ตอนที่ 1: การเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างสายว้ากกับสายอาร์ต
แดดยามเย็นสีส้มทองทอดตัวยาวกระทบกับลานปูนกว้างที่มีฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่สัญลักษณ์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งผงาดอยู่ตรงกลาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและทรงพลัง ความกดดันอันเป็นเอกลักษณ์ของระบบระเบียบเชียร์กำลังทำงานอย่างเต็มที่
เสียงตะโกนดังจังหวะสม่ำเสมอของเหล่าเฟรชชี่ ปี1คณะวิศวกรรมศาสตร์ เสียงเชียร์ดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณลานเกียร์คณะ ตรงหน้าแถวของเด็กปี1ที่นั่งหลังตรงเป๊ะ หยาดเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า คือกลุ่มรุ่นพี่ปี4ในชุดเสื้อช็อปสีแดงเข้ม และในบรรดาคนเหล่านั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาอย่างน่าเกรงขาม
‘ภีม’ ภีมพัฒน์ เฮดว้ากปี 4 แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ ยืนคุมเชิงรุ่นน้องด้วยมาดนิ่งดุ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สายตาคมกริบดุจจิ้งจอกล่าเนื้อภายใต้เรือนผมสีดำสนิทเซตทรงอย่างเป็นระเบียบ ร่างสูงโปร่งในเสื้อช็อปสีแดงเข้มปักชื่อที่อกซ้าย สวมแว่นตากันแดดสีดำ ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในเต็นท์กองอำนวยการ สายตาคู่นั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษ หากแต่แผ่รังสีความน่าเกรงขามจนไม่มีเด็กปีหนึ่งคนไหนกล้าเงยหน้าขึ้นมองตรงๆ
“เสียงมีเท่านี้เหรอ! มวลพลังของวิศวะมันหายไปไหนหมด!”
เสียงของ ‘ก้องภพ’ เพื่อนสนิทของภีม ในตำแหน่งรองเฮดว้าก ตะโกนสั่งการดังลั่น แต่สำหรับภีม เขารู้ดีว่าเด็กพวกนี้ยังกั๊กแรงไว้อยู่ มือหนาถอดแว่นตากันแดดสีดำออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินก้าวออกมาจากเต็นท์ เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนเปรียบเสมือนเสียงระฆังเตือนภัยของรุ่นน้อง
ความเงียบสงัดแทรกซึมเข้ามาแทนที่ทันทีที่ภีมหยุดยืนอยู่หน้าแถว ความนิ่งขรึมและมาดดุอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ลานเกียร์ที่เคยกระหึ่มกลับกลายเป็นเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัด
“พวกคุณมาเรียนวิศวะ... ไม่ใช่มาเดินเล่นในสวนสาธารณะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำ แต่หนักแน่นและดุดันของภีมดังขึ้นเรียบๆ ไม่จำเป็นต้องตะโกน แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังเย็นวาบไปถึงสันหลัง “ถ้าแค่นี้ยังแสดงความพร้อมเพรียงไม่ได้ วันข้างหน้าจะไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นบนตึกสูงหรือในโรงงานได้ยังไง”
ในขณะที่บรรยากาศฝั่งลานเกียร์กำลังตึงเครียดจนแทบหายใจไม่สะดวก ห่างออกไปไม่กี่เมตรใต้ร่มไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะศิลปกรรมศาสตร์... กลับมีอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ร่างเพรียวบางของ ‘เพ้นท์’ พิมพ์นารา สาวอาร์ตปี4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกจิตรกรรม กำลังนั่งทำสมาธิอยู่บนม้านั่งหินอ่อน เรือนร่างมีเสน่ห์ยวนใจในชุดเสื้อกล้ามสีขาวเข้ารูปพอดีตัว ทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าพาสเทลตัวใหญ่ เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันงดงามตามธรรมชาติและผิวอมชมพูที่ท้าทายแสงแดดยามเย็น ผมยาวดัดลอนสีน้ำตาลอ่อนถูกรวบขึ้นอย่างหลวมๆ เผยลำคอขาวระหงและลาดไหล่เนียนสวย
ดวงตากลมโตสุกใสมองผ่านเฟรมผ้าใบที่อยู่ในมือ ร่างบางใช้พู่กันแต้มสีน้ำมันลงบนผืนผ้าอย่างมีสมาธิ เพ้นท์แอบมานั่งตรงนี้ได้พักใหญ่แล้ว เธอตั้งใจมา “เก็บฟีลลิ่ง” ความขัดแย้งของโครงสร้างและอารมณ์’ ไปทำสเก็ตช์งานส่งอาจารย์ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาและจิตนาการของเธอไปได้ที่สุดในยามนี้กลับกลายเป็น “เฮดว้ากมาดดุ”คนนั้น
สายตามองตรงไปยังชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อช็อปสีแดงเข้มฝั่งตรงข้ามที่กำลังยืนคุมเชิงรุ่นน้องอยู่
‘ดุชะมัด... หน้าตาก็ดี แต่ทำไมชอบทำหน้าเหมือนคนโลกแตกตลอดเวลาขนาดนั้นนะ’ เพ้นท์คิดในใจพลางยกยิ้มริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ
สำหรับสาวสายอาร์ตผู้รักอิสระและใช้ชีวิตตามอารมณ์อย่างเธอ การเห็นผู้ชายคนหนึ่งมานั่งจัดระเบียบคนอื่นด้วยกฎเกณฑ์ที่แข็งกระด้างมันช่างเป็นภาพที่น่าอึดอัดสิ้นดี ในสายตาของเพ้นท์ ภีมดูเหมือนไร้หัวใจ เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมสร้างให้ทำตามระเบียบและสั่งการคนอื่นเท่านั้น
“คุณคนนั้น!”
