“อี๋” เนยครางออกมาเบาๆ พร้อมกับขัดมือตัวเองไม่หยุด สีหน้าแสดงความขยะแขยงออกมาตลอดเวลายามเมื่อคิดถึงสาเหตุที่นำพาให้ตัวเองต้องมาล้างมืออย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าอะไรที่มันมาดลใจเหมือนกันถึงได้ใจกล้าบีบลงไปซะเต็มไม้เต็มมือแบบนั้น ยังดีหน่อยที่มีกางเกงขวางกั้นเลยไม่ต้องสัมผัสไอ้ของที่อยู่ข้างในตรงๆ
แต่...ไอ้วุฒิน้อยขนาดมันก็ไม่ใช่เล่นเลยนะ
เฮือก!!
เนยถึงกับสะดุ้งเฮือกสะดุดเข้ากับความคิดตัวเองอย่างจัง ก้มลงมองฝ่ามือที่อยู่ในอ่างล้างหน้าแล้วก็รีบสะบัดหัวไปมาแรงๆ เพื่อไล่ความคิดบ้าๆ ให้ออกไป ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปคิดถึงเรื่องนั้นหรอกแค่มันเพลินไปนิด แต่นั่นแหละ ถึงเขาจะหลุดปากชมมันในเรื่องนั้น ไม่ได้แปลว่าเขาจะหลงเสน่ห์หรือไปชอบมันหรอกนะ ก็แค่เผลอไปวูบหนึ่งเท่านั้น
“สงสัยช่วงนี้ห่างล่ะมั้ง” เนยพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมกับล้างมือไปเรื่อยๆ อย่างอ้อยอิ่ง จิตใจเหม่อลอยนึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ของตัวเอง
จะว่าไปแล้วเขาก็เพิ่งรู้สึกตัวเหมือนกันว่าตัวเองห่างหายจากการทำเรื่องอย่างว่ามานานพอสมควร ไหนจะการที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวกลางคืนเหมือนทุกๆ คืนที่ต้องไป ไม่ได้อ่อยเหยื่อโปรยเสน่ห์ใส่ใครเหมือนที่ชอบทำมาตลอด
มันแปลก...เป็นความแปลกและผิดวิสัยไปหมดจากสิ่งที่เคยเป็น โดยที่ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไม จะว่าเบื่อกับแสงสีก็ไม่น่าจะใช่ เบื่อการพบปะผู้คนก็ไม่ถูกเท่าไร ถ้าบอกว่าเบื่อผู้ชายไปแล้วอันนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่สุด เขายังชอบแสงสีในตอนกลางคืน ชอบกับการได้เจอคนใหม่ๆ ยังชอบมองหาผู้ชายมาควง
ถ้าอย่างนั้น...สาเหตุที่พฤติกรรมเขาเปลี่ยนมันคืออะไรกันล่ะ
“เฮ้อ…” เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็ง ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำหลังจากที่เปิดมันเพื่อล้างมือมาร่วมหลายนาที จากนั้นก็สะบัดมือไล่หยดน้ำที่เกาะอยู่เบาๆ
“เหี่ยวหมด” มองฝ่ามือที่ขาวซีดและเหี่ยวย่นของตัวเองอย่างไม่พอใจเท่าไร ยิ่งนึกถึงสาเหตุที่ทำให้มือสวยๆ ของตัวเองต้องมาต้องอยู่ในสภาพนี้ก็ยิ่งหงุดหงิด กระแทกเท้าเดินปึงปังใบหน้างอง้ำออกจากห้องน้ำไปอย่างคนอารมณ์เสีย
เดินพ้นห้องน้ำออกมาได้ไม่เท่าไรก็มายืนเคว้งคว้างอยู่หน้าคณะเพราะไม่รู้จะไปไหนดี จะกลับหอก็รู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะกลับ จะไปเที่ยวเพราะรู้สึกว่าห่างหายมานาน ฟ้าก็ดันสว่างโร่ขนาดนี้ ผับที่ไหนจะมาเปิด ยืนคิดไม่ตกหาทางไปไม่ได้อยู่นาน สายตาก็มองไปเห็นรถมินิคูเปอร์คันสีชมพูแปร๋นขับผ่านหน้าไปพอดี รอยยิ้มเล็กๆ ก็เผยขึ้นอย่างยินดี
