บทนำ
ผมมองดูพี่ไคกิที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผมคงจะตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกเรียนคณะวิศวะ…เพราะถ้าเรียนบริหารคงไม่พ้นต้องมาทำงานกับตระกูลอาคิมาสะ
“มึงจะยืนมองอีกนานไหม ไปหาโอโต้ซังได้แล้ว” พี่ชายตัวดีของผมพูดออกมาเสียงดัง
“อ่า” ผมทิ้งบุหรี่ในมือก่อนจะเดินเข้าไปหาโอโต้ซัง
“มาแล้วเหรอ” โอโต้ซังมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “แกนี่เหมือนฉันมากเลยนะ”
“…” ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
“วันนี้ช่วยไปดูแผนการก่อสร้างหน่อยสิ” โอโต้ซังพูดขึ้นมาพลางมองดูเอกสารในมือ
“ผมยังเรียนไม่จบเลยนะ” ผมบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้
“เรียนไม่จบแต่อีกปีสองปีก็จบแล้วนิ”
“ก็ใช่แต่ก็ยังไม่จบ” ผมพูดก่อนเตรียมตัวลุกขึ้น “นอนคอนโดนะครับช่วงนี้กิจกรรมเยอะ”
“ก็แล้วแต่แกเถอะ”
ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพราะสุดท้ายก็ไม่มีใครขัดใจผมได้ ในเมื่อในตระกูลมีไคจิแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีผมก็ได้ เกิดเป็นน้องก็ดีแบบนี้แต่ที่สบายสุดก็คงเป็นเคนเซ วันๆ เห็นมันนั่งอยู่แค่หน้าคอมเหมือนชีวิตนี้ไม่อยากจะมีเพื่อนอีกแล้ว
“ไปนะ” ผมเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินออกจากโรงแรมพลันขึ้นรถหรูมุ่งไปยังร้านที่นัดเพื่อนในกลุ่มเอาไว้
ร้าน THE MOON
ผมเดินเข้ามาภายในร้านก็ถูกพี่แป๋มพุ่งเข้าใส่แทบจะในทันที “มาแล้วเหรอคะ คุณเคนจิ เชิญค่ะ”
“ไม่ต้องพาไปก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมไปเองก็ได้” ผมเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเพราะเห็นว่าลูกค้ากำลังเยอะแทบผมก็ไม่ได้เป็นลูกค้า vvip ด้วยซ้ำแต่แค่ทุกครั้งที่มาผมจ่ายมากกว่าพวกนั้นเท่านั้นเอง
“ได้ไงละคะ” พี่แป๋มพูดอย่างเอาใจก่อนจะพาผมเดินไปที่โต๊ะ
ภาพตรงหน้าของผมคือเพื่อนสนิทสองคนที่กำลังนั่งนัวกับผู้หญิงอย่างหื่นกระหาย ไม่รู้จะหิวมาจากไหนทั้งๆ ที่ผู้หญิงก็ไม่เคยจะขาดมือพวกมันอยู่แล้ว
‘ไทย’ ชื่อของมันคือไทยแต่หน้าของมันอย่างกับหนุ่มเกาหลีที่พร้อมเป็นเซ็นเตอร์วง
‘ชิน’ หนุ่มไทยแท้แต่หล่อคมจนบางครั้งผมยังเกือบหวั่นไหว
พวกเราสามคนมาสนิทกันที่มหาวิทยาเอริสและนั้นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของ…พวกเราเพราะดันเป็นการรวมกลุ่มของคนเหี้ยประจำคณะวิศวะ
“มาก็มานั่ง จะยืนแอ็คทำไมครับ” ไทยพูดขึ้นมาอย่างหมั่นไส้
“ขอบคุณครับพี่แป๋ม” ผมหันไปขอบคุณพี่แป๋มที่เดินมาส่งที่โต๊ะ
“รับน้องคนไหนมาดูแลดีคะวันนี้” พี่แป๋มรีบเอ่ยเสียงหวานทันที
“เอ่อ เดี๋ยวผมขอดูก่อนแล้วกันครับ” ผมมองไปรอบๆ ก่อนจะยังไม่เห็นว่าวันนี้จะมีใครถูกใจ
