายได้หรือเปล่านะ…ถึงความฝันนี้จะทำร้ายฉันมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อยากลืมฝันนี้ไปเลย
“…” ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้งที่หอพักนักศึกษา
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงของรูมเมทฉันที่ชื่อว่า เอวา ดังขึ้น ฉันยิ้มให้เธอก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง “ฝันร้ายทุกคืนเลยนะ”
ฉันไม่ตอบอะไรกลับไปก่อนจะสัมผัสที่หน้าอกพลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันใจสลายแทบล้มทั้งยืน
ในตอนที่ฉันกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ฉันได้มีโอกาสมีความรักจริงจังเป็นครั้งแรก…มันสวยงามจนแทบเหมือนกับว่านี่คือความฝัน
‘เราเลิกกันเถอะ’ เสียงของคนที่ฉันรักสุดหัวใจพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น
‘คะ’ ฉันขานรับอย่างสงสัยเพราะไม่เคยมีสัญญานอะไรจากเขาเลย
‘เธอก็รู้ว่าแจนเขา’
ความลับในความสัมพันธ์ของเราคือฉันไม่ใช่แฟนของเขาฉันเป็นเพียงคนที่เขามาหาแค่เวลาเหงาแต่เป็นเพราะฉันเองที่ไม่ยอมรับความจริง
‘แต่ว่า…’
‘ขอโทษนะที่ผ่านมามีความสุขมาก’
ฉันมองแผ่นหลังหนาค่อยๆ เดินห่างออกไปจนลับสายตา ‘อย่าไปได้ไหม’ คำที่ฉันไม่กล้าพูดออกไปเพราะฉันรู้ดีอยู่แก่ใจว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันเลือกฉัน
ความรักนั้นสอนให้ฉันเข้าใจว่าเวลาไม่ได้ช่วยให้ลืมคนคนหนึ่งได้เลย เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ฉันกลับจำเขาได้แม่น
ที่เปลี่ยนไปคงจะเป็นฉันความคิดที่อยากจะเข้าศิลปศาสตร์กลับเลือกเข้าวิศวะตามที่ครูแนะแนวบอกแทน ผมที่เคยตัดสั้นเพียงเพราะผู้ชายคนนั้นชอบตอนนี้กับยาวกลางหลัง ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแทบจะทุกวันเพราะผู้ชายคนนั้นชอบผู้หญิงใสๆ ฉันกลายเป็นคนที่เขาเคยบอกว่าไม่ชอบที่สุด
เพราะต่อให้เราเป็นคนที่เขาบอกว่าชอบที่สุดเขาก็ทิ้งเราไปอยู่ดีเพราะแบบนั้นแล้วก็ช่างแม่งแล้วกันแต่ถึงคิดแบบนั้นฉันกลับภาวนาทุกวันให้เขากลับมา
ฉันตื่นขึ้นมาช่วงสายโชคดีที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเทอมจึงไม่ได้ต้องรีบร้อนออกไปไหน
‘ริสา’ คือชื่อของฉันเองเป็นชื่อที่พ่อเป็นตั้งให้แต่ท่านกลับทิ้งฉันกับแม่โดยไม่รอให้ฉันได้จำหน้าท่านได้เสียก่อน
แม่ของฉันทำงานหนักเพื่อหวังให้ฉันได้เรียนสูงๆ อยู่อย่างสบาย ด้วยความที่งานที่แม่ทำนั้นหนักมากส่งผลให้ท่านเกิดอาการป่วยเป็นโรคแทรกซ้อนหลายโรคจนกระทั่งท่านเสียไป
