ฤดูเหมันต์เปลี่ยนไปแล้ว
นางเคยชอบฤดูเหมันต์มากที่สุด
หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน นางเคยชอบฤดูนี้มากกว่าผู้ใด ยามที่สองเท้าเหยียบย่ำไปตรงไหนก็สร้างรอยจารึกว่าครั้งหนึ่งนางเคยผ่านมา ก่อนสุดท้ายจะถูกกลบทับด้วยหิมะกองโตเช่นเดิม
สิ่งที่ทำให้นางชอบฤดูเหมันต์ที่สุดคือเสียงหัวเราะครื้นเครงของคนในครอบครัวเซ็งแซ่ฝ่าความหนาวเหน็บ ท่านแม่ทำอาหารจานโปรดอุ่น ๆ ให้นางกินในยามที่ฝ่ามือเย็นเฉียบ ท่านพ่อจ้างคณะละครชื่อดังมาสร้างความครื้นเครงในจวน บ่าวรับใช้จับกลุ่มก่อไฟสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
หลัวม่านอวี้ใช้ชีวิตในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้มาตลอดจนกระทั่งอายุสิบแปดปี
เพราะถูกเลี้ยงดูมาดั่งไข่มุกงามกลางฝ่ามือ เมื่อเติบโตเป็นสตรีงามวัยสะพรั่งก็ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ด้วยฐานะบุตรสาวเพียงคนเดียวของจิ้นกั๋วกงแห่งราชสำนัก นางอยากได้อะไรก็ต้องได้ นางต้องใจผู้ใด ก็ไม่เคยผิดหวัง
จนวันหนึ่งได้พบกับเขา หลิวเย่บุตรชายรองเจ้ากรมคลัง
นางยอมรับว่าคนผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาจึงให้ความสนใจ แต่เมื่อได้ยินว่าสตรีมากมายล้วนชมชอบเขานางจึงตัดสินใจคว้าเขามาไว้ข้างกาย
นานวันเข้าความใกล้ชิดแปรเปลี่ยนเป็นความรักและความลุ่มหลง ผู้คนต่างริษยาหลัวม่านอวี้ไม่น้อยที่เกิดมาในตระกูลที่ดี ทั้งยังมีคนรักหน้าตาหล่อเหลา แม้ฐานะอีกฝ่ายจะไม่ทัดเทียมแต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามากนัก
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าคนในสกุลหลัวไม่ได้คิดเช่นนั้น พวกเขาคัดค้านที่บุตรสาวจะแต่งออกเรือนให้กับหลิวเย่ คราแรกคิดเพียงว่าบุตรสาวแค่หลงใหลชั่วครู่ ครั้นเอ่ยปากอยากออกเรือนด้วยจิ้นกั๋วกงจึงไม่ยินยอม กระนั้นหลัวม่านอวี้หาได้ใส่ใจ หากบิดามารดาคัดค้านนางก็จะยืนด้วยลำแข้งตนเอง นางไม่เชื่อว่าพวกเขาจะทำใจตัดขาดนางได้ลง
‘หากท่านพ่อไม่ยอมรับเขา ลูกจะออกจากจวนสกุลหลัว ลูกจะแต่งงานกับเขาคนเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะ’
ด้วยความเป็นคนเสียหน้าไม่ได้ หลัวม่านอวี้ตัดสินใจแต่งกับหลิวเย่อย่างเอิกเกริก แม้ไร้เงาบิดามารดาก็ไม่สนใจ แน่นอนว่าบุรุษของนางอยากให้นางไปขอโทษบิดามารดา ครั้นเห็นว่าไม่ยอมฟัง เขาจึงให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักและดูแลนางให้ดีที่สุด
บุรุษที่ดีเช่นนี้หลัวม่านอวี้จะมีข้อกังขาใดได้อีก
ตั้งแต่นั้นมาหลิวเย่ไม่เคยผิดคำพูดที่ให้ไว้ นางจึงอยากตอบแทนเขา เพียงแค่อีกฝ่ายเอ่ยปากต้องการสิ่งใดนางก็หามามอบให้เขากับมือ ไม่มีสิ่งใดที่นางทำเพื่อเขาไม่ได้
แม้กระทั่งการเปิดกิจการค้าขายที่นางไม่เคยคิดจะทำ นางก็ยอมนำเงินไปลงทุนเพื่อเขาจนสินเดิมที่เคยมีร่อยหรอ
แต่สุดท้ายหลิวเย่ก็เปลี่ยนไป
หลังจากมาขอให้นางเปิดกิจการที่ต่างเมืองเพิ่มได้แล้ว หลิวเย่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เขามักพูดจาห่างเหิน ผลักภาระทุกอย่างให้นางดูแล บิดามารดาของเขาก็มักต่อว่าที่นางไม่ยอมอ่อนข้อให้กับครอบครัวเดิมของตนเอง หากยังได้ฐานะจิ้นกั๋วกงของบิดานางคอยสนับสนุน กิจการคงจะก้าวหน้าได้มากกว่านี้
นานวันเข้าเรื่องพวกนี้ก็เลยเถิด ในที่สุดหลิวเย่ก็ปันใจไปมีสตรีอื่น
หลัวม่านอวี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสตรีคนนั้นของสามีคือใคร เพียงได้ยินจากบ่าวรับใช้ในเรือนพูดกันเท่านั้น
แต่วันนี้นางได้เห็นแล้ว ใบหน้าของสตรีไร้ยางอายพร้อมกับประจักษ์ในความชั่วของสามีอย่างหลิวเย่!
