บทนำ
ณ บ้านตระกูลวสุ
เพียงเพ็ญหายใจหอบเป็นจังหวะ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นจนไรผมเปียกชื้น สองมือกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดเหนือคณานับ แรงบีบหนักสลับเบาขึ้นเป็นระลอกคลื่น ส่งความเจ็บปวดถาโถม เพียงเพ็ญขยับปากหายใจเข้าออกสั้นๆ เว้นจังหวะหนักเบาตามเสียงกำกับของผู้ทำคลอดด้านล่าง
สายลมโชยแผ่วเบาลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ถูกเปิดกว้างไว้ ท้องฟ้าที่เคยสว่างด้วยแสงของคืนเดือนเพ็ญ เริ่มถูกเงาดำกลืนกินดวงจันทร์ทีละน้อยไปพร้อมกับเสียงเบ่งคลอดของหญิงสาว
“เห็นหัวเด็กแล้วค่ะ ทนอีกนิดนะคะ” เสียงของผู้ทำคลอดดังแทรกขึ้นมา
“ค่อยๆ พ่นลมออกทางปากยาวๆ นะคะคุณแม่”
เพียงเพ็ญค่อยๆ ทำตามคำแนะนำของผู้ทำคลอด แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องคลอดลูก แต่ความประหม่าที่มีก็ไม่น้อยไปกว่าสองครั้งที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย
“สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเบ่งยาวๆ ครั้งสุดท้ายนะคะ”
ปากบางขยับยกยิ้มเล็กน้อย เพียงเสี้ยววินาทีความรู้สึกโล่งเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงของชีวิตใหม่จะร้องดังแทรกขึ้นมา บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความสุขเข้ามาแทนที่
อุแว้.. อุแว้.. เด็กสาวลืมตาขึ้นดูโลก ในเวลาประจวบเหมาะที่ราหูกลืนกินดวงจันทร์จนเต็มดวงพอดี
“ผู้หญิงค่ะ”
เสียงร้องของลูกสาวเหมือนน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ ความเจ็บปวดมลายหายไปสิ้น แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่สายตาของผู้เป็นแม่จับจ้องไปที่สามีด้วยความสุขล้น ในที่สุดความหวังของสามีภรรยาก็สำเร็จดั่งใจ พวกเขาวาดฝันจะมีลูกสาวที่น่ารักมาช่วยเพิ่มความสดใสในบ้าน เพื่อดับความแข็งกระด้างของลูกชายทั้งสองคน
“ลูกสาวของเรา ในที่สุดเราก็ได้ลูกสาว” สองสามีภรรยาแย้มยิ้ม พร้อมน้ำตาไหลรินด้วยความปิติ
“ลูกสาวเราจะตั้งชื่อว่าอะไรดี จะตั้งชื่อให้คล้องกับพี่ชายของเขาทั้งสองคนดีไหม”
“แม่ชื่อ เพียงเพ็ญ พ่อชื่อตะวันฉาย ถ้างั้นลูกสาวของเราชื่อ เพียงตะวัน พี่ชอบไหมคะ”
“ชอบสิ เด็กหญิงเพียงตะวัน วสุ” ตะวันฉายยิ้มพลางมองหน้าลูกสาวตัวน้อย
ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเรียกให้พี่ชายทั้งสองคนเข้ามาด้านใน ลูกชายทั้งสองต่างตื่นเต้น เมื่อในที่สุดพวกเขาก็มีน้องสาวสักที หลังจากใฝ่ฝันมานาน
“ผมจะปกป้องน้องอย่างดี” พี่ชายสองคนแย่งกันพูด เพิ่มความครื้นเครงในค่ำคืนสุดแสนพิเศษ
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
พ่อบ้านประจำตระกูลกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันได ก้าวเท้าสาวยาวรวดเร็ว ก่อนหยุดยืนพ่นลมหายใจเหนื่อยหอบหน้าประตูห้องนอนของภานุ ผู้นำตระกูลจักรภาคินทร์ มือเหี่ยวย่นเคาะลงช้าๆ บนประตูจนเกิดเสียงดังเป็นจังหวะแทรกออกมาจากราตรีที่เงียบสงัด