ฉันจึงต้องหาเลี้ยงตัวเองโดยการรับจ้างทำเรื่องทั่วไปไม่ว่าจะเป็น เดินแบบ เต้นโชว์ เพื่อนเที่ยว ตั้งแต่ยังเด็ก แต่เพราะอนาคตมันช่างไม่แน่นอนฉันจึงเปลี่ยนความฝันมาเข้าคณะวิศวะกรรมตามที่ครูแนะแนวแนะนำเพื่อที่จะเข้าไปทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ฉันไม่ได้เป็นคนหัวดีแต่ที่ฉันสอบเข้าได้เป็นเพราะความพยายามล้วนๆ หวังว่าอนาคตที่ฉันวางไว้จะเป็นไปตามนั้นนะ
“ค่าเทอม สามหมื่นห้าพันบาท” ฉันอ่านประกาศหน้าเว็ปของมหาวิทยาลัยเอริสก่อนจะถอนหายใจ
คงต้องออกไปหาเงินอีกแล้วสินะ ชีวิตนี้จะได้ออกไปเที่ยวเล่นแบบใครเขาบ้างไหมนะ
“ฮัลโหลเจ๊ มีงานให้ทำไหมช่วงนี้” ฉันโทรหาคนที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอดนั้นคือ เจ๊เอื้อ สาวสองที่พาฉันเข้ามาในวงการเดินแบบ
‘มีงานเต้นที่ THE MOON พอดีคนขาด’
“เอาสิ ส่งคลิปเต้นมาด้วยนะ” ฉันรีบตกลงรับงานทันที
‘โพลแดนซ์นะ งานวันนี้ด้วย’
“อืม ค่าตัวเท่าไหร่คะ”
‘ห้าพันน่ะ เจ๊ว่าก็ไม่แย่นะ’
“รับค่ะ แต่ว่าริสาขอไปซ้อมที่หน้างานอีกรอบด้วยนะ เจ๊ส่งเวลากับสถานที่มาเลย” เจ๊เอื้อคุยกับฉันต่ออีกสักพักก่อนจะกดวางสายไป ฉันลุกขึ้นเข้าห้องน้ำเพื่อจะได้รีบออกมาแต่งหน้าและเตรียมตัวเพื่อออกไปซ้อมที่ร้าน THE MOON
“ไปเที่ยวเหรอ” เอวถามฉันขึ้นมาเมื่อเห็นว่าฉันกำลังแต่งหน้า
“อ๋อ ไม่พอดีจะออกไปข้างนอก”
“แต่งหน้าทุกวันแต่ผิวดีตลอดเลยนะ อิจฉา” เพื่อนสาวของฉันเดินเข้ามามองหน้าใกล้ๆ
“สงสัยว่ากินน้ำเยอะ”
“หมั่นไส้” เอวาตีแขนของฉันเบาๆ
ฉันยิ้มให้เธอก่อนจะลงมือแต่งหน้าต่อเพราะว่ากลัวจะมีเวลาซ้อมไม่มาก ฉันและเอวาสนิทกันมากขึ้นเพราะเราสองคนต่างก็ไม่มีเพื่อนทั้งคู่แหละมั้งเลยคุยกันง่าย ฮ่าๆ
ร้าน THE MOON
ฉันมาถึงร้านก่อนที่เจ๊เอื้อจะเดินออกมารับให้ลองไปขึ้นเต้นโพลแดนซ์กับพวกพี่ๆ “เดี๋ยวเปลี่ยนชุดก่อนนะเพราะเผื่อต้องแก้ชุด” เจ๊เอื้อพูดขึ้นก่อนจะดันฉันเข้าห้องลองชุด
ฉันหยิบชุดที่เรียกได้ว่าน้อยชิ้นจนขนาดที่ฉันเองยังไม่กล้าใส่แต่ช่างเถอะยังไงก็ได้เงิน “โอเคเนาะ”
“พอได้ค่ะเจ๊” ฉันขยับชุดนิดหน่อยเพราะมันคับบริเวณหน้าอกเล็กน้อย
“งั้นไปขึ้นเวที ซ้อมพร้อมชุดนี้ไปเลยนะ” ฉันพยักหน้าก่อนจะรีบวิ่งขึ้นเวที พี่ๆ สอนฉันประมาณสองชั่วโมงพลันเริ่มเต้นจริงหลังจากนั้น ฉันมีพื้นฐานการเต้นอยู่แล้วจึงไม่ได้มีปัญหาในการซ้อมครั้งนี้เท่าไหร่
“วิกต้องสวมทุกคนนะ” เสียงของพี่พนักงานของ THE MOON เดินถือวิกมาวางไว้ให้ฉัน
“ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างว่าง่าย…ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันตามที่พี่นักเต้นต้องการ…ริมฝีปากสีแดงเลือดนกให้เหมือนกับวิกยิ่งทำให้ใบหน้าที่แสนเย็นชาของฉันมีเสน่ห์มากขึ้น
“สวยมากค่ะ” ฉันยิ้มรับก่อนจะมองดูตัวเองในกระจก อืม ไม่เหมือนตัวเองดี