เสียงทุ้มดุของภีมดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ทิศทางของสายตาเขากลับไม่ได้มองไปที่เด็กปี1ในแถว หากแต่หันมาทางม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เพ้นท์นั่งอยู่
เพ้นท์ชะงักพู่กันในมือ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะมองซ้ายมองขวา เมื่อพบว่าบริเวณนั้นมีเพียงเธอคนเดียว จึงชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเป็นเชิงถาม
ภีมก้าวขายาวๆ เดินตรงเข้ามาหาเธอทันที เพื่อนๆ แก๊งวิศวะอย่าง ‘สายฟ้า’ และ ‘ก้องภพ’ ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบเดินตามหลังภีมมาติดๆ
“ใช่ คุณนั่นแหละ” ภีมหยุดเดินตรงหน้าเพ้นท์ ร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาลงมาบดบังแสงแดดยามเย็นจนเพ้นท์ต้องแหงนหน้าขึ้นมอง สายตาคมกริบใต้คิ้วหนามองสแกนสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ความสวยจัดและหุ่นอวบอิ่มอันมีเสน่ห์ของเธอทำให้ภีมหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่เขาก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้มาดนิ่งดุตามเดิม
“คะ? มีอะไรหรือเปล่าคะคุณเฮดว้าก” เพ้นท์เอียงคอถาม น้ำเสียงหวานสดใสแต่แฝงความกวนนิดๆ ตามนิสัยคนมีโลกส่วนตัวสูง
“บริเวณนี้เป็นเขตกิจกรรมของคณะวิศวะ เสียงเคาะเฟรม เสียงหัวเราะ และการนั่งจ้องหน้าคนอื่นของคุณ มันรบกวนสมาธิของรุ่นน้องที่กำลังซ้อมเชียร์อยู่” ภีมพูดเสียงเรียบ แต่ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธออย่างไม่ลดละ
เพ้นท์ขมวดคิ้วสวยเข้าหากันทันที เธอวางพู่กันลงบนจานสี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา แม้ความสูงของเธอจะอยู่แค่ระดับอกของภีม แต่สาวอาร์ตอย่างเธอก็ไม่คิดจะยอมถอย
“เดี๋ยวนะคะ... ตรงนี้มันคือม้านั่งกลางระหว่างสองคณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคลของวิศวะสักหน่อย แล้วฉันก็นั่งวาดรูปของฉันเงียบๆ เสียงเชียร์พวกคุณยังดังกว่าเสียงพู่กันฉันเป็นร้อยเท่าด้วยซ้ำ” เพ้นท์กอดอก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยอมคน
“แต่มันทำให้รุ่นน้องผมเสียสมาธิ” ภีมย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เวลาทำกิจกรรม ทุกอย่างต้องเป๊ะ ความวุ่นวายภายนอกแม้แต่นิดเดียวก็ถือเป็นสิ่งรบกวน ถ้านักศึกษาต่างคณะอยากเสพศิลปะ กรุณาขยับไปนั่งฝั่งตึกศิลปกรรมจะดีกว่าครับ”
คำว่า ‘สิ่งรบกวน’ ทำเอาเพ้นท์เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความหงุดหงิด เธอจ้องหน้าผู้ชายมาดนิ่งตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ถูกฉะโฉลกอย่างแรง คนอะไรจะตึงเครียดและไร้เหตุผลได้ขนาดนี้ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลแล้วคิดว่าทุกคนต้องหมุนรอบกฎของวิศวะหรือยังไง
“ไร้สาระ...” เพ้นท์พึมพำเสียงเบาแต่ตั้งใจให้เขาได้ยิน “เผด็จการไร้หัวใจจริงๆ”
“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ?” ภีมก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมผสมกลิ่นสีน้ำมันจากตัวเพ้นท์ลอยมากระทบจมูกเขา เช่นเดียวกับที่เพ้นท์ได้กลิ่นน้ำมันเครื่องอ่อนๆ และกลิ่นกายแบบผู้ชายอบอวลมาจากตัวเขา
“เปล่าค่ะ” เพ้นท์เชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้าสวย แต่ดวงตากลับฉายแววท้าทาย “แค่นึกในใจว่า... เฮดว้ากคณะนี้คงโตมากับตารางเหล็กกับไม้บรรทัดเนอะ ถึงได้แข็งกระด้างและไม่มีความยืดหยุ่นในชีวิตเอาซะเลย”
