“ร้อน…ร้อน…”
น้ำเสียงเบาหวิวแหบแห้งดังขึ้นหลังจากสลบไปด้วยพิษไข้นานสองวัน
เส้นผมยาวดุจแพรไหมแผ่สยายเต็มหมอน ใบหน้างามพริ้งเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่เกาะตามกรอบหน้า เปลือกตายังคงปิดสนิท ทว่ากลับสั่นไหวคล้ายกำลังเผชิญความทุกข์ทรมานอยู่ในห้วงฝัน
“ร้อน…ข้าร้อน…ทรมาน…”
เจาเจาที่เผลอสัปหงกได้ยินเสียงครวญเบา ๆ จึงรีบวิ่งมาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามใบหน้าของคนป่วยเพื่อลดความร้อนภายในร่างกายลงด้วยท่าทีกระวนกระวาย
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู!”
เพียงแต่เรียกเท่าไรคุณหนูก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที นางรีบเรียกป้าถงที่กำลังถืออ่างใบเล็กใส่น้ำเข้ามาในเรือนทันที
“ป้าถงรีบไปแจ้งนายท่านเถอะ คุณหนูตัวร้อนมาก”
เจาเจาบอกก่อนหันมาเช็ดตัวให้คุณหนูของตนต่อ
“ร้อน…อย่าทำข้า…อย่า อย่า!”
ทันใดนั้นหญิงสาวที่นอนจับไข้อยู่ก็เบิกตาโพลง ลมหายใจหอบถี่กระชั้นชิดจนเจาเจาต้องรีบเข้ามาลูบหลังมือบอบบางเป็นการปลอบประโลม
“คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ปลอดภัยแล้วนะเจ้าคะ”
ปลอดภัยแล้วหรือ?
หลัวม่านอวี้เลื่อนสายตามายังเจ้าของเสียงคุ้นหูข้างกาย เรียวคิ้วงามขมวดมุ่น พลันความปวดหัวแล่นปราดขึ้นมาไม่ทันได้ตั้งตัว นางยกมือกุมศีรษะ พยายามตั้งสติใคร่ครวญทุกอย่างที่พอจะนึกออก
นางนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ไม่สามารถขยับร่างกายได้ พวกชั่วช้าสามานย์สองคนนั้นตั้งใจสังหารนางในกองเพลิงเพื่อปกปิดความชั่วของตัวเอง เอากิจการและเงินทองของนางไปเป็นของตน
นางควรจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ
หญิงสาวเลื่อนสายตาสำรวจมือเท้าของตนเองทันที ก่อนจะประหลาดใจ เหตุใดจึงไม่มีรอยไหม้ อีกทั้งยังกลับมาอยู่ที่จวนกั๋วกง มิใช่ว่าเวลานี้จะต้องอยู่ในปรโลกแล้วหรอกหรือ
แล้วเจาเจานี่อีก หลังจากแต่งให้หลิวเย่ เจาเจาก็ติดตามนางไปด้วย บัดนี้ควรจะอยู่ที่เรือนของหลิวเย่มิใช่หรือ
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!?
“ข้ากับเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เด็กสาวงุนงง “คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ พวกเราอยู่ที่จวนกั๋วกงกันมาตลอด คุณหนูหมดสติเพราะเล่นหิมะข้างนอกจนจับไข้ หลับไปสองวันเต็ม ๆ เจ้าค่ะ”
“ข้าเล่นหิมะจนเป็นไข้หรือ”
หลัวม่านอวี้ขมวดคิ้วจนใบหน้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม นางจำได้ว่าเหตุการณ์ที่นางป่วยนี้คือเมื่อหกเดือนก่อนที่จะได้แต่งกับหลิวเย่มิใช่หรือ
พลันมือบางขยุ้มผ้าห่มแน่น ใจดวงน้อยเต้นโครมครามครั้งใหญ่
ทว่ายังไม่ทันได้ถามอะไรมากไปกว่านี้ เสียงวุ่นวายหน้าเรือนก็ดึงความสนใจของหญิงสาวไป
“ไหน อวี้เอ๋อร์ของข้ายังไหวหรือไม่ ไปเร็วไปตามท่านหมอมา”
เสียงกระวนกระวายของหลัวรุ่นหมิงหรือจิ้นกั๋วกงดังขึ้นพร้อมเร่งให้คนไปตามท่านหมอมารักษาบุตรสาว
บุรุษวัยกลางคนรีบสาวเท้าเข้ามาด้านในห้องด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นดรุณีน้อยนอนลืมตามองมาทางนี้ก็รีบรุดไปนั่งข้างเตียงบุตรสาวตามด้วยหลัวฮูหยินที่นั่งข้างกัน