‘เขามีที่ไปฆ่าเวลาแล้วล่ะ’ คิดในใจอย่างลิงโลดก่อนจะหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังทิศทางฝั่งตรงข้าม ไปยังสถานที่ที่ไม่ได้ไปเยือนนานแสนนาน ที่ที่เห็นเพียงยอดตึกอยู่ไกลๆ
‘คณะวิศวฯ’
+++++++++++++++
โดมยืนทำหน้าหงิกท่ามกลางวงล้อมของบรรดารุ่นน้องผู้หญิงมากหน้าหลายตาด้วยอาการเซ็งสุดๆ สายตามองเลยผ่านกลุ่มคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังไปยังเพื่อนสนิทที่ยื่นห่างออกไปด้วยสายตาคาดโทษ ซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้สำนึกผิดเลยสักนิดที่กำลังทำให้เขาเดือดร้อน มิหนำซ้ำยังยักคิ้วหลิ่วตาส่งยิ้มกวนประสาทโบกมือหย็อยๆ ให้อย่างยินดีด้วยซ้ำ คิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ราวๆ 2-3 นาที แล้วก็อยากจะหักคอไอ้ตัวแสบอย่างไอ้พีทซะเหลือเกิน
หลังจากเลิกเรียนเขากับไอ้เพื่อนทั้งสองตัวก็ออกจากห้องมากันตามปกติ ปากก็คุยกันเรื่องอาหารที่จะหาใส่กระเพาะเย็นนี้อยู่นั้น ช่วงจังหวะที่กำลังก้าวขาออกมาจากลิฟต์ สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลซะก่อน ทำเอาขาที่กำลังยกก้าวชะงักค้างถอยหลังกรูดจนติดกำแพงลิฟต์
เขาไม่รู้ถึงขั้นแน่ใจหรอกนะว่าสาวๆ กลุ่มนั้นมาหาใครหรือมารออะไร และก็ไม่ได้หลงตัวเองอะไรด้วย แต่เป็นด้วยสัญชาตญาณรวมกับประสบการณ์ที่ผ่านมา มันทำให้เขาคิดได้อย่างเดียวว่าบุคคลหรือสิ่งที่สาวๆ กลุ่มนั้นรอต้องเป็นเขาแน่ๆ พอสมองประมวลได้แบบนั้น สองมือก็ยื่นไปคว้าเข้าที่คอเสื้อของไอ้เพื่อนรักทั้งสองตัวทันที ตั้งใจว่าจะลากออกไปให้พ้นรัศมีการมองเห็นให้เร็วที่สุด แต่โชคดีมันไม่เข้าข้างเพราะไอ้ตัวโชคร้ายอย่างไอ้พีทดันมองเห็นสาวๆ กลุ่มนั้นเหมือนกันน่ะสิ แล้วมันก็ตะโกนบอกชาวบ้านเสียงดังว่าเขาอยู่ตรงนี้ ผลเลยอย่างที่เห็น คนกรูมาหาในชั่วเสี้ยววินาที ส่วนไอ้ตัวก่อเรื่องก็ถอยห่างไปยืนดูอยู่นอกวงอย่างสนุกสนาน
“เฮ้ยมึง กูไปรอที่ซุ้มก่อนนะ” พีทตะโกนแทรกขึ้นมาพร้อมกับหันหลังเตรียมตัวชิ่ง มืออีกข้างก็กำข้อมือของเลิฟไว้แน่นเตรียมลากไปด้วยกัน
“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อ…” เห็นแบบนั้นโดมก็ตะโกนเรียกเอาไว้อย่างร้อนรนแต่ก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะพีทลากเลิฟที่ยังยืนทำหน้าเหลอหลาเดินละลิ่วไปแล้ว ชนิดที่ว่าไม่คิดจะหันมาสนใจชีวิตน้อยๆ ในร่างควายๆ อย่างโดมเลยสักนิด มองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยสายตาละห้อย อยากจะเดินตามทั้งคู่ไปใจจะขาด แต่ติดอยู่เพียงอย่างเดียว…
