ผ้าพันแผลยังพันอยู่บนหัวเอวาลินเช่นเดิม มีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย เขาค่อยๆย่องลงไปในห้องครัวแบบเงียบๆ ยังดีที่ นี่ไม่ใช่เวลาที่พวกพ่อครัวจะมาทำอาหารเพราะมันเลยมื้อเที่ยงมาแล้ว เขาเลยพอจะมีเวลาหาของกินใส่ปากอยู่บ้าง
สุดท้ายก็ได้ก้อนขนมปังแข็งๆมากินแก้ขัด ให้ตายเถอะทำไมเกิดเป็นเจ้าชายทั้งที ชีวิตไม่เห็นสบายตรงไหน
แว็บหนึ่งที่หางตาเอวาลินสังเกตเห็นหัวสีขาวๆแว๊บๆอยู่ตรงมุมห้อง เดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร สามีคนที่ 5 เป็นคนเดียวที่มีผมสีขาว ตั้งแต่แต่งงานกันมาเขายังคอยหลบหน้าเอวาลินอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าโดนใครในปราสาทนี้เป่าหูอะไรไปบ้าง
สามีคนที่ 5 ชื่อ ‘โคล’ ไม่มีชื่อนามสกุลเพราะเขาเป็นทาสคนหนึ่งที่อยู่ในตระกูลมอนโรล มันเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางผู้ร่ำรวยและขึ้นชื่อเรื่องการค้ามนุษย์ โคลถูกใช้เป็นทาสsexเพื่อระบายความไคร่ของผู้หญิงในตระกูลนั้น ข้อเสนอของเจ้าของร่างก็คือช่วยเขาออกมาจากการเป็นทาสตระกูลมอนโรลแลกกับการแต่งงานกับตัวเอง
ซึ่งเจ้าของร่างก็ยอมนั่นแหละเพราะใบหน้าของโคลงดงามและส่วนนั้นของเขาก็ใหญ่มาก แค่กๆ ผู้หญิงในตระกูลมอนโรลถึงได้ชอบมันนัก แน่นอนว่าตระกูลมอนโรลจะยอมเสียทาสชายคุณภาพดีให้เจ้าชายไร้ประโยชน์ไปทำไม แต่สุดท้ายพวกเขาก็สู้ความยิ่งใหญ่ของตระกูลจักรพรรดินีไม่ได้ พระนางใช้อำนาจของตัวเองกดดันให้ตระกูลมอนโรลยกโคลให้เอวาลินได้สำเร็จอยู่ดี
แต่น่าสงสารเจ้าของร่างตรงที่ข้อเสนอของโคลคือห้ามทำอะไรเขาเด็ดขาด เพราะโคลหวาดกลัวsexและการถูกสัมผัสตัว ไม่ชอบถูกจ้องมอง น่าจะเป็นปมจากการโดนย่ำยีในตระกูลมอนโรล พอเป็นแบบนี้เอวาลินคนก่อนเลยเลิกสนใจโคลแล้วให้เขาอาศัยอยู่ในห้องข้างๆแทน
แต่ไม่รู้ไปโดนเป่าหูมาจากไหน โคลถึงไม่ค่อยกลับไปนอนในห้องนั้นและชอบมาสิงในห้องครัวแทน และดูท่าเจ้าตัวคงเห็นเขาแล้วด้วยถึงได้หลบอยู่มุมห้องไม่ออกมาทักทายกันแบบนั้น
ไม่รู้ว่าแม่นางเอกใช้อะไรในการแก้ปมในใจโคล เพราะเขายังเล่นรูทนี้ไม่ผ่านเลย สิ่งหนึ่งที่รู้เกี่ยวกับโคลคือเขาชอบอิสระ เพราะเคยถูกขังอยู่เป็นเวลานาน และเกลียด sex มากเพราะเขาถูกบังคับให้ทำมันทุกวัน ถ้าถามหมอในยุคปัจจุบันโคลคงถูกส่งไปพบจิตแพทย์ เพราะจิตใจของเขาบอบช้ำเกินไป คนธรรมดายากที่จะช่วยได้
“ข้าจะไปแล้ว เจ้าไม่แอบหรอก”ว่าจบเอวาลินก็คาบขนมปังไว้ในปากแล้วเดินออกจากห้องครัวไป