“อวี้เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าหลับไปสองวันเต็ม ๆ ทำเอาพ่อใจไม่ดีเลย” หลัวรุ่นหมิงลูบหน้าลูบตาบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง ความร้อนผ่าวจากพิษไข้ยังคงแผ่ออกมาจากร่างเล็กชวนให้รู้สึกใจหาย
“นั่นน่ะสิ แม่ก็ได้แต่สวดภาวนาให้เจ้าปลอดภัย ต่อไปอย่าทำเช่นนี้อีกนะ แม่จวนจะร้องไห้แล้ว”
หลัวฮูหยินหรือเหอชูหลิงลูบอกตัวเองป้อย ๆ พลางยกยิ้มให้บุตรสาว
หลัวม่านอวี้ส่งยิ้มจาง ๆ นางยันกายลุกขึ้นนั่งโดยมีบิดาช่วยประคอง มือเล็กเอื้อมไปจับมือของบุพการีทั้งสองเอาไว้
“ลูกขอโทษที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ต่อไปจะเชื่อฟังคำของพวกท่านทั้งหมด”
จิ้นกั๋วกงและฮูหยินมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา บุตรสาวของพวกเขาเดิมทีค่อนข้างเอาแต่ใจพอสมควร ไม่นึกเลยว่าชาตินี้จะได้ยินคำพูดพวกนี้ออกมาจากปากของบุตรสาว
เมื่อท่านหมอมาถึงก็ทำการตรวจอาการของหญิงสาวอย่างละเอียด ทว่าหลัวม่านอวี้ฝืนความหนักของเปลือกตาไม่ไหว สุดท้ายก็หลับไปอีกครั้ง
“ร่างกายคุณหนูได้รับไอเย็นเป็นเวลานาน กินยาพวกนี้สักสี่ถึงห้าวันอาการก็จะดีขึ้นขอรับ ทางที่ดีก็เตรียมเตาถ่านขนาดเล็กตั้งไว้ใกล้เตียงของคุณหนูสักระยะให้ร่างกายได้รับไออุ่นจะหายไวขึ้นขอรับ”
“ขอบคุณท่านหมอมาก เจาเจาส่งแขก”
หลัวรุ่นหมิงให้ป้าถงไปต้มยาตามที่ท่านหมอสั่ง ส่วนเจาเจาหลังจากส่งท่านหมอแล้วก็ไปเตรียมเตาถ่านขนาดเล็กตามคำสั่ง
เมื่อเตาถ่านพร้อมได้ที่ เจาเจาก็ยกไปวางไว้ใกล้เตียงของคนที่หลับไปแล้ว
จิ้นกั๋วกงดูอาการบุตรสาวคล้ายจะดีขึ้นจึงปลีกตัวไปจัดการงานต่อ ส่วนเหอชูหลิงเข้าครัวทำอาหารจานโปรดของบุตรสาวด้วยตนเอง
บัดนี้เรือนนอนของบุตรสาวเพียงคนเดียวของจิ้นกั๋วกงอยู่ในความสงบอีกครั้ง ทว่าหลัวม่านอวี้ที่หลับไปเริ่มรู้สึกไม่สบายตัวเท่าใดนัก หญิงสาวนอนกระสับกระส่าย ความร้อนจากเตาถ่านสัมผัสผิวกายจนเหงื่อไหลท่วม คนป่วยพลิกกายหันมาอีกทาง พลันดวงตาคู่สวยลืมตาขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณก่อนจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“กรี๊ดด! เอาออกไป เอาออกไป!”
มือเล็กคว้าผ้าห่มขึ้นมากอดแน่น ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นจังหวะเดียวกับที่เหอชูหลิงเดินเข้ามาในห้องนอนของบุตรสาวพอดี
นางรีบปรี่เข้าไปแล้วคว้าตัวหลัวม่านอวี้มากอดไว้
“อวี้เอ๋อร์เป็นอะไรไปเจ้าบอกแม่”
“เอาออกไปเจ้าค่ะ ฮือ เอาออกไป”
“เอาอะไรออกไป”
หลัวม่านอวี้หลับตาชี้ไปยังเตาถ่านเบื้องหน้าที่ตั้งไว้ใกล้ระยะสายตา
“เอาออกไป ลูกไม่เอา อย่าเอาเข้ามาในห้องนี้อีก”
เหอชูหลิงสีหน้าเครียด พยายามปลอบประโลม
“แต่ท่านหมอบอกว่าจะต้องเอาไว้ใกล้เจ้า จะได้ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายได้ อวี้เอ๋อร์ทนหน่อยนะลูก”
หญิงสาวฟังดังนั้นจึงส่ายหน้าพรืด น้ำตาไหลอาบใบหน้า
“ลูกไม่เอา ท่านแม่ ลูกกลัว…” ว่าแล้วก็โผเข้ากอดมารดา ฝังใบหน้าลงกับไหล่เล็กราวเด็กทารกต้องการการปลอบประโลม
สิ่งที่หลิวเย่และสตรีนางนั้นทำกับนางมันฝังลึกไปแล้ว นางไม่มีวันลืมความเจ็บปวดทรมานในวันนั้นเด็ดขาด!
