ความฉลาดสร้างความหายนะ
จินรั่วซี นักออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเลยก็ว่าได้ หุ่นยนต์ของเธอไม่ได้ไว้เพื่อช่วยงานบ้านหรือเพื่อการศึกษา แบบนั้นมันธรรมดาไป
หุ่นยนต์ที่จินรั่วซีสร้างขึ้นมันมีไว้เพื่อใช้งานในสงคราม ประสิทธิภาพของมันยังดีเกินคาด การทำลายล้างเรียกได้ว่า สูงกว่าใช้คนจริงๆ ในการฆ่ากันเสียอีก
กองทัพไม่ต้องเสียเงินในการรักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ต้องเตรียมเสบียงอาหาร ไม่ต้องฝึกหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสนามรบ อาวุธถูกติดตั้งอยู่ที่ตัวหุ่นยนต์เลย เรื่องจัดหาอาวุธจึงไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก
ต่อให้เสียแขนขาหรือหัวก็ยังมีระบบสั่งการให้สู่ต่อจนกว่าจะหมดสิ้นทาง พอเป็นเช่นนั้นพวกมันจะระเบิดตนเอง โดยนำตัวเองไปให้อยู่ใกล้รัศมีของศัตรูให้มากที่สุด เพียงแค่ต้องใช้ทุนในการซื้อจัดซื้อมากสักเล็กน้อย ประเทศมหาอำนาจ ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องราคาของมัน เพียงแค่ทำยังไงก็ได้ให้ได้มาครอบครอง
จินรั่วซีไม่มีผู้ใดรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ เธอเก็บตัวอยู่ในห้องสูทสุดหรูใจกลางกรุงปักกิ่ง องค์กรใหญ่ที่เธอทำงานด้วยปกป้องข้อมูลของเธอเป็นอย่างดี เงินที่ไหนเข้ามาภายในองค์กรมากมายมหาศาลเขาจะยอมให้คนอื่นชิงตัวเธอไปได้อย่างไร
เงินที่เธอได้มาทั้งหมด ล้วนหมดไปกับการซื้อสิ่งของเพื่อเติมเต็มวัยเด็ก วัยรุ่นที่ไม่เคยได้มีเช่นคนอื่น เธอจึงไม่เคยคิดที่จะใช้เงินเพื่อสาธารณประโยชน์เลยสักครั้ง
และวันนี้ก็เหมือนเดิม เธอออกไปฉลองความสำเร็จของตนเอง กับเงินที่เพิ่งจะถูกนำมาส่งมอบถึงสองพันล้านหยวน ด้วยการซื้อตึกแปดชั้นกลางเมืองปักกิ่งเสียเลย
จินรั่วซี นำเงินมาเทลงบนที่นอนใหม่ของเธอจนเต็ม แล้วกระโดดขึ้นไปนอน หัวเราะอย่างมีความสุข “มีเงินมันดีแบบนี้เอง” เธอกางเกง กางขาอ้ารับความสุขที่เพิ่งได้มาอย่างต็มที่
นี่เป็นเพียงเงินส่วนแรกที่เธอได้รับจากการส่งตัวอย่างหุ่นยนต์และเซ็นสัญญาเรียบร้อย เธอไม่โง่ถึงขั้นส่งโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาอย่างยากลำบากไปด้วย
ขั้นตอนสุดท้ายที่จะส่งมอบยังเหลือเวลาอีกเกือบสิบวัน ตอนนี้เธอจึงมีเวลาที่จะหาความสุขได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่คิดว่ามันคือค่ำคืนสุดท้ายที่เธอได้ดื่มด่ำกับเงินทองที่ได้มาจากความหวาดกลัวของคนทั่วโลก
“ตื่นได้แล้วนังหนู” เสียงแหบแห้งของคนมีอายุเรียกจินรั่วซีให้ตื่นจากความฝันหวานของเธอ