ชายผมขาวเดินออกมาจากที่ซ่อนด้วยความแปลกใจ ‘ไหนคนพวกนั้นบอกว่าเจ้าชายมีชีวิตสุขสบายไง ทำไมเขาถึงกินขนมปังแข็งๆล่ะ...ที่สำคัญนั่นขนมปังของข้านะ’
หลังจากยัดขนมปังรสชาติไม่ได้เรื่องเข้าปากแล้ว ขั้นแรกก็ต้องคิดแผนให้มีชีวิตรอดอยู่ที่นี่ได้แบบสงบก่อน!! ความจริงแล้วหน้าที่ของเจ้าชายควรจะเป็นการทำงานเพื่อราษฎรแต่เอวาลินไม่ได้ทำอะไรเลย มันไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากทำแต่ทำไม่ได้ต่างหาก จักรพรรดิสั่งห้ามไม่ให้เขาทำงาน ไม่ให้เขาทำอะไรสักอย่าง สิ่งเดียวที่อนุญาติให้ทำคือแค่มีชีวิตอยู่เฉยๆและทำตัวร้ายกาจไปวันๆก็พอแล้ว
จักรพรรดิไม่ต้องการให้ประชาชนรักเอวาลิน ไม่ต้องการให้ขุนนางคนไหนสนับสนุนเอวาลิน แม้ว่าจักรพรรดิจะยังหาหญิงคนรักและลูกที่หายตัวไปไม่พบ แต่สักวันนางเอกเกมคนนั้นต้องกลับมาแน่ เมื่อนางเอกก้าวเข้ามาในปราสาท เกมก็จะเริ่มและตัวละครทุกตัวจะถูกปักธง!!
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเพียงจักรพรรดิ จักรพรรดินีและเอวาลินเท่านั้นที่รู้ ขุนนางคนอื่นคิดว่าเอวาลินแค่ขี้เกียจทำงานเท่านั้น
บรรดาข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับเอวาลินจากที่แย่อยู่แล้ว ก็ถูกจักรพรรดิสั่งให้คนโหมข่าวลือนั้นให้หนักยิ่งๆขึ้นไปอีก
แต่จะอยู่เฉยๆแล้วทนกินขนมปังแข็งชนิดที่ปาหัวหมาแตกแบบนั้นทุกวันๆก็คงไม่ดีแน่ ขั้นแรกเลยคือหาเงิน! ถึงจักรพรรดินีส่งเงินและอาหารดีๆมาให้เอวาลินบ้างแต่มันก็ถูกจักรพรรดิริบไปจนหมด เขาบอกกับเอวาลินว่า
‘อะไรก็ตามที่เข้ามาในปราสาทแห่งนี้มันก็คือของข้า แม้แต่ตัวเจ้าก็เป็นของข้า ข้าจะทำอะไรกับเจ้าก็ได้”
เอวาลินจึงเป็นเจ้าชายที่ยาจกมากอย่างที่เห็น ยังดีที่เวลาออกไปข้างนอกเขายังพอมีชุดที่ดูดีหน่อย เพราะจักรพรรดิไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเอวาลินอยู่อย่างยากลำบาก แต่ต้องการให้คนนอกคิดว่าเอวาลินเป็นเจ้าชายไร้ประโยชน์ที่มีชีวิตอย่างสุขสบายเพราะต้องการให้คนเกลียดเขามากๆนั่นเอง
แล้วแบบนี้จะหาความเห็นใจจากเหล่าสามีทั้ง 7 ยังไงล่ะ...อืม นั่นสิ นั่นแหละปัญหา ถ้าทำตามข้อเสนอของสามีอีก 4 คนที่ไม่มีอำนาจมากมายสำเร็จมันก็พอจะรอดอยู่หรอกนะ แต่สามีผู้สูงศักดิ์ทั้ง 3 คนนี่สิ...เห็นทีคงมีแต่ต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดแล้วแหละ พอนางเอกมาค่อยยอมหย่าให้
การอยู่อย่างสงบๆมันก็ต้องมีเงิน!! ใช่แล้วเงิน!! ถ้ามีเงินถึงไม่มีใครใส่ใจหรือรักในตัวเอวาลินก็ช่างมันสิ ค่อยหนีออกจากที่นี่ตอนมีเงินแล้วดีที่สุด!