หลัวม่านอวี้ลืมตามาอีกครั้งก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย รอบกายเป็นป่ารกชัฏวังเวงไม่น้อย ด้านหลังไกลสุดลูกหูลูกตาคือหลังคาอารามหงเสวี่ยที่นางเคยมาพร้อมกับหลิวเย่เมื่อไม่นานมานี้
แต่สิ่งที่ทำให้นางประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุดคือตัวนางกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ข้อเท้าและข้อมือถูกมัดเอาไว้แน่นหนา
หญิงสาวทบทวนสิ่งที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้นางกำลังกินข้าวพร้อมกับสามีที่เอาอกเอาใจสารพัดจนนางหลงดีใจ สุดท้ายสติก็พร่าเลือนไป
ทั้งหมดเป็นฝีมือของหลิวเย่!
ดวงตาแดงก่ำของหลัวม่านอวี้จ้องมองหญิงร้ายชายชั่วด้วยความเคียดแค้นอย่างที่สุด แม้พยายามขยับตัวเพื่ออยากไปตะกุยหน้าพวกมันเท่าใด ร่างกายก็ไม่อาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ริมฝีปากหนักอึ้งจนไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดได้
“เจ้าอยากลุกขึ้นมาจัดการข้าหรือ” สตรีนางนั้นกอดอกมองนางอยู่ที่ปลายเท้า เอ่ยกลั้วหัวเราะ “เจ้าลุกขึ้นสิ ลุกขึ้นเลย”
หลัวม่านอวี้เค้นแรงสุดความสามารถ แต่กระนั้นกลับว่างเปล่า นางทำอะไรไม่ได้เลย
“ยาไร้เรี่ยวแรงที่สามีของเจ้าหามาก็ใช้ได้ผลดีเหมือนกัน ไม่ผิดหวังจริง ๆ”
หลินเข่อซินกอดอก กวาดสายตามองร่างของศัตรูหัวใจที่นอนนิ่งบนเตียงไม้ไผ่ด้วยความสังเวช
หลัวม่านอวี้เป็นบุตรสาวของจิ้นกั๋วกงแล้วอย่างไร บัดนี้แม้แต่บ้านเดิมก็ไม่มีให้กลับ สินเดิมก็แทบจะหมดตัวแล้ว หลัวม่านอวี้ไม่ต่างอะไรกับเศษขยะไร้ค่า ทำประโยชน์อะไรให้นางกับหลิวเย่ไม่ได้อีกแล้ว
“เจ้าคงอยากรู้ล่ะสิว่าทำไมสามีของเจ้าถึงทำกับเจ้าเช่นนี้”
หลินเข่อซินมองไปทางหลิวเย่ที่นั่งหน้าราบเรียบอยู่ด้านข้าง นางเอ่ยเสียงเบากับหลัวม่านอวี้
“ข้าคือสตรีที่เป็นรักแรกของเขา ข้าบอกให้เขาไปซ้าย เขาก็ไม่คิดจะไปขวา บอกให้พาเจ้ามาที่นี่ เขาก็พามา” นิ้วเรียวไล้ไปตามกรอบหน้าของสตรีที่นอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ “ผู้ใดใช้ให้เจ้าระแคะระคายความสัมพันธ์ของข้ากับเขากัน ตนเองไม่เหลืออะไรแล้วยังจะทำตัวเป็นสตรีขี้ระแวงอีก หากเจ้าไม่ดื้อรั้นอยากยืนด้วยลำแข้งตนเอง ยอมกลับไปพึ่งพิงบิดาของเจ้า ข้าคงจะเกรงใจจิ้นกั๋วกงอยู่บ้าง”
“อื้อ! อื้อ!”
หลัวม่านอวี้ส่งเสียงร้องในลำคออย่างเคียดแค้น แต่หลินเข่อซินกลับหัวเราะออกมา
“ที่จริงหากบิดาเจ้ารู้ความจริง เขาอาจจะเป็นฝ่ายเกรงใจพวกข้าแทนก็ได้ อ้อ ข้าลืมไป ต้องขอบคุณที่เจ้ายอมเปิดกิจการให้หลิวเย่กับข้านะ ข้าสัญญาว่าจะดูแลกิจการนั้นของเจ้าให้ดี เงินของเจ้าก็จะใช้อย่างดี”
“ไม่ต้องพูดกับนางมากแล้ว จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญดังมาจากด้านหลัง หลิวเย่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างหลินเข่อซิน ก่อนเลื่อนมือไปโอบเอวบางเข้าหาตัว
“ข้าทนอยู่กับนางมานานแล้ว อย่าเสียเวลาอีกเลย”
หลัวม่านอวี้หายใจหอบถี่ แววตาสั่นระริก
ทนกับนางหรือ?