เหอชูหลิงไม่รู้จะทำอย่างไรจึงสั่งให้คนยกเตาถ่านออกไป ปลอบกันอยู่นานอวี้เอ๋อร์ถึงยอมนอนอีกครั้ง
“ช่วงนี้เจ้าดูแลคุณหนูให้ดี หากเกิดอะไรขึ้นให้รีบแจ้งนายท่านกับข้าทันที”
หลัวฮูหยินกำชับเจาเจา นางบีบนวดมือของตนที่เพิ่งดึงออกจากการเกาะกุมของบุตรสาวได้
ตั้งแต่ฟื้นไข้ท่าทางของอวี้เอ๋อร์ก็เปลี่ยนไป จะว่าบุตรสาวของนางกลัวไฟ นางก็ไม่เคยรู้มาก่อน อวี้เอ๋อร์ของนางเคยกลัวอะไรด้วยหรืออย่างไร
หลัวม่านอวี้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็รุ่งสางของอีกวันพอดี
ร่างบางหยัดกายลุกขึ้น พยายามตั้งสติไตร่ตรองอีกครั้ง
นางมั่นใจหลายส่วนว่าตนเองได้โอกาสกลับมาอีกครั้ง และเหตุการณ์อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการตัดสินใจชิงตัวหลิวเย่มาอยู่ข้างกายให้สตรีคนอื่นริษยา
ชาติก่อนหลังจากหายป่วย นางได้เข้าร่วมงานชมบุปผา ซาบซึ้งใจที่คุณชายหลิวส่งของมาเยี่ยม จากที่สนใจเพียงหน้าตาก็เริ่มมองอีกฝ่ายดีขึ้น และสนใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าสตรีมากมายหมายปองเขาอยู่
ชาติก่อนนางชื่นชอบเขา
แต่ชาตินี้นางขยะแขยงเต็มทน
เพื่อให้แน่ใจว่านี่คือชีวิตครั้งที่สองจริง ๆ หลัวม่านอวี้จำเป็นต้องพิสูจน์ว่านางไม่ได้กำลังเพ้อฝันไป
“เจาเจา เจ้ารู้จักหลิวเย่หรือไม่”
นางเอ่ยถามหลังจากเจาเจาวางอ่างใส่น้ำลงที่โต๊ะเล็กข้างเตียง
“รู้จักเจ้าค่ะ คุณชายหลิวที่คุณหนูเคยบอกว่าเขาหน้าตาหล่อเหลากว่าบุรุษทุกคนในเมืองหลวง วันนี้เขาก็ส่งของมาเยี่ยมท่านด้วยนะเจ้าคะ”
แผ่นหลังบางพลันแข็งเกร็ง นางกำผ้าห่มแน่น
“ข้า…ข้าเคยบอกเช่นนั้นหรือ”
นั่นมันความคิดตื้นเขินจริง ๆ
“ใช่เจ้าค่ะ หลังจากรู้ว่าคุณหนูล้มป่วย คุณชายหลิวเป็นห่วงคุณหนูมาก เขาฝากคนมาบอกว่าหากคุณหนูฟื้นแล้วให้แจ้งข่าวเขาทันที เช่นนั้นคุณหนูจะให้บ่าวไปจัดการเลยหรือไม่เจ้าคะ”
หลัวม่านอวี้เผลอตวัดตามองเจาเจา นางเค้นเสียงตอบกลับไป
“ไม่ต้อง!”
เจาเจาชะงักกับท่าทีของคุณหนูของตน ประสานมือที่หน้าท้องด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม
“ต่อไปไม่ต้องแจ้งอะไรเกี่ยวกับข้าให้เขารู้อีก เจ้าเป็นคนของข้า กินข้าวของจวนกั๋วกง อย่าให้เขาใช้เงินมาซื้อความภักดีของเจ้าเด็ดขาด หากข้ารู้ว่าเจ้าหรือผู้ใดยังคงเอาเรื่องของข้าไปรายงาน ข้าจะขายพวกเจ้าทั้งหมดออกไปทันที”
หลัวม่านอวี้โบกมือให้เจาเจาออกไปข้างนอก เมื่อได้อยู่ตามลำพัง ร่างบางพลิกกายนอนตะแคงน้ำตาพลันไหลริน
นางไม่ได้ร้องไห้เพราะความเสียใจ ไม่ได้ร้องไห้เพราะอาลัยอาวรณ์ แต่นางร้องไห้เพราะนางยังคงได้รับความยุติธรรม ได้รับโอกาสให้กลับมาอีกครั้งตามคำร้องขอ
ให้มันรู้กันไปว่าบุตรสาวของจิ้นกั๋วกงแห่งราชสำนักจะพ่ายแพ้ต่อคนพวกนั้นเป็นครั้งที่สอง
นางจะทำให้พวกสารเลวทั้งคู่ทุกข์ระทมยิ่งกว่านางในชาติก่อน ต้องคุกเข่าอ้อนวอนและเจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่านางให้ได้!