สายฟ้าที่ยืนอยู่ด้านหลังภีมถึงกับหลุดขำก๊ากออกมาเบาๆ จนโดนก้องภพสะกิดกะโหลกให้เงียบ ส่วนภีมทำเพียงแค่จ้องมองใบหน้าเนียนใสของเพ้นท์ด้วยสายตาที่ลึกล้ำขึ้น ชายหนุ่มขยับริมฝีปากแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปากเพียงครู่เดียวก่อนจะกลับมาทำหน้าเรียบนิ่งดังเดิม
“ศิลปกรรมอาจสอนให้คุณใช้อารมณ์... แต่สำหรับวิศวะ เราใช้ระเบียบและความเป็นจริง” ภีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ถ้ายังอยากนั่งตรงนี้ต่อ ก็ช่วยกรุณาอย่าทำตัวเป็น ‘สิ่งดึงดูดสายตา’ จนรุ่นน้องผมไม่มีสมาธิ... ไม่อย่างนั้นผมจะยึดอุปกรณ์วาดรูปของคุณ”
“นี่คุณ!” เพ้นท์เบิกตากว้างด้วยความโมโหที่โดนขู่
ยังไม่ทันที่เพ้นท์จะได้ด่ากลับ เสียงของ ‘ข้าวโอ๊ต’ เพื่อนชายใจหญิง เพื่อนสนิทจากคณะศิลปกรรมตะโกนเรียกมาแต่ไกล “ยัยเพ้นท์! ยัยเพ้นท์เว้ย! อาจารย์เรียกตรวจสเก็ตช์งานด่วนเลย!”
เพ้นท์สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดอารมณ์กรุ่นโกรธเอาไว้ เธอถลึงตาใส่ภีมอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะรีบเก็บอุปกรณ์วาดรูปและเฟรมผ้าใบใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว
เมื่อจัดของเสร็จ เพ้นท์ก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันกลับมาประจันหน้ากับเฮดว้ากมาดดุคนนั้นอีกครั้ง
“จำไว้นะคะคุณเฮดว้าก... โลกนี้มันไม่ได้หมุนด้วยกฎเหล็กของคุณคนเดียว หวังว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก!”
เพ้นท์สะบัดหน้าเดินแยกตัวออกไปทันที ร่างบางในชุดเสื้อกล้ามทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าพาสเทลกับกางเกงยีนเข้ารูปสมส่วนเดินตรงไปยังตึกศิลปกรรม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมละมุนที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
ภีมยืนมองตามแผ่นหลังบางและเรือนร่างทรงเสน่ห์ของสาวอาร์ตคนนั้นไปจนสุดสายตา ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
“เบาได้เบาไอ้ภีม คุณเขาอยู่ศิลปกรรมนะเว้ย ไม่ใช่รุ่นน้องปีหนึ่งของมึง” สายฟ้าเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อนรักพร้อมกับหัวเราะกวนๆ “แต่ยอมรับเลยว่ะ... คุณเพ้นท์ เอกจิตรกรรม โคตรสวย หุ่นอย่างแจ่ม มีแต่คนจีบทั้งนั้น มึงไปว้ากใส่เขาแบบนั้น ระวังจะโดนเกลียดเอานะครับ”
ภีมไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อน เขาลดสายตากลับมามองที่พื้นปูนตรงม้านั่งหินอ่อน ก่อนจะยื่นมือไปเก็บ ‘พู่กันด้ามยาว’ ด้ามหนึ่งที่เพ้นท์ทำตกไว้โดยไม่รู้ตัวขึ้นมาถือไว้ในมือ
ชายหนุ่มหมุนพู่กันด้ามนั้นไปมาระหว่างนิ้วเรียวยาว ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความแตกต่างสุดขั้ว ความดื้อรั้น และดวงตาท้าทายคู่นั้นของสาวอาร์ต... กำลังสลักลงในหัวใจของเฮดว้ากมาดดุเข้าให้แล้ว
“รบกวนสมาธิ... จริงๆ” ภีมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเก็บพู่กันด้ามนั้นใส่กระเป๋าเสื้อช็อปตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าสู่ลานเกียร์เพื่อคุมเชิงต่อด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบตามเดิม
การเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่าง "ภีม" เฮดว้ากมาดดุ ผู้เข้มงวดกับกฎระเบียบ และ "เพ้นท์" สาวศิลปกรรมสายอาร์ตผู้รักอิสระ นำไปสู่การปะทะคารมและความไม่เข้าใจกัน เพ้นท์มองภีมว่าเป็นคนเผด็จการไร้หัวใจ ในขณะที่ภีมมองเพ้นท์เป็นตัวป่วนดึงดูดสายตา ทว่าความแตกต่างสุดขั้วและความดื้อรั้นท้าทายกลับกลายเป็นชนวนแรกที่จุดประกายความสนใจประหลาดขึ้นในใจของทั้งสองฝ่ายโดยไม่รู้ตัว