“ท่านเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้านางไม่กลัวนางจะเสียใจหรือ นางยังไม่ตายเลยนะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ถอยไปให้ข้าลงมือเอง หากนางยังอยู่เจ้าจะไม่ได้แต่งเข้าจวนข้า ลูกของเราก็จะเป็นเพียงแค่บุตรสายรอง ข้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่”
ร่างไร้เรี่ยวแรงรับรู้ความอัปยศพวกนี้จนเจียนคลั่ง พลันหยาดน้ำตาสายหนึ่งไหลเป็นทางอาบใบหน้างดงาม
นี่พวกเขาถึงขั้นมีอะไรกัน จนมีลูกด้วยกันแล้วหรือ
นางมันโง่ นางมันโง่เอง!
หลิวเย่ดันให้หลินเข่อซินถอยไปด้านหลัง ส่วนตนเองมายืนอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ของภรรยา
“เดิมทีข้าอยากได้ความช่วยเหลือในราชสำนักจากท่านพ่อตา และโชคดีที่เจ้าหลอกง่ายทั้งใช้เงินมือเติบ แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้ากลับดื้อรั้นเลือกตัดขาดกับบิดาเพราะบุรุษ ตอนนี้แม้แต่บ้านเดิมเจ้าก็ไม่มีให้กลับ ม่านอวี้ ยามนี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรต่อข้าแล้ว”
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน หยิบไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาถือไว้ในมือ เขามองร่างของหญิงสาวด้วยแววตาว่างเปล่า
“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะแจ้งกับทางครอบครัวเจ้าว่าเจ้าคิดมากเรื่องกิจการ ไม่สามารถหาทางออกได้จึงเลือกจบชีวิตตนเอง”
หลิวเย่กล่าวจบก็โยนท่อนไม้ติดไฟเข้าไปใต้เตียงไม้ไผ่อย่างไม่ลังเล พลันเปลวเพลิงเริ่มลุกท่วม ความร้อนลามแผดเผาทีละนิด เนื้อตัวของหลัวม่านอวี้แสบร้อนทรมาน แม้จะไร้เรี่ยวแรงแต่ความเจ็บปวดกลับทำให้หญิงสาวแผดเสียงโหยหวนออกมากรีดใจผู้ฟัง
ค่ำคืนนี้หิมะก็ยังคงตกหนักเช่นเดิม พื้นที่เคยขาวโพลนบัดนี้ละลายไปพร้อมกับความร้อนจากไฟที่กำลังลุกไหม้ท่วมร่างสตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
หลัวม่านอวี้กัดฟันสู้กับความทรมานที่แผ่นหลังจนถึงด้านหน้า นางได้กลิ่นไหม้คืบคลานเข้ามาทีละน้อย
ดวงตาสุกสกาวที่เคยมองหลิวเย่ด้วยความรัก บัดนี้มีแต่ความเคียดแค้น เส้นเลือดปูนโปนข้างขมับยังผลให้ดวงตาของสตรีที่กำลังทุกข์ทรมานกลายเป็นสีแดงฉาน
หลัวม่านอวี้เคยบอกว่าชอบฤดูเหมันต์ที่สุด แม้จะมีหิมะโปรยปรายตลอดวันชวนให้หนาวเหน็บ กระนั้นหากมีใครมอบความอบอุ่นให้ย่อมเป็นเรื่องดี
แต่ไม่ใช่ความอบอุ่นจนทรมานอย่างในตอนนี้
นางเคยชอบมองผู้อื่นก่อกองไฟ ล้อมวงสนทนาเรื่องราวเก่า ๆ ในจวนสกุลหลัว
แต่นางไม่ชอบกองไฟในตอนนี้
กองไฟที่กำลังเผาร่างของนางทั้งเป็น
นางเกลียดพวกมัน เกลียดบุรุษชั่วช้าอย่างหลิวเย่ เกลียดสตรีจิตใจต่ำทรามอย่างสตรีนางนั้น
วันนี้หลัวม่านอวี้ได้รู้แล้วว่านางเป็นเพียงแค่คนโง่คนหนึ่ง มอบทุกอย่างให้อีกฝ่ายโดยไม่เหลือหนทางให้หันหลังกลับ นางไม่ควรทุ่มเทใจให้ผู้ใดอีก นางไม่ควรมองข้ามความหวังดีของบิดามารดา
หากมีโอกาสอีกครั้ง นางจะขอแก้แค้นให้กับความอัปยศในครั้งนี้
ข้าหลัวม่านอวี้ จะต้องกลับมาเอาชีวิตพวกมันสองคนให้ต้องตกลงไปในปรโลกขุมที่ลึกที่สุดให้ได้!