ปกติแล้วพวกผมสามคนมาที่นี่กันเสมอเพราะเป็นที่ที่มีแต่ผู้ใหญ่ซึ่งนั้นหมายถึงไม่มีใครเดินมาหาเรื่องหรือทำเรื่องแบบเด็กๆ ที่นี่ อีกอย่างผู้หญิงที่นี่ก็แค่ใช้เงินซื้อแค่นั้นก็จบ เรียกได้ว่าที่นี่คือบ้านหลังที่สองของพวกผมก็ได้
“มึงยังเลือกเด็กไม่ได้เหรอ” ชินถามก่อนจะสะกิดหญิงสาวที่นั่งข้างตนเองให้รินเครื่องดื่มให้ผม
“อืม ยังไม่มีถูกใจ”
“จะเลือกเยอะทำไม เรียกมานั่งเป็นเพื่อนไม่ได้เรียกมาเอา” ไทยบ่นพึมพำ
ปากหมาสมกับเป็นเพื่อนผมเสียจริง ผมเอื้อมมือไปรับเครื่องดื่มจากหญิงสาวที่นั่งข้างกายชิน
“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มออกมาก่อนจะเห็นว่าใบหน้าของเด็กไอ้ชินเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายกับกำลังเขิน
“มึงหยุดดิ้” ชินรั้งร่างหญิงสาวกลับเข้ามาใกล้ “ของเพื่อนของฝูงคือเว้นบ้าง”
บรรยากาศในร้านเริ่มร้อนแรงขึ้นเมื่อการแสดงโชว์ของทางร้านเริ่มขึ้นจะเรียกว่าอะไรดีละ โพลแดนซ์หรือเต้นรูดเสา ซึ่งจะมีขึ้นในทุกวันเสาร์
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการแสดงนี้เพราะปกติจะมาดึกกว่านี้ไม่ก็เมาจนไม่ได้ดู…การแสดงเริ่มขึ้น หญิงสาวสามคนที่สวมวิกผมสีแดงเลือกนกเริ่มออกมาแสดงท่าทางที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนและมีเสน่ห์ จนผมแทบหยุดหายใจ
หญิงสาวสามคนที่กำลังเต้นโพลแดนซ์อยู่บนเวทีนั้นเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกแต่กลับมีผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นที่เรียกความสนใจจากผม…รอยยิ้มของผมกระตุกขึ้นมาอย่างพอใจพลันยกมือเรียกพี่แป๋มให้มาหา ทันทีที่พี่แป๋มมาถึงผมก็ชี้ขึ้นไปบนเวทีเพื่อสื่อความหมายเป็นนัยน์ว่าผมสนใจหญิงสาวคนนั้น
“เอ่อ ถ้าเป็นน้องๆ ข้างบนอาจจะไม่ได้น่ะค่ะ” พี่แป๋มเอ่ยขึ้นมาอย่างรู้สึกผิด “แต่ยังมีน้องที่ว่างอีกเยอะนะคะถ้าหาก…”
“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ” ผมพูดอย่างอารมณ์เสียเล็กน้อย
“คือว่าถ้าอย่างไร…”
“พี่แป๋มครับ ปล่อยไอ้เคนจีไปเถอะอย่าไปเอาใจมันมาก” ไทยพูดพลันดันแผ่นหลังผมเหมือนตำหนิ “ก็ไม่เลือกที่เขาให้เลือกละวะ”
“…” ผมไม่ตอบอะไรก็แค่นั่งดื่มเงียบๆ อย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ อาทิตย์หน้ามีรับน้อง” ชินพูดขึ้นมา “มึงต้องเป็นพี่ว๊ากนะครับ”
“ทำไมต้องกู” ผมตอบกลับอย่างสงสัย
“ก็เพราะใครๆ ก็กลัวมึงทั้งนั้น” ไทยรีบแทรกขึ้นทันที “และเพราะไอ้ชินมันไม่กล้าว๊ากผู้หญิง มึงก็รู้มันชอบแกล้งเป็นใจดี”
“ยังมีโซตัสอีกเหรอวะ”
“ก็ไม่ขนาดนั้นว๊ากให้เป็นพิธีเฉยๆ” ชินบอกก่อนจะยกเครื่องดื่มขึ้นดื่ม “ละก็นี่เป็นวิธีล่อเหยื่อกูครับ เลิกด่า”
ผมถอนหายใจอย่างจำยอมในสถานการณ์ถ้าพวกมันพูดแบบนี้แสดงว่ายังไงผมก็คงต้องทำ…สายตาเหลือบไปเห็นว่าโชว์โพลแดนซ์ได้จบลงไปพอดีก่อนที่ผมจะสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่แสนเย็นชาข้างบนเวที “หึ น่าสนใจจริงแฮะ”