บทที่1 รสนิยมต่ำ
ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สาดส่องไปทั่วเกาะผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 จากเฟอร์รารี่สีแดงเพลิงดังกึกก้องไปตามถนนเลียบแม่น้ำหวงผู่ "สเตฟาน" นักธุรกิจหนุ่มผู้มั่งคั่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือหนึ่งกำพวงมาลัยแน่น อีกมือหนึ่งโอบรัดนางแบบสาวชาวจีนที่นั่งเบียดชิดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในห้วงอารมณ์รัญจวนจนมองข้ามความเงียบสงัดที่ผิดปกติของถนนเบื้องหลัง
"คุณนี่ร้ายจังเลยนะสเตฟาน ไม่กลัวเมียคุณมาเห็นเข้าเหรอคะ?" นางแบบสาวเอ่ยเสียงพร่าพลางซุกไซ้ซอกคอเขา
"บอนนิเบลเหรอ? ป่านนี้คงนั่งจิบชาไฮโซอยู่กับพวกสมาคมแม่บ้านนั่นแหละ อย่าใฟ้เมียผมมาทำเสียบรรยากาศเลย..." สเตฟานตอบด้วยรอยยิ้มหยัน
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างเติ่ง เมื่อเขามองกระจกหลังแล้วพบกับแสงไฟหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolls-Royce Phantom สีขาวที่ขับจี้ท้ายมาอย่างคุกคาม ไม่ว่าเขาจะเร่งเครื่องหนีอย่างไร รถคันหลังก็ยังคงตามติดราวกับเงาตามตัว
สเตฟานเหยียบมิด แต่โรลส์-รอยซ์แฟนธอมสีขาวคันนั้นก็ยังคงตามติดมาไม่ห่าง
กระทั่งรถเฟอร์รารี่พุ่งขึ้นสู่สะพานใหญ่ใจกลางเมืองที่มองเห็นหอไข่มุกเด่นตระหง่าน จู่ๆ ขบวนรถ Mercedes-Benz สีดำขลับจำนวน 4 คันก็พุ่งพรวดมาจากเลนข้าง เข้าประกบขนาบซ้ายและขวาอย่างรวดเร็วราวกับถูกฝึกมาเพื่อการล้อมจับโดยเฉพาะ สเตฟานต้องถอนคันเร่งและสลอความเร็วลงตามสถานการณ์บังคับ ทันใดนั้น รถโรลส์-รอยซ์ที่ตามหลังมาก็เร่งเครื่องปาดหน้ากระชั้นชิด บังคับให้เฟอร์รารี่คันหรูต้องหยุดนิ่งสนิทกลางสะพาน
สเตฟานทุบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
"มาจนได้สินะ..." เขาพึมพำ เพราะรู้ดีว่าในเซี่ยงไฮ้แห่งนี้ มีเพียงคนเดียวที่กล้าใช้อำนาจบงการถนนทั้งสายแบบนี้
ขณะเดียวกันประตูหลังของรถโรลส์-รอยซ์เปิดออกอย่างช้าๆ ร่างระหงของ "บอนนิเบล" ก้าวลงมาท่ามกลางสายลมแรงที่พัดผ่านสะพาน เธอสวมเสื้อคลุมขนเฟอร์สีขาวนวลทับชุดเดรสสั่งตัดราคาแพงลิบลิ่ว รองเท้าส้นสูงจิกลงบนพื้นคอนกรีตทุกก้าวที่เดินตรงมายังเฟอร์รารี่ ใบหน้าสวยคมนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งผยองที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางทาง
บอนนิเบลหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารถสปอร์ตคันหรูสีแดงเพลิง จ้องมองผ่านกระจกหน้าเข้าไปยังสามีและนางแบบสาวที่นั่งหน้าถอดสีอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณ บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก็พุ่งตรงไปกระชากประตูฝั่งผู้โดยสารออกทันที
"ปล่อยนะคะ! คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้! สเตฟาน ช่วยฉันด้วย!" นางแบบสาวร้องเสียงหลงพลางพยายามยื้อแขนไว้
บอนนิเบลมองภาพนั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูลที่เผลอเหยียบเข้า เธอไม่แม้แต่จะอ้าปากเสวนากับผู้หญิงคนนั้น บอดี้การ์ดที่รู้ใจเจ้านายดีรีบเงื้อมือขึ้น "เพียะ!" เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่นจนนางแบบสาวหน้าหันไปตามแรง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่เธอกำลังมึนงง ฉุดกระชากลากไปยัดใส่รถเบนซ์คันข้างๆ ราวกับถุงขยะ
