ตอนที่ 1: ภาพวาดของผู้ไร้เสียง
แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในห้องสอบสวนของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ส่งเสียงหึ่งเบา ๆ ในความเงียบ มันส่องกระทบโต๊ะเหล็กสีเทาและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของ นลิน
ภาม ในวัย 30 ปี นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ผมเผ้ายุ่งเหยิงและหนวดเคราที่ขึ้นครึ้มไม่ได้ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาลดความน่ามองลง ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กที่ล็อกติดกับห่วงบนโต๊ะ เขาคือจิตรกรอัจฉริยะที่สื่อมวลชนกำลังให้ความสนใจในฐานะ “ผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวหญิงสาวต่อเนื่อง”
สามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหญิงสาวหายตัวไปอย่างลึกลับถึง 3 ราย ทุกรายมีจุดร่วมเดียวกันคือ เป็นนางแบบที่เคยมานั่งให้ภามวาดภาพพอร์ตเทรต ตำรวจค้นบ้านของเขาจนทั่วแต่กลับไม่พบร่องรอยของเหยื่อ มีเพียงสิ่งเดียวที่ได้มาคือสมุดสเก็ตช์ภาพนับสิบเล่มที่เต็มไปด้วยลายเส้นสีดำยุ่งเหยิงชวนหัวลุก และนั่นคือเหตุผลที่แพทย์นิติจิตเวชอย่างนลินต้องมานั่งอยู่ที่นี่ เพื่อประเมินว่าเขา บ้า หรือ แกล้งบ้า
“คุณภามคะ” นลินเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคง เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เรานั่งอยู่ตรงนี้มาสองชั่วโมงแล้วนะคะ คุณยังไม่ได้เล่าให้ฉันฟังเลยว่า ‘ชายในกระจก’ ที่คุณอ้างถึงในบันทึกของตำรวจ เขาคือใคร?”
ภามไม่ตอบ นิ้วมือของเขากระตุกเบา ๆ ราวกับกำลังสะบัดพู่กันในอากาศ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายแหลมคม เขายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด
“คุณหมอครับ...” ภามเอ่ยเสียงแหบพร่า “เวลาคุณส่องกระจกตอนเช้า คุณแน่ใจจริง ๆ เหรอว่าคนที่คุณเห็นในนั้น... คือตัวคุณจริง ๆ?”
นลินเลิกคิ้วเล็กน้อย รักษากิริยานิ่งสงบ “นี่เรากำลังพูดเรื่องของคุณอยู่นะคะ ไม่ใช่เรื่องของฉัน”
“มันก็เรื่องเดียวกันนั่นแหละ” ภามขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะเหล็ก เสียงกุญแจมือครูดกับแผ่นโลหะดัง
แกรก “จิตใจของคนเราเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องมืด ๆ ล็อกตายอยู่หลายห้อง บางคนขังฆาตกรไว้ในนั้น บางคนขังเหยื่อไว้... แล้วคุณล่ะครับคุณหมอ ในห้องมืดที่ลึกที่สุดของคุณคุณขัง‘ใคร’เอาไว้? หรือว่าคุณแค่... ลืมไปแล้วว่ากุญแจอยู่ที่ไหน?”
คำพูดของภามเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงลงตรงแผลเป็นในใจของนลิน ความทรงจำที่แหว่งหายไปจากอุบัติเหตุเมื่อ 5 ปีก่อนคือสิ่งที่เธอพยายามปะติดปะต่อมาตลอด นลินพ่นลมหายใจสั้น ๆ ควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
“นั่นเป็นกลไกการป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) ที่น่าสนใจค่ะคุณภาม” นลินรุกกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคม “คุณกำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง ตำรวจพบเสื้อผ้าของ ‘มีนา’ เหยื่อรายล่าสุดในเตาเผาหลังบ้านคุณ แต่ผลตรวจ DNA กลับไม่มีร่องรอยของคุณเลย ราวกับว่ามีคนอื่นเข้าไปใช้สถานที่นั้น... คุณกำลังปกป้อง ‘ชายในกระจก’ หรือคุณแค่ไม่มีความกล้าพอที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนทำกันแน่?”
ภามนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขและชวนขนลุก
“ผมไม่ได้ทำ... แต่ ‘เขา’ ทำ” ภามกระซิบพลางโน้มตัวมาข้างหน้าจนใบหน้าแทบจะชิดกับนลิน “และเขารู้จักคุณดีกว่าที่คุณรู้จักตัวเองเสียอีก”
ทันใดนั้น ภามคว้ากระดาษสเก็ตช์ภาพและดินสอ 2B ที่นลินวางไว้บนโต๊ะ ปลายดินสอตวัดลงบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง ภามไม่ได้มองกระดาษด้วยซ้ำ ดวงตาของเขายังคงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนลินอย่างไม่ลดละ ราวกับกำลังขูดรีดเอาความลับจากก้นบึ้งของจิตใจเธอออกมา เสียงดินสอขูดขีดลงบนกระดาษขาวดัง สวบสาบ ถี่กระชั้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนไส้ดินสอแทบหัก บรรยากาศในห้องกดดันจนนลินรู้สึกอึดอัดระคนหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผ่านไปราวสิบนาทีที่ยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ภามหยุดมือ เขาโยนดินสอทิ้งลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นมาตรงหน้าเธอ
“เขาฝากมาให้คุณ... ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ นลิน”
นลินก้มลงมองภาพวาดลายเส้นดินสอ สิ่งแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของหญิงสาวที่ดูบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว รอบ ๆ ภาพถูกถมด้วยเส้นสีดำยุ่งเหยิงคล้ายเขาวงกต แต่เมื่อนลินมองรายละเอียดในลายเส้นเหล่านั้นอย่างพินิจ หัวใจของเธอกลับเต้นรัวด้วยความตระหนกจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
ที่มุมขวาของภาพ ภามวาดรายละเอียดของตู้เสื้อผ้าไม้เก่า ๆ ตัวหนึ่ง มันมีรอยสลักรูปดอกไม้ห้ากลีบที่มุมบนด้านซ้าย... รอยตำหนิที่ชัดเจนขนาดนั้น นลินจำมันได้ทันที มันคือตู้เสื้อผ้าในห้องนอนเก่าวัยเด็กของเธอที่บ้านหลังเดิม บ้านที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับชีวิตของพ่อและแม่ในอุบัติเหตุเมื่อ 5 ปีก่อน!
‘เป็นไปไม่ได้...’ นลินคิดในใจ มือของเธอเริ่มสั่นระริกและเย็นเฉียบ ‘เขาจะรู้จักห้องนอนในวัยเด็กของเราได้ยังไง? เราไม่เคยบอกใคร แม้แต่หมออติรุจก็ไม่เคยเห็นรูปห้องนั้น’
แต่สิ่งที่ทำให้นลินแทบหยุดหายใจคือ บริเวณใต้ตู้เสื้อผ้าในภาพวาด ภามใช้ดินสอกดเน้นจนเป็นรอยลึก เขียนตัวเลขหกหลักเรียงกันอย่
“12-08-40”
มันไม่ใช่เลขสุ่ม แต่มันคือ วันเกิดของนลิน
“คุณไปเอาภาพนี้มาจากไหน...” นลินเค้นเสียงถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น ทว่าภามกลับนิ่งเฉยไปอีกครั้ง เขาก้มหน้าลง ดวงตากลับมาเลื่อนลอยไร้ความรู้สึกเหมือนตอนแรก ราวกับสวิตช์ไฟในสมองถูกสับสวิตช์ปิดไปเสียดื้อ ๆ มีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ ที่ยังค้างอยู่บนมุมปากของเขา
ก่อนที่นลินจะได้คำตอบ เสียงประตูห้องสอบสวนก็เปิดออก หมออติรุจ พ่อบุญธรรมของเธอเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ “นลิน หมดเวลาเข้าตรวจแล้วลูก ตำรวจต้องการตัวคนไข้ไปฝากขังต่อ”
นลินรีบดึงกระดาษแผ่นนั้นมาซ่อนไว้ใต้แฟ้มคดีอย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองหมออติรุจ ชายวัยกลางคนส่งยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความเมตตามาให้เธอเช่นเคย แต่ในวินาทีนั้น... เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่นลินรู้สึกหวาดระแวงในรอยยิ้มของพ่อบุญธรรมคนนี้ และเธอก็เริ่มตระหนักว่า เกมจิตวิทยานี้ไม่ได้มีแค่เธอกับภามเสียแล้ว