“เฮ้อ…” มองเหล่าหญิงสาวที่รายล้อมเหมือนกำแพงมนุษย์แล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงหนีสาวๆ พวกนี้ไม่พ้นสักทีก็ไม่รู้สิชีวิต
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อหลีกก็ไม่ได้หนีก็ไม่พ้นโดมจึงต้องจำใจเอ่ยถามออกไปอย่างเสียไม่ได้ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ พร้อมกับใบหน้าเฉยชาตามสไตล์ที่ทำอยู่เป็นประจำ แบบที่คิดเอาเองมาตลอดว่าไอ้การไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่หือไม่อือกับใคร ทำตัวเหมือนคนไร้ตัวตนที่สุดอย่างนี้จะทำให้คนไม่มาวุ่นวาย แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่เคยได้ผล ซ้ำยังไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด
“เอ่อ...พี่โดมคะ” เสียงเรียกเล็กๆ ในแบบที่ตัวเองพยายามจะทำดังขึ้นเบาๆ อยู่ด้านข้าง ทำให้โดมต้องยอมละสายตาจากเพื่อนมามองอีกฝ่ายอย่างเสียไม่ได้ และสิ่งที่เห็นก็ทำเอาอยากหันหนีมองผ่านอีกสักรอบ
ใบหน้าแดงซ่าน ท่าทางเขินอาย บิดไปบิดมา ดวงตาปรือปรอยของสาวๆ รุ่นน้องทำเอาโดมไม่รู้จะแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกยังไงออกไปดี มันเป็นอะไรที่เห็นบ่อยครั้งแต่ไม่เคยชินกับมันสักที
“ตกลงว่ามีอะไรกันครับ” และก็เป็นโดมอีกเช่นเคยที่ต้องเอ่ยปากถามออกไป เพราะถ้าขืนรอให้พวกสาวๆ ตรงหน้าเอ่ยปากถามคงอีกนาน ก็เล่นเรียกให้เขาหันมา แต่พอหันมาก็มาทำตาเคลิ้มเป็นรูปหัวใจใส่ซะอย่างนั้น แล้ววันนี้มันจะคุยกันรู้เรื่องไหม
“คือ...พวกเราขอลายเซ็นพี่หน่อยได้ไหมคะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ พร้อมกับยื่นสมุดที่มีลายเซ็นอื่นๆ อีกนับสิบไปหาโดม
“ได้ของคนอื่นๆ มาครบแล้วเหรอครับ” โดมเหลือบตามองสมุดในมือของรุ่นน้องเล็กน้อยแล้วถามออกไป โดยที่ไม่คิดที่จะรับสมุดเล่มนั้นมาเซ็นชื่อตัวเองลงไปง่ายๆ
“ครบแล้วค่ะพี่” รุ่นน้องคนเดิมตอบด้วยน้ำเสียงแข็งขัน พร้อมกับดันสมุดในมือไปให้โดมดูใกล้ๆ เพื่อยืนยัน เห็นท่าทางหนักแน่นของอีกฝ่ายแล้วโดมก็ต้องขมวดคิ้วเป็นปม ยื่นมือไปคว้าเอาสมุดที่ว่ามาเปิดดูข้างในอย่างรวดเร็ว ซึ่งในนั้นประกอบไปด้วยชื่อเพื่อนร่วมรุ่นรวมถึงน้องๆ ปี 2 เป็นร้อยๆ ชื่อ ซึ่งเจ้าของชื่อบางชื่อตัวโดมเองก็จำหน้าไม่ได้ ไม่รู้จักด้วยซ้ำไป แล้วน้องคนนี้ไปล่าลายเซ็นพวกนี้มาได้ยังไง
โดมมองหน้ารุ่นน้องคนดังกล่าวด้วยความอึ้งสุดขีด วินาทีนี้เขาไม่ได้สนแล้วว่าอีกฝ่ายล่าลายเซ็นมาได้ครบจริงหรือเปล่า เพราะขนาดตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนร่วมรุ่นรวมถึงรุ่นน้องปี 2 มีจำนวนกี่คน สิ่งที่สนคืออะไรที่ทำให้น้องมันทุ่มเทขนาดนี้ต่างหาก ชวนให้สงสัยว่ากับการเรียนพวกน้องๆ มันจะตั้งใจกันขนาดนี้หรือเปล่าจริงๆ