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
“ขอโทษครับนายท่าน กระผมมีเรื่องด่วน”
“เรื่องอะไร? เสียงเรียบนิ่งดังออกมา” เมื่อถูกปลุกขึ้นมายามวิกาล
“ท่านปู่ใหญ่มีเรื่องสำคัญต้องแจ้งให้นายท่านทราบในตอนนี้เลยครับ”
“เชิญท่านปู่มาที่ห้องทำงานฉัน”
“ขอโทษครับนายท่าน ท่านปู่ให้นายท่านไปพบที่เรือนนอกครับ”
“เดี๋ยวฉันตามไป” หัวคิ้วเข้มของภานุขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย
ภานุ หนุ่มใหญ่อายุ 44 ปี พ่อเลี้ยงเดี่ยวสุดโหดเหี้ยม ในบทบาทของเจ้าพ่อมาเฟีย ผู้นำตระกูลของจักรภาคินทร์ ตระกูลอันดับหนึ่ง มีสถานะเป็นผู้นำของเมืองมืด ด้วยความเก่งกาจและความเหี้ยมโหดที่โดดเด่น พร้อมด้วยนิสัยเด็ดขาด ทำให้เขามีอิทธิพลอย่างมาก จนใครต่อใครก็ไม่กล้าต่อกร
ภานุลุกหยิบเสื้อคลุมสวมทับบนร่าง เดินก้าวเท้าตรงไปยังเรือนนอก ซึ่งเป็นที่พักของท่านปู่ใหญ่ ผู้ลึกลับของตระกูลที่อยู่คู่กับตระกูลมารุ่นต่อรุ่น ตัวแปรสำคัญที่ทำให้จักรภาคินทร์เป็นตระกูลอันดับหนึ่งมาโดยตลอด
ฝีเท้ามั่งคงก้าวลึกเข้าไปด้านในเรือนนอก สายตากวาดสำรวจรอบห้องอย่างรวดเร็ว พบเข้ากับตำรามากมายถูกกางออกไว้วางซับซ้อนกัน ที่ผิดแปลกคือหน้าต่างถูกเปิดออก ทั้งที่โดยพื้นฐานท่านปู่ใหญ่ชอบความส่วนตัวเป็นที่หนึ่ง หน้าต่างทุกบานถูกลงกลอนไว้หนักแน่นจนขึ้นสนิม
ร่างกายผอมแห้งในชุดคลุมสีดำตั้งแต่หัวจรดปลายเท้ายืนเงียบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง สายตายังคงจับจ้องมองไปที่ดวงจันทร์ที่ถูกราหูกลืนกิน
“เกิดอะไรขึ้นครับท่านปู่”
“เจ้าเห็นราหูอมจันทร์นั่นไหม”
“ครับ”
“ข้าจะให้เจ้าดูบางอย่าง” ปลายนิ้วเหี่ยวแห้งของชายชราชี้ไปยังกระดานท้องฟ้าจำลองโบราณอันหนึ่ง
เผยให้เห็นกลไกในกระดานทุกอย่างหยุดชะงักลง ปรากฏเพียงดวงจันทร์ถูกทาบทับด้วยเงามืด กลืนกินดาวทุกดวง ไม่เว้นแม้แต่ดวงอาทิตย์อย่างน่าประหลาด
“จักรภาคินทร์อีกไม่เกิน 22 ปีจะล่มสลาย”
“ผมไม่เคยเห็นท่านปู่พูดว่า ตระกูลจักรภาคินทร์ของผมจะล่มสลายมาก่อน เรื่องนี้ท่านปู่เองก็ช่วยไม่ได้เหรอครับ” ภานุถามด้วยความตื่นตะหนก
ชายชราส่ายหัวเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ดวงชะตาของลูกชายฝาแฝดของเจ้า ใหญ่ค้ำชะตาของข้า ข้าช่วยพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว ในภายภาคหน้า อีกไม่นานดวงชะตาของข้าจะเสื่อมถอยลงจนถึงจุดต่ำสุด แม้แต่ชีวิตข้าเองก็คงเอาไม่รอด”
“แล้วผมต้องทำอย่างไร เพื่อให้ลูกชายทั้งสองมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“เจ้ามองกระดานดีๆ สิ เห็นอะไรบ้างหรือไม่”
สายตาของภานุสำรวจกระดานอีกครั้ง เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนพบว่า ทุกสิ่งในกระดานถูกเงาดำทาบทับจนมืดมิด เว้นแต่ดาวดวงน้อยดวงหนึ่งส่องแสงระยับไล่กลืนกินเงามืดที่กำลังครอบงำดวงจันทร์