“หืม” เมื่อลืมตาตื่นได้เต็มที่ จินรั่วซีก็ต้องกระโดดลุกพรวดขึ้นมานั่งอย่างมึนงง
เมื่อตรงหน้าของนางเป็นชายชราหนวดยาว ผมขาวโพลนไปทั้งหัว แล้วยังสวมใส่เสื้อผ้าประหลาด เมื่อนึกดีๆ ก็พอจะเดาได้ว่าในคือชุดโบราณที่เธอเห็นในละคร
พอมองไปรอบๆ ตัวก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อตอนนี้ที่เธออยู่ไม่ใช้ห้องนอนในตึกสุดหรูที่เธอเพิ่งจะครอบครองได้เพียงวันเดียว มันคือป่าเขาที่งดงาม รายล้อมด้วยขุนเขาสูงใหญ่ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่าน ช่างงดงามจนไม่อาจละสายตาได้
แต่ว่า...ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติที่ได้เห็นน้อยครั้งนัก
“เออ...ฉันมาอยู่ที่ได้ไงคะ แล้วคุณตาเป็นใคร”
“เจ้าเป็นคนฉลาด แต่ความฉลาดของเจ้าสร้างความหายนะให้กับโลกใบปี ในเมื่อเจ้าต้องการให้เกิดสงคราม เช่นนั้น...เจ้าก็ไปพบเจอสงครามกับตาตนเองเถิด”
“ห๊ะ!!! เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันไม่เข้าใจ คุณตาหมายความว่าไงคะ” เธอรีบโบกมือปฏิเสธ เมื่อเห็นชายชราตรงหน้ายกมือขึ้น เหมือนจะชี้ลงทัณฑ์มาทางเธอ
“เมื่อไปถึงเจ้าจะเข้าใจได้เอง ใช้สติปัญญาของเจ้าเพื่อเอาตัวรอดเถิด ข้าหวังว่าครั้งนี้เจ้าจะไม่เดินทางผิดเป็นครั้งที่สอง”
สิ้นคำ ภาพตรงหน้าของจินรั่วซีก็ค่อยๆ เลือนรางไป พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็กลายเป็นค่ำคืนของฝันร้ายที่ตัวเธอไม่เคยนึกฝันว่าจะได้มาพบเห็นกับตาตนเอง
เสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ กลุ่มควันไฟและเพลิงที่กำลังลุกไหม้เผาผลาญทุกสิ่งอย่างน่าหวาดกลัว
“ซีซี!!! ซีซี เจ้าได้ยินพี่หรือไม่” เด็กหนุ่มตรงหน้าเขย่าเรียกตัวรั่วซีที่ยังคงนอนอยู่กับพื้น เบิกตากว้างมองทุกสิ่งด้วยความตกใจ
“...” รั่วซีหันมาตามเสียงเรียก เด็กหนุ่มใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา ดินโคลนปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้เสียเกือบครึ่ง ในอ้อมแขนของเขายังมีเด็กผู้ชายอายุคงไม่เกินห้าหนาวกอดรัดเอาไว้แน่น
“ต้องรีบหนีแล้ว ทหารแคว้นต้าเยี่ยบุกมาใกล้ถึงแล้ว หากยังช้าอยู่พวกเราจะต้องตายกันหมด” มือของเขาช่วยดึงตัวรั่วซีให้ลุกขึ้นเพื่อออกวิ่ง
จิตใต้สำนึกของรั่วซีทำให้นางเอ่ยพูดออกไปว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่เล่า” เด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง แม้แต่นางที่เป็นคนพูดก็นิ่งอึ้งไม่ต่างไปจากเขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ตายแล้ว” น้ำเสียงของเขากลั้นสะอื้นเอาไว้อย่างปวดใจ จนรั่วซีที่ไม่เคยสัมผัสถึงความรักของคนในครอบครัวนางยังอดที่จะเสียใจร่วมไปกับเขาไม่ได้ “พวกเราเหลือกันเพียงสามพี่น้องแล้ว รีบไปก่อนที่พวกทหารจะมาเพิ่ม เจ้าลุกไว้หรือไม่ หรือจะขี่หลังข้า”