แต่จะเดินดุ่มๆไปหาเงินมาเลยก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ อย่างน้อยก็ต้องรู้เรื่องราวในโลกนี้คร่าวๆก่อน
“ไปห้องสมุดดีกว่าแหะ”ยังที่จักรพรรดิไม่ได้ห้ามเจ้าของร่างอ่านหนังสือด้วยไม่งั้นไม่รู้แล้วว่าจะเอาตัวรอดในโลกนี้ยังไง
เอวาลินมุ่งตรงไปที่ห้องสมุดเล็ก ๆในเขตวังของตัวเองทันที เขาไม่ได้ไปห้องสมุดใหญ่เพราะมันเป็นของจักรพรรดิและสมาชิกในราชวงศ์ ส่วนห้องสมุดเล็กเป็นของขุนนาง และเอวาลินไม่ได้ถูกนับรวมไปด้วยเลยต้องใช้ห้องสมุดเล็ก แน่นอนว่าพอแม่นางเอกเข้ามาที่นี่ นางก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องสมุดใหญ่ทันที สองมาตรฐานชัดๆ
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก แค่ข้อมูลโลกนี้คร่าวๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปห้องสมุดใหญ่สักนิด!!
เอวาลินจัดการขังตัวเองไว้ในห้องสมุดตั้งแต่เที่ยงยันเย็น แน่นอนว่าเรื่องราวตั้งแต่ฟื้น หาข้าวกินเอง จนมาหาหนังสืออ่าน เขายังไม่พบเมดคนไหนมาดูแลเขาสักคนให้ตายเถอะ เป็นเจ้าชายที่ใครๆก็เกลียดจริงๆเลยนะ
ฉับพลันหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหัวสีเขียวๆแว๊บๆอยู่ตรงชั้นหนังสือวิทยาศาสตร์ เอวาลินอ่านหนังสือจนพอใจแล้วเขาจึงละจากหน้ากระดาษตรงหน้าแล้วตรงไปที่เจ้าของผมสีเขียวคนนั้น
พอเอวาลินโผล่หน้าไปเข้าดู คนผมเขียวก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้ามาเป็นปกติพร้อมขยับแว่นตาดันขึ้น “มีอะไรครับ”เขาถามเสียงเรียบ
“ไม่แปลกใจเลยนะที่เจอเจ้าที่นี่”หมอนี่คือสามีคนที่ 6 ‘เมดิสัน คอนวาน’ เป็นสามัญชนคนธรรมดาที่มีมันสมองที่ยอดเยี่ยม!! แต่ที่เจ้าของร่างแต่งงานกับเขาเพราะเขาหล่อนะ แค่ก! เขามีความฝันว่าอยากเปิดศูนย์วิจัยและทดลองผลิตยารักษาโรคต่างๆ เพราะอาณาจักรฟอร์ลันเทียที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่เกิดโรคระบาดบ่อยมาก และมันก็คร่าชีวิตชาวบ้านไปเยอะมากในประวัติศาสตร์ ไม่แปลกที่ทำไมเขาจึงอยากผลิตยารักษาโรคขึ้นมา
น่าเสียดายที่เขาไม่มีคนทุนและคนสนับสนุน หากเขาเป็นขุนนาง เงินสนับสนุนคงตกใส่หัวเขาได้ไม่ยาก แต่เพราะเขาเป็นสามัญชนมันจึงไม่มีโอกาศนั้น เขาจึงยื่นข้อเสนอกับเจ้าของร่างว่าจะแต่งงานด้วยแลกกับเงินสนับสนุน ซึ่งเจ้าของร่างก็ตอบตกลงไปส่งๆ จริงๆแล้วเจ้าตัวมีเงินที่ไหน เป็นเจ้าชายยาจกขนานแท้
และเมดิสันก็เป็นสามีคนเดียวที่ยอมมีอะไรกับเจ้าของร่างเพื่อแลกกับเงินสนับสนุนนั่น...น่าเสียดายที่เจ้าของร่างก็ไม่มีตังเช่นกัน พวกเขาถึงไม่เคยได้กันสักครั้ง
