อารัมภบท
อารัมภบท
‘สิบปีก่อนเราเคยชอบเธอยังไง ... ตอนนี้เราก็ยังเป็นแบบนั้น’
ดวงตาคู่เข้มจ้องมองรูปถ่ายในวันวาน รูปที่ถ่ายจากสมาร์ทโฟนราคาถูก ความละเอียดกล้องมีเพียงไม่กี่ล้านพิกเซล จึงทำให้เห็นจุดเม็ดรบกวนสายตา
ทว่า ... ไม่อาจบดบังใบหน้าของ ชมเนตร หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขากล้าเดินเข้ามาทักทายและเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์
รูปถ่ายพวกนั้น ตฤณ เป็นคนถ่ายเองกับมือ ทุกอิริยาบถของเธอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เธอยิ้ม หัวเราะจนตาหยี กินอะไรสักอย่างจนแก้มป่อง หรือแม้กระทั่งกำลังเอ่ยปากบ่นด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ในตอนนั้น เขาคือชายหนุ่มขี้เขิน ขี้อาย ไร้ความมั่นใจ แต่พอเป็นเธอ เขาก็พยายามสลัดไอ้ความขี้เขินพวกนั้นทิ้งไป แม้ในตอนที่เดินเข้าไปใกล้ หัวใจจะเต้นรัวแค่ไหน แต่ก็ยังคงรอยยิ้มไว้ และเอ่ยปากทักทาย
อาจเพราะชมเนตรคือผู้หญิงที่ตรงจริต ถูกใจ ถูกสเปกไปหมดเสียทุกอย่าง เธอเป็นคนเข้มแข็ง แต่ในความเข้มแข็งนั่นก็อ่อนโยน เป็นคนเก่ง คนฉลาด และที่สำคัญเธอเป็นคนที่สวยมากในสายตาของตฤณ
แต่แล้ว ... ทศวรรษ ชายหนุ่มปริศนาที่ไม่รู้ว่าโชคชะตานำพามาจากทิศทางไหน ได้เทียวไล้เทียวขื่อ[1] ชมเนตรไม่เว้นแต่ละวัน จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหันหลังให้กับสายใยบาง ๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในความสัมพันธ์ของเขากับเธอ
‘เป็นแฟนกันนะ’
คือคำที่เขาพร่ำพูดทุกวันหน้ากระจกเงา ราวกับว่ากระจกบานนั้นคือกายเนื้อของชมเนตร ราวกับว่ากระจกบานนั้นคือชมเนตรตัวเป็น ๆ ที่กำลังยืนยิ้มให้เขาอยู่ตรงหน้า แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย เธอไม่เคยได้ยิน เธอไม่ได้อยู่รอเขาอีกต่อไปแล้ว
ชมเนตรและทศวรรษประกาศคบหากันเรียบร้อยแล้ว
หัวใจของหนุ่มขี้อายแตกสลาย ได้แต่เฝ้ามองเธอจากที่ไกล ๆ และพยายามก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ แต่มันทำได้ยากเหลือเกิน เขากินไม่ได้ กลืนไม่ลง หัวสมองโล่งโปร่ง ไร้การปฏิสัมพันธ์กับใคร แม้กระทั่ง นิดา ผู้เป็นแม่ และ ใบเตย น้องสาวที่สุดแสนจะรักและหวงแหนพี่ชายเสียยิ่งกว่าอะไร
‘ไม่เป็นไรหรอกนะพี่ตฤณ ...’
คำพูดแสนอ่อนหวานเอ่ยออก แต่ภายในใจนั้นโกรธแค้นสาวที่ชื่อชมเนตร เธอไม่เคยเห็นพี่ชายกลายเป็นแบบนี้ ไม่เคยเห็นน้ำตาของพี่ชายเลยสักหยดจนกระทั่งวันนี้ กว่าจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนและตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อได้ ก็กินเวลาไปหลายเดือน
แต่แล้วสามปีให้หลัง ตฤณก็พาตัวเองกลับไปเจ็บปวดอีกครั้ง ในงานมงคลสมรสของชมเนตรกับทศวรรษ เขาปั้นหน้ายิ้มเมื่อเจ้าสาวแสนสวยเดินมาทักทาย นาทีนั้นเขาเองก็ปรายตามองไปยังเจ้าบ่าว หากคนที่สวมชุดนั่นเป็นเขามันคงจะดีกว่านี้
เขาพยายามพูดติดตลกตามประสา แต่ที่มาหาเธอในวันนี้ก็แค่อยากให้แน่ใจ ว่าเธอมีความสุขจริง ๆ แล้วแค่นั้นเอง
นับจากวันนั้นเขาและเธอก็ห่างหายกันไปคนละทิศละทาง ตฤณพยายามใช้ชีวิต ตั้งหน้าทำงาน พยายามเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ คบคนนั้นที คนนี้ที เปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งนิสัยขี้เขิน และก็ไอ้สารรูปผอมแห้งนั่น ให้กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวเอง เข้ายิมอยู่บ่อยครั้ง จนปั้นหุ่นให้ได้ตามที่ต้องการ
เจ็ดปีต่อมา ข้อความของชมเนตรเด้งเข้าในแฟนเพจทนายตฤณ ตอนนั้นเองที่นิ้วมันดันไวกว่าความคิด กดปุ่มโทรออกภายในสามวินาที
เมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะฟ้องหย่า ความคิดแรกที่เด้งขึ้นมามันคือความเป็นห่วง และความคิดชั่วร้ายก็รุกล้ำมาแทนที่ เมื่อเขาแอบดีใจ
ตอนนี้ก็ผ่านมาปีกว่าแล้วที่ชมเนตรหย่าขาดจากทศวรรษ ความสัมพันธ์ของเราสองดูเหมือนจะคืบหน้า เขาได้ชิดใกล้เธอแทบทุกวัน ส่งข้อความหากันอยู่บ่อยครั้ง และมื้อเย็นของเขาก็มักจะขับรถไกลกว่าสามสิบกิโลเมตร เพื่อมากินข้าวกับเธอ
แต่ ... สถานะของเราสองคนมันก็ยังไม่ชัดเจน
“พี่ตฤณ!”
เสียงแหลมเอ่ยดังขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนพี่ชาย ใบเตยเห็นนานแล้ว เห็นว่าตฤณกำลังดูรูปถ่ายเก่า ๆ รูปที่มีแต่ใบหน้าของสาวคนนั้น คนที่ทำให้พี่ชายเสียใจ
“ทำอะไรน่ะ!”
“เปล่าซะหน่อย” ตฤณตอบ โดยไม่หันกลับไปมองน้องสาว
ใบเตยยืนพิงวงกบประตูได้แต่ถอนหายใจ “ไปส่งหน่อย เตยจะไปหาเพื่อน”
“เออ ๆ ไป ๆ”
[1] เทียวไปเทียวมาเพื่อทำธุระหรือจีบสาว