“ข้าลุกไหว” นางลุกขึ้นวิ่งตามเด็กหนุ่มตรงหน้าไปด้วยความมึนงง
ทุกย่างก้าวที่นางได้ผ่านไป มีคนนอนตายทุกหนแห่ง คนเจ็บที่ไม่อาจพาหนีไปด้วยได้ทุกทิ้งให้นอนรอความตายอย่างทรมาน เด็กเล็กที่ถูกทิ้งเอาไว้ ส่งเสียงร้องเรียกหาบิดามารดา รั่วซีไม่รู้ว่าที่ไม่พาไปด้วยกลัวเป็นภาระหรือว่าบิดามารดาตายกันหมดแล้ว พอนางจะวิ่งไปดูพวกเขาก็ถูกพี่ชายเจ้าของร่างดึงให้วิ่งต่อ
“ช่วยไม่ได้แล้ว หากเจ้าพาไปด้วย จะต้องพาไปกี่คน เจ้าก็คงไม่อาจเอาตัวรอดได้” แม้คำพูดจะดูโหดร้าย แต่ทุกถ้อยคำมันคือความจริง
รั่วซีไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อมีกลุ่มทหารขี่ม้าบุกเข้ามาเพิ่ม ในมือที่ถือดาบกำลังฟาดฟันใส่ร่างของชาวบ้านที่อยู่ใกล้มืออย่างบ้าคลั่ง สตรีบางคนถูกฉุดกระชากเข้าไปในพงหญ้าที่อยู่ใกล้ตัว ก่อนจะเกิดเสียงกรีดร้องอย่างทรมานออกมา
ไม่ต้องตามไปดูให้เห็นกับตาก็พอจะรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น รั่วซีสั่นสั่นสะท้านไปทั้งตัว ร่างที่วิญญาณของนางเข้ามาอยู่แทนที่ แม้ยังไม่เติบโตเต็มที่ แต่ก็พอจะนึกออก หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นสตรีพวกนั้น นางเองก็คงไม่รอดเช่นกัน ถึงได้รีบออกตัววิ่งอย่างสุดชีวิตไปพร้อมที่ชายของนาง
แต่จำนวนคนที่กำลังหนีตาย และร่างกายที่มีบาดแผลทั้งยังดูอ่อนแอจะหนีไปได้ไกลแค่ไหน รั่วซีเหลือบไปเห็นป่าข้างทางที่มีชาวบ้านบางส่วนวิ่งเข้าไปบ้างแล้ว นางจึงดึงเสื้อของพี่ชายให้หันกลับมาแล้วชี้ไปทางป่าด้านข้าง
“เข้าไปซ่อนตัวก่อน”
“ไป!!!”
รั่วซีวิ่งขึ้นไปนำอยู่ด้านหน้า สายตาและสมองประมวลไปด้วยว่าต้องเอาตัวรอดเช่นใด ข้างหน้าไม่ไกลมีถ้ำอยู่ แต่ชาวบ้านส่วนมากก็มุ่งหน้าไปที่ถ้ำเช่นกัน
นางเห็นต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านเพียงพอให้พวกนางสามคนหลบซ่อนได้ ทั้งยังมีใบไม้ที่หนาปกคลุมอยู่ด้วย
“ขึ้นไปด้านบน”
“จะขึ้นได้อย่างไร ด้านหน้ามีถ้ำ ไปหลบร่วมกับคนอื่นดีกว่า”
“หากทหารตามมาเจอ ท่านว่าคนที่อยู่ในถ้ำจะรอดหรือไม่ หากขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้ ทางรอดยังจะมีความเสีกว่า ไหนจะสัตว์ป่าอีก อีกไม่นานพวกมันจะต้องออกมาตามกลิ่นคาวเลือดแน่” สายตาของรั่วซีจริงจังจนพี่ชายนางอดเห็นด้วยไม่ได้
รั่วซีไม่รอให้เขาตอบรับ นางก็รีบขึ้นไปก่อนแล้ว “ส่งน้องเล็กมา” นางยื่นมือมารับตัวน้องชาย