สเตฟานเปิดประตูออกมาจากรถเฟอร์รารี่ด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขามองการกระทำอันเหี้ยมโหดของบอนนิเบลและลูกน้องด้วยความหัวเสียอย่างรุนแรง ทว่าเขาก็ไม่สามารถขัดใจเมียได้ และ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอจับได้เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงของเขา
“คุณทำเกินไปแล้วนะบอนนี่….ที่นี่คือเชี่ยงไฮ้ไม่ใช่นิวยอร์กที่คุณจะทำอะไรตามอำเภอใจได้…”
บอนนิเบล คลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูไปไม่ถึงดวงตา เธอเดินเข้าไปใกล้สเตฟานพลางปัดฝุ่นที่บ่าเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาอย่างเบามือ แต่น้ำเสียงที่หลุดออกมากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
"ฉันกำลังช่วย 'ยกระดับ' คุณอยู่นะคะ เพราะถ้าปล่อยให้คุณนั่งจู๋จี๋กับ 'ของเน่าเสีย' แบบนั้นนานไปกว่านี้ ฉันเกรงว่าคนจะเข้าใจผิดว่าสเตฟานผู้สูงส่งกลายเป็นคนคุ้ยขยะกินไปซะแล้ว" เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าแววตากลับดุดัน
"รสนิยมคุณนี่ตกต่ำลงทุกวันนะคะ ถ้าอยากจะหาความสำราญนอกบ้าน คราวหน้าช่วยหาคนที่มันดู 'แพง' กว่านี้หน่อย ไม่ใช่พวกนางแบบเกรดต่ำที่หิวแสงจนลืมหัวนอนปลายเท้า"
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถโรลส์-รอยซ์ในทันที ท่าทีของเธอเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แต่ในทางเดียวกันก็เป็นการบังคับกลายๆให้อีกฝ่ายรู้ว่าควรทำยังไง สเตฟานยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขากดโทรศัพท์โทรหาลูกน้องคนสนิท ก่อนจะเดินตามไปขึ้นรถคันเดียวกันกับเธออย่างขัดไม่ได้
"ขับเฟอร์รารี่คันนี้กลับไปเก็บที่บ้านซะ แล้วพรุ่งนี้จัดการส่งไปประมูลทอดตลาด... ฉันเกลียดของที่เคยมีคนอื่นมานั่งทับที่ของฉัน" บอนนิเบลสะบัดมือสั่งให้ลูกน้องเสียงเรียบ แม้จะเป็นรถแสนรักคันโปรดของสามีเธอ แต่เมื่อครั้งนี้เขาทำผิดที่พาผู้หญิงอื่นมาทำเรื่องต่ำตมบนนี้ เพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะกำจัดมันไปพ้นๆสายตาเธอแล้ว
*********
บรรยากาศภายในรถโรลส์-รอยซ์เย็นเฉียบยิ่งกว่าอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ บอนนิเบลนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม แสงสีจากไฟถนนเซี่ยงไฮ้ที่พาดผ่านกระจกเข้ามาวูบวาบขับเน้นใบหน้าคมเฉี่ยวของเธอให้ดูเย็นชาและหยิ่งทะนง นิ้วเรียวสวยกรีดกรายไปบนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อเช็กดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามามองสามีที่นั่งอยู่ข้างกาย
สเตฟานทิ้งแผ่นหลังลงกับเบาะหนังแท้อย่างอ่อนแรง เขาปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกพลางพ่นลมหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหน่าย ความรู้สึก "เบื่อเมีย" มันจุกอกจนเขาขี้เกียจแม้แต่จะอธิบาย เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขามันขมแบบนี้มานานแล้ว
เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจก จ้องดูแสงไฟของตึกระฟ้าในเซี่ยงไฮ้ที่เลื่อนผ่านไปราวกับภาพฝันที่จืดจาง เขาขบกรามแน่นเมื่อนึกถึงเส้นทางชีวิตของตัวเอง จากเด็กหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันที่ถูกทิ้งให้อาศัยอยู่กับครอบครัวของแม่ที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซูชีวิตที่ไม่มีอะไรเลย สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยหยาดเหงื่อความทะเยอทะยานและสติปัญญาจนอาณาจักรธุรกิจของเขาแผ่ขยาย และกลายเป็นที่ยอมรับในวงสังคมชั้นสูง จนกระทั่งมาเจอ "บอนนิเบล"
เขาจำได้แม่นในวันที่เธอเดินเข้ามาหาเขา พร้อมข้อเสนอแต่งงานที่เหมือนการเซ็นสัญญาร่วมทุนมากกว่าการขอความรัก เธอบอกว่าเธอ "ถูกใจ" ในความทะเยอทะยานและวิสัยทัศน์ของเขา ซึ่งนั่นเป็นคำชมที่แฝงไปด้วยการดูถูกอย่างร้ายกาจว่าเขาเป็นเพียง "หมาก" ตัวที่เก่งที่สุดที่เธออยากได้มาครอบครอง
"เลิกทำหน้าเหมือนโดนบังคับให้กินยาขมสักทีสเตฟาน" เสียงนิ่งเรียบของบอนนิเบลดังขึ้นโดยที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอแท็บเล็ต
"คุณควรจะภูมิใจนะ ที่ฉันอุตส่าห์เสียเวลาลงมาจัดการเรื่องไร้สาระของคุณด้วยตัวเอง"
"ภูมิใจเหรอ?" สเตฟานแค่นหัวเราะหึในลำคอ
"คุณจัดการเพราะกลัวเสียหน้า หรือกลัวว่า 'สินค้า' อย่างผมจะเสื่อมราคากันแน่บอนนี่?"
บอนนิเบล ลดแท็บเล็ตลงช้าๆ เธอหันมามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและเหยียดหยามอย่างเปิดเผย
"มันก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ อย่าลืมสิว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ เพราะนามสกุลของฉันช่วยการันตีความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ 'รากหญ้า' ของคุณดูดีขึ้นมาบ้าง"
คำว่า "รากหญ้า" กรีดลงบนทิฐิของสเตฟานอย่างแรง เขารู้ดีว่าต่อให้เขารวยหมื่นล้าน หรือกุมบังเ**ยนบริษัทข้ามชาติ แต่ในสายตาของบอนนิเบล ผู้ที่เกิดมาบนกองทองของตระกูลเก่าแก่ เขาก็ยังเป็นแค่ "คนจนที่โชคดี" วันยันค่ำ
"ธุรกิจรากหญ้าที่ทำกำไรมหาศาลจนตระกูลผู้ดีเก่าของคุณต้องรีบวิ่งโร่มาขอรวมหุ้นน่ะเหรอ?" สเตฟานสวนกลับ แววตาแข็งกร้าว
"อย่าสำคัญตัวผิดไปบอนนี่ คุณแต่งงานกับผมเพราะคุณรู้ดีว่าถ้าไม่มีผม ตระกูลของคุณก็เป็นแค่พวกคนรวยที่รอวันหมดอำนาจ"
"ปากดีขึ้นเยอะนี่คะ..." บอนนี่เหยียดยิ้มเย็น ยื่นมือไปตบแก้มเขาเบาๆ ราวกับเอ็นดูสัตว์เลี้ยง
"แต่น่าเสียดายนะสเตฟาน ต่อให้คุณจะพยายามปีนขึ้นมาสูงแค่ไหน แต่เลือดในตัวคุณมันก็ยังสีไม่เข้มเท่าของฉันอยู่ดี... ความรวยมันสร้างได้ในวันเดียว แต่รสนิยมและความเป็นผู้ดีน่ะ มันใช้เวลาสร้างกันเป็นร้อยปี ซึ่งคนอย่างคุณ... คงต้องเกิดใหม่อีกสักสิบชาติถึงจะเข้าใจ"
สเตฟานปัดมือเธอออกอย่างแรง เขาเกลียดสัมผัสที่ดูแคลนแบบนี้ที่สุด
"งั้นคุณก็อยู่กับสายเลือดสีเข้มของคุณไปคนเดียวเถอะ เพราะผู้หญิงคนเมื่อกี้... เขาให้ในสิ่งที่ผู้หญิงที่สูงส่งอย่างคุณไม่มีวันให้ผมได้"
"อะไรคะ? ความรักจอมปลอม หรือความร่านที่หาได้ตามหัวถนน?" บอนนี่เลิกคิ้ว
"ถ้าคุณอยากได้ของแบบนั้น ฉันจะซื้อมาประเคนให้ที่บ้านสักโหลก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเที่ยวไปป่าวประกาศให้คนเขารู้ว่า...สามีของฉันมีรสนิยมต่ำตมแค่ไหน!”
สเตฟานขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขารู้สึกเหมือนอากาศในรถโรลส์-รอยซ์คันนี้กำลังสูบวิญญาณและความเป็นชายของเขาให้เหือดหายไปทีละนิด ทุกคำถากถางของบอนนิเบลมันเหมือนเข็มพิษที่ตอกย้ำว่าต่อให้เขาสูงส่งแค่ไหน เขาก็ยังเป็นแค่ "เบี้ย" ในกระดานของเธอ
"จอดรถ!" สเตฟานตวาดสั่งเสียงกร้าว
คนขับรถสะดุ้งสุดตัวก่อนจะเหยียบเบรกจนรถหยุดกึกกะทันหันกลางถนน สเตฟานไม่รอให้บอดี้การ์ดมาเปิดประตูเขาผลักมันออกอย่างแรงจนสุดเหวี่ยง ลมหนาวของเซี่ยงไฮ้พัดเข้ามาปะทะใบหน้า แต่มันยังไม่หนาวเหน็บเท่าแววตาของเมียที่นั่งอยู่ข้างๆ
เขายืนนิ่งอยู่ข้างขอบประตูรถ โน้มตัวลงไปมองบอนนิเบลที่ยังคงวางท่าสง่าราวกับรูปปั้นหินอ่อน
“งั้นคุณก็หามาประเคนให้ผมสักสิบคนเลยนะ เอาให้ครบสิบคนอย่างที่ปากคุณว่า! เพราะชาตินี้ผมคงจะหาความตื่นเต้นแบบนี้จากเมียสุดที่รักไม่ได้จริงๆ”
เขาทิ้งคำพูดแสบสันไว้เพียงเท่านั้น ก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ทันทีที่เขาก้าวลงจากรถ
Porsche 911 Gt3 rs สีฟ้าที่เขาโทรสั่งให้ลูกน้องขับตามมาก็เคลื่อนเข้ามาจอดต่อท้ายในจังหวะที่พอดีราวกับนัดหมาย เขารู้ดีว่ายิ่งอยู่ใกล้เธอเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแต่คำดูแคลน และ คำพูดถากถางไม่หยุด จนเขารู้สึกเซ็งทุกครั้งที่อยู่ใกล้เธอแม้เพียงวินาทีเดียว เธอก็พร้อมจะสรรหาคำดูถูกที่แสบสันมากดเขาเรื่องชาติตระกูล ฝังลึกจนเหมือนตะปูตรอกฝาโลง
สเตฟานเปิดประตูแล้วแทรกตัวลงไปนั่งในตำแหน่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์พอร์ชคำรามแผดสนิทราวกับสัตว์ป่าที่หลุดออกจากกรง เขาเหยียบคันเร่งมิดจนล้อบดถนนเกิดควันจางๆ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปตัดหน้าขบวนรถของบอนนี่เบล ทิ้งไว้เพียงแสงไฟท้ายสีแดงที่เลือนหายไปในความมืดด้วยความเร็วสูง
*****
(เรื่องของพี่ยังไม่จบ เปิดเรื่องของน้องเลยจบๆ5555 ของพี่จะเป็นช่วงวัยรุ่น ของน้องจะเป็นวัยผู้ใหญ่นะคะแอบสปอยเรื่องนี้ ncค่อนข้างเยอะค่ะอาดจะเยอะกว่าของพี่เพราะเป็นวัยผู้ใหญ่ ฝากติดตามทั้งสองเรื่องของไรท์ด้วยนะคะอยู่ในหน้าโปรไฟล์เลยค่ะ🙏เรื่องนั้นบอลนิเบลมีบทบาทเยอะพอสมควรในช่วงวัยรุ่นค่ะ)
(ฝากกดติดตามกดlike คอมเมนท์เพื่อเป็นกำไลใจให้ไรท์ด้วยนะคะ อยากอ่านความคิดเห็นของคุณรี้ดจังเลยค่ะ คิดเห็นยังไงช่วยบอกช่วยชี้แนะไรท์ด้วยนะคะ🙏แสดงความคิดเห็นมาคุยกันหน่อยนะคะคุณรี้ด)