เมดิสันตอบกลับ “นั่นสิครับ มันไม่น่าแปลกใจถ้าจะเจอข้าที่นี่ แต่มันน่าแปลกที่ข้าเจอท่านที่นี่ต่างหาก เจ้าชายมานั่งอ่านตั้งแต่เที่ยงเหรอครับ”
อย่างที่เห็นเขาค่อนข้างสุภาพ เจ้าของร่างเลยรู้สึกเบื่อๆ พอรู้ว่าตัวเองไม่มีเงินไปสนับสนุนเมดิสัน เขาก็ลืมสามีคนนี้ไปโดยปริยา
“เอ...เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดเลยเหรอ”เอวาลินแกล้งถามกลับ แต่ที่ถามไปนั่นสงสัยจริงๆนะ นั่งอ่านตั้งหลายชั่วโมงยังไม่เห็นโผล่มาทักทายสักนิด
“กระหม่อมก็อยู่ที่นี่ทั้งวันนั่นแหละครับ อยู่ทุกวันด้วย คำถามนั่นน่าจะคำถามของข้ามากกว่า”
มีย้อนด้วย ดุจังวุ้ย!
“ข้าก็แค่มาศึกษาข้อมูลอะไรนิดหน่อย...”เขาตอบเสียงอุบอิบ
“คนอย่างท่านสนใจที่จะหาความรู้ด้วยเหรอครับ ข้าสงสัยแล้วสิว่าท่านอยากรู้อะไรถึงได้มานั่งอ่านหนังสือทั้งวันแบบนี้”เมดิสันยิ้มเยาะ
เอวาลินหน้ามุ้ย “ข้ามาอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ไปหาเงินต่างหากเล่า!”
“เงิน? ท่านอย่าโกหกดีกว่า เจ้าชายอย่างท่---”
“เจ้าชายอย่างข้ามันทำไมเหรอ! เจ้าคิดว่าข้าเป็นเจ้าชายแล้วจะมีเงินเยอะรึไง ข้าก็ตัวคนเดียว พ่อก็ไม่รัก สามีก็ไม่แล แม่ก็อยู่ไกลตา ข้ารับใช้ก็รังแก! เจ้าคิดว่าข้าจะมีเงินรึไง!”
“เออ...ข้า”เมดิสันอึกอักพูดไม่ออก เขาได้ยินมาบ้างว่าเจ้าชายเอวาลินไม่ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิ แต่จักรพรรดิจะไม่ให้เงินเขาใช้จริงเหรอ?
“ข้าน่ะสัญญากับเจ้าว่าจะให้เงินมาสนับสนุนงานวิจัย แต่ข้าไม่มีเงินเลย ข้าสัญญาทั้งๆที่ทำไม่ได้ ข้าเลยมาหาทางทำตามสัญญาอยู่นี่ไงเล่า!”
“เจ้าชาย...คือข้า”ขอโทษ คำสุดท้ายเมดิสันไม่ได้พูดออกไปราวกับอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอ เขาปากแข็งเกินไป..
เมดิสันยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เอวาลินพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “เอาไปเช็ดหน้าตาสิ ข้าไม่อยากถูกกล่าวหาว่ารังแกท่าน”
เอวาลินรับผ้าเช็ดหน้ามาแบบงงๆก่อนจะจับที่หน้าตัวเองพบว่ามันมีน้ำตาอยู่จริงๆ ราวกับเมื่อกี้คือสิ่งที่ระเบิดออกมาจากใจเจ้าของร่าง เขาเสียใจจริงๆทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนโดนกระทำ ไม่ได้เป็นคนสัญญาแท้ๆ ชาติก่อนน่ะเขาเป็นจิตกรชื่อดัง มีคนชื่นชมและมอบความรักให้มากมายพอมาโดนกระทำแบบนี้เลยรู้สึกแย่ล่ะมั่ง...ใช่มันคงเป็นเบบนั้น ที่เขาเสียใจขนาดนี้เพราะยังไม่ชินกับโลกใหม่เท่านั้นนั่นแหละ!