“ดาวดวงเล็กนั่นมันอะไรกันครับ”
“ดาวนำโชค”
“ดาวนำโชค? หมายความว่า ถ้าเรามีดาวนำโชค ตระกูลของเราจะมีอยู่สืบไปใช่หรือเปล่าครับ”
“ในช่วงที่ราหูกลืนจันทร์จนมืดมิด ถือกำเนิดดาวนำโชคขึ้นมาหนึ่งดวง” ปลายนิ้วเหี้ยวหมุนวงล้อของกระดานอีกครั้ง
“ตกที่ตระกูลวสุ เด็กสาวเกิดมาช่วงราหูอมจันทร์ มีดวงเหนือคน เป็นประโยชน์แก่ลูกชายของเจ้าทั้งสองคนได้ในภายภาคหน้า”
“เด็กคนนี้ ดวงชะตาเหนือกว่าลูกชายของผมทั้งสองเหรอครับ ท่านปู่เคยทำนายว่าลูกชายผมเกิดมาพร้อมพลังกับอำนาจเหนือกว่าผู้ใด”
“คำทำนายกล่าวไว้อย่างนั้น หากแต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง อำนาจจะล้มล้างพลัง พลังจะล้มล้างอำนาจ คนใดคนหนึ่งต้องตายจากไป หรือร้ายแรงที่สุดก็ตายทั้งคู่ และนำมาสู่การล่มสลายของตระกูล”
“แล้วเราต้องทำอย่างไง”
“นำดาวนำโชคดวงนั้นมา... ผูกดวงชะตาไว้กับพวกเขาเสีย ให้นางเป็นจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวที่จะประสานทั้ง 'พลัง' และ 'อำนาจ' ให้เป็นหนึ่ง”
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องเจรจาทาบทาม แต่ว่า ในตอนนี้ลูกชายของผมเพิ่งอายุ 14 และดาวนำโชคเพิ่งเกิดได้ไม่ถึงชั่วโมง”
“รอ..” ชายชราเอ่ยขัดเสียงเรียบ
“รอจนเด็กสาวบรรลุนิติภาวะ เมื่อถึงวันนั้น ค่อยทำพิธีผูกชะตาเข้าด้วยกัน”
“ถ้าวันนั้นมาถึง ผมจะพิจารณาอีกทีว่า ลูกชายคนไหนของผมเหมาะสมกับนังหนูนั่นที่สุด”
“ไม่ได้!” ชายชราสวนขัดทันควัน
“หมายความว่าอย่างไรครับ”
“คู่แฝดต้องแต่งงานกับเด็กสาวคนนั้นด้วยกัน พร้อมกันทั้งคู่... เท่านั้น!”
ภานุนิ่งงันไปชั่วครู่ รู้สึกถึงลำคอที่แห้งผากไปด้วยความกดดัน เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า หากเขาไปที่ตระกูลวสุ เพื่อสู่ขอลูกสาวที่เพิ่งลืมตาดูโลกของตระกูลวสุ เพื่อมาเป็นเมียลูกชายทั้งสองของเขาในอนาคต มันจะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้ตระกูลวสุเป็นตระกูลอันดับสองที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ดูท่าพวกเขาก็คงสามารถฆ่าเขาแบบไม่เหลือชิ้นดีได้ไม่ยากเย็นนัก
ชายชราปรายตามองใบหน้าเข้มที่บัดนี้ขมวดคิ้วเข้าแน่นจนหัวคิ้วชนกัน ฝ่ามือเหี่ยวยกยื่นขึ้นหยิบกล่องไม้เก่าอันหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ก่อนหยิบอัญมณีแซฟไฟร์สีม่วงน้ำงามเม็ดหนึ่งยื่นให้กับภานุ
“นำมันทำเป็นเครื่องประดับและนำกลับมาให้ข้าเร็วที่สุด ข้าจะทำให้เป็นเป็นเครื่องราง เมื่อเสร็จ เจ้าก็นำไปมอบให้กับเด็กสาวคนนั้น เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับคุณหนูตัวน้อยของตระกูลวสุและเป็นสัญลักษณ์ของการปรองดอง”
“ครับ ท่านปู่”
“ในภายภาคหน้าหากเกิดการพลัดพราก พวกเขาจะหากันจนเจอ” ชายชราพูดทิ้งท้าย ก่อนโบกมือไล่ให้ภานุกลับออกไป