“ขอโทษที่อยู่ดีๆก็ร้องไห้นะ เดี๋ยวซักแล้วจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาคืนให้”ให้ตายเถอะ น่าขายหน้าชะมัด!
“ที่ท่านบอกว่าจะหาเงินมาช่วยงานวิจัยข้านั่นเป็นเรื่องจริงเหรอ”เมื่อเมดิสันเห็นเอวาลินอารมณ์เย็นลงแล้วก็หันมาถามต่อ
“ใช่! ข้ามีแผนจะออกไปจากที่นี่ ขั้นแรกก็ต้องมีเงินใช่ไหมล่ะ พอมีเงินแล้วก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพวกเจ้าทุกคนก่อน ข้าจะถึงจะจากไปได้แบบสบายใจ”
“ทำไมท่านต้องทำแบบนั้นด้วย ถ้าสมมติท่านสามารถหาเงินได้แล้ว ท่านจะหนีออกไปโดยไม่สนใจคำสัญญาของพวกข้าก็ได้นิ”
เอวาลินส่ายหน้า “มันคาใจน่ะ”อย่างที่รู้ว่าเอวาลินเป็นเจ้าชาย แต่ไม่เคยได้รับอนุญาติให้ทำคุณประโยชน์เพื่อประเทศสักอย่าง อย่างน้อยมอบเงินทุนให้เมดิสันเอาไปช่วยคนน่าจะดีกว่า ที่สำคัญเขาเป็นคนที่รักษาสัญญามาก ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรสัญญา ถึงจะไม่ใช่คนสัญญาเองก็เถอะ แต่ยังไงเขาก็เข้ามาใช้ร่างนี้แล้ว ทำให้มันจบๆแล้วหนีไปใช้ชีวิตอย่างสบายใจดีกว่า
แถมสัญญาพวกนี้ก็ไม่ได้แย่นี่ เขาให้อิสระกับสามีคนที่ 5 อย่างโคล ให้เงินทุนวิจัยกับสามีคนที่ 6 อย่างเมดิสัน แล้วก็สัญญาของสามีคนที่ 4 กับ 7 ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร
เออ...ไม่สิ จริงๆสัญญาที่ให้ไว้กับสามีคนที่ 4 กับ 7 นั่นแหละปัญหา แต่ช่างเรื่องนี้ไปก่อน ช่วยเท่าที่ทำได้ก่อนล่ะกัน!
เมดิสันยังไม่ไว้ใจเอวาลินมากนักจากวีรกรรมที่ผ่านมาของเจ้าตัว นี่มันแปลกเกินไป ที่สำคัญหาเงิน? เขาจะทำได้เหรอ มันไม่ใช่สิ่งที่หาอ่านเอาจากหนังสือแล้วจะทำให้มีเงินสักหน่อย ไม่งั้นเขาคงหาเองแล้วไม่ต้องแต่งงานเอาตัวเข้าแลกแบบนี้หรอก
เอวาลินเห็นสายตาของเมดิสันก็พอจะเดาความคิดเจ้าตัวออกเลยพูดดักไปคำนึง “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้าไม่ต้องเชื่อข้าก็ได้ แค่รอดูผลลัพธ์ก็พอ ถ้าข้าทำได้เจ้าจะมีเงินทำวิจัย ถ้าทำไม่สำเร็จเจ้าก็แค่หัวเราะเยาะข้าแล้วบอกว่าข้าอวดดีก็ได้”
“ข้าไม่หัวเราะเยาะคนที่มีความพยายาม นั่นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของท่านด้วย”
“ใครจะไปรู้ล่ะ ก็ทุกคนตัดสินตัวข้าจากคำพูดของคนอื่นอยู่แล้ว ถึงข้าพยายามมากเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้หรอก เจ้าก็ตัดสินตัวข้าจากคำพูดของคนอื่นเช่นกัน ถ้าข้าหาเงินมาไม่ได้ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะหัวเราะเยาะข้าแล้วบอกว่าข้าอวดดี”
“ข้า...”เมดิสันรู้สึกพูดไม่ออกเป็นครั้งแรก ตอนแรกเขาเดาตัวเองในตอนนั้นไม่ออกว่าถ้าเอวาลินกลับมาแล้วบอกว่าหาเงินไม่ได้เขาจะทำตัวยังไง แต่พอเอวาลินพูดแบบนั้นเขาก็เริ่มคิดขึ้นมาว่า...บางทีเขาอาจจะยิ้มเยาะแล้วบอกเจ้าตัวว่าไม่แปลกใจกับผลลัพธ์เท่าไหร่
แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจว่าไม่ใช่อย่างที่เจ้าตัวกล่าวหา “เรื่องนั้นข้ายอมรับว่าอาจจะจริง แต่เรื่องที่ตัดสินท่านจากคำพูดของคนอื่น ข้าไม่เคยทำแน่นอน”
เอวาลินเลิกคิ้ว “งั้นไหนยกตัวอย่างความร้ายกาจของข้ามาสิ เอาอันที่เจ้าเห็นกับตาตัวเองนะ”
“วันนั้นข้าเดินผ่านในโถงกลาง ข้าเห็นท่านกำลังทุบตีเมดรับใช้อยู่”
“นางเอาขนมปังขึ้นรามาให้ข้ากินต่างหาก”
“แล้วที่ข้าเคยเห็นท่านตัดผมของพ่อครัวจนเขาผมแหว่งล่ะ”
“เขาใส่ผมลงในซุปของข้าตั้ง 10 เส้น อยากให้ข้ากินซุปเส้นผมรึไง!”
“แต่...”
“เจ้าจะบอกว่าข้าทำแรงไปใช่ไหมล่ะ ใช่มันก็อาจจะแรงไป แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ข้าต้องเจอ เจ้าจะรู้ว่ามันไม่ได้แรงไปตรงไหนเลย ถ้าข้าวางเฉยแล้วปล่อยให้เมดเอาขนมปังขึ้นรามาให้ข้ากิน นางจะเอามาเรื่อยๆเพราะเห็นว่าข้าไม่ต่อต้าน ถ้าข้าปล่อยให้พ่อครัวเสิร์ฟซุปเส้นผมต่อไป ข้าจะได้กินมันทุกวัน แต่ถ้าข้าโวยวายแล้วแสดงท่าทีต่อต้าน พวกเขาจะเริ่มกลัวว่าข้าจะทำร้ายพวกเขากลับ อย่างน้อยก็จะแกล้งข้าน้อยลง แต่สิ่งที่ข้าต้องเจอมันหลังจากนี้ต่างหาก...หลังจากที่ข้าเอาคืนพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เรื่องทุกอย่างจะถึงหูจักรพรรดิและข้าจะถูกลงโทษให้อดอาหารแทน”
เมดิสันกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย “ทำไมล่ะ ทำไมเจ้าถึงโดนลงโทษเพราะแค่เอาคืน เขาไม่รู้สาเหตุที่เจ้าทำเหรอ”
เอวาลินยักไหล่ “ไม่รู้สิ แต่มันจะสำคัญอะไรล่ะ ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อน แต่ถ้าจักรพรรดิรู้ว่าข้าก่อเรื่อง เขาจะลงโทษข้าโดยไม่ฟังเหตุผลอะไร”
“แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว เรื่องแบบนี้ควรจะสืบสวนก่อนไม่ใช่เหรอ...ไม่สิ ถึงทำจริงๆ มีเจ้าชายประเทศไหนโดนลงโทษเพราะทำร้ายเมดกัน”
“เจ้าจะสนใจทำไมล่ะ ในเมื่อเจ้าก็ยังไม่หาสาเหตุเลย เจ้าตัดสินข้าทันทีที่เห็นข้าทำร้ายพวกเขา”
เมดิสันถึงกับชะงัก “ข้า...คือ...”เขาเถียงไม่ออก...
“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องสำนึกผิดอะไรเลยด้วย แค่อยู่เฉยๆก็พอ เดี๋ยวข้าก็จะออกไปจากที่นี่แล้ว”