ตอนที่ 1 ผู้ช่วยของประธานเงา (1/2)
เงินเก็บของลลินเหลือเจ็ดร้อยสิบสองบาท
เธอมองตัวเลขบนหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนข้อความจากเจ้าหนี้จะเลื่อนลงมาทับมัน
‘พรุ่งนี้สามหมื่นนะ อย่าให้ต้องไปถึงบ้าน’
นิ้วที่แตะโทรศัพท์เย็นลง ทั้งที่พัดลมตั้งพื้นยังหมุนเอื่อยอยู่ปลายเตียง สามหมื่นบาทเป็นเพียงดอกเบี้ยของเงินที่แม่ยืมมารักษาตัวหลังพ่อหายไป ส่วนเงินต้นไม่เคยลดลงเลย แม้ลลินจะทำงานจนหลับคาคอมพิวเตอร์แทบทุกคืน
บนโต๊ะมีบทความที่รอแก้สองชิ้นกับใบแจ้งค่าจ้างงานแปล ลูกค้ารายใหญ่เลื่อนโอนมาเป็นครั้งที่สามแล้ว เธอส่งข้อความติดตามไปเมื่อเช้า อีกฝ่ายอ่าน แต่ยังไม่ตอบ
“ลิน เสื้อขาวรีดไว้แล้วนะลูก”
เสียงแม่ดังมาจากหน้าห้อง หญิงสาวรีบพลิกโทรศัพท์คว่ำ ก่อนลุกไปรับเสื้อจากมือที่มีรอยเจาะเข็มเล็ก ๆ ตรงหลังมือ แม่เพิ่งกลับจากตรวจเมื่อวาน และพรุ่งนี้ยังต้องไปฟังผลอีกครั้ง
“แม่ไม่ต้องทำก็ได้ หนูรีดเองทัน”
“แม่ยังรีดเสื้อได้ ไม่ได้ป่วยจนทำอะไรไม่ได้เสียหน่อย”
แม่ยิ้ม แต่ลลินเห็นว่าอีกฝ่ายต้องพิงวงกบประตู เธอจึงประคองให้นั่งลงข้างเตียง แล้วหยิบแก้วน้ำมาวางใกล้มือ
“วันนี้ไปสัมภาษณ์ที่ไหนนะ”
“อัศวินกรุ๊ปค่ะ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร”
มือแม่หยุดอยู่เหนือแก้วน้ำเพียงเสี้ยววินาที
“บริษัทก่อสร้างนั่นหรือ”
“มีหลายธุรกิจค่ะ แต่หนูทำงานเอกสารกับประสานงาน ไม่ได้ไปคุมคนเทปูนหรอก”
เธอจงใจพูดให้ขำ แม่กลับก้มลงจัดชายเสื้อบนตัก ลลินรู้จักความเงียบแบบนี้ดี มันมักเกิดขึ้นเมื่อบทสนทนาเข้าใกล้เรื่องของพ่อ
“แม่รู้จักบริษัทนี้หรือคะ”
“เคยได้ยินชื่อ ไปเถอะลูก แม่แค่ไม่อยากให้ลินเหนื่อย”
คำตอบจบลงตรงนั้น ลลินไม่ถามต่อ เธอเคยถามเรื่องพ่อจนแม่ร้องไห้ และไม่อยากพาความเจ็บเดิมกลับมาในวันที่ทั้งคู่ต้องเก็บแรงไว้กับเรื่องตรงหน้า
ฝนเทลงมาตอนลลินก้าวพ้นสถานี
เธอมองหลังคาทางเดินที่จบลงก่อนถึงตึก แล้วมองเวลาในโทรศัพท์ เหลือสิบสองนาทีถึงเวลานัด รถรับจ้างจอดอยู่ริมถนน แต่ราคาที่คนขับบอกทำให้เธอเลือกกอดแฟ้มแนบอกและวิ่งฝ่าสายฝนแทน
ตอนมาถึงอาคารสีดำสูงสี่สิบสองชั้น ชายเสื้อกับแขนทั้งสองข้างเปียกจนแนบผิว ลลินยืนหลบอยู่ใต้กันสาด ใช้กระดาษทิชชูซับหน้า แล้วพยายามเช็ดแฟ้มให้แห้งที่สุด
“มาสมัครงานหรือคะ”
พนักงานต้อนรับถามอย่างสุภาพ เธอตอบชื่อและเวลานัด อีกฝ่ายตรวจรายการก่อนยื่นบัตรผ่านให้
“ขึ้นชั้นสี่สิบสองได้เลยค่ะ คุณนรินทร์รออยู่”
นรินทร์เป็นชายวัยสามสิบกว่า แต่งตัวเรียบกริบและพูดน้อย เขารับแฟ้มจากเธอ วางน้ำอุ่นให้หนึ่งแก้ว แล้วหยิบกระดาษทิชชูอีกกล่องมาเงียบ ๆ
“คุณธามติดเรื่องที่ไซต์งานครับ ขอให้รอสักครู่”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ห้าโมงผ่านไป ตามด้วยห้าโมงครึ่ง
ลลินส่งข้อความขอให้ป้าช่วยแวะไปหาแม่ จากนั้นเปิดงานแปลในโทรศัพท์ อ่านทวนประโยคที่ลูกค้าขอแก้ เธอจำเป็นต้องส่งคืนนี้ หากได้งานใหม่ งานเก่าที่รับไว้ต้องทำให้จบ
เครื่องปรับอากาศเป่าลงตรงเก้าอี้พอดี เธอขยับหลบจนแทบชิดขอบที่นั่ง นิ้วกอดแก้วน้ำไว้ แม้น้ำข้างในจะหายอุ่นไปแล้ว
นรินทร์มองเธอจากโต๊ะทำงาน ก่อนเดินมาถามว่าต้องการเลื่อนนัดหรือไม่
“ฉันรอได้ค่ะ แต่พรุ่งนี้ต้องพาแม่ไปโรงพยาบาล ถ้าเลื่อนคงต้องเป็นวันอื่น”
“ผมจะเรียนคุณธามให้ทราบครับ”
หกโมงสิบ ประตูห้องทำงานเปิดออก
ผู้ชายที่เดินออกมามีเสื้อสูทพาดอยู่บนแขน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับถึงข้อศอก เผยรอยแผลจางบนท่อนแขนกับนาฬิกาสายดำ ใบหน้าคมเหมือนภาพบนเว็บไซต์บริษัท ทว่าตัวจริงดูเหนื่อยและเข้าถึงยากกว่ามาก
ธาม อัศวินเดช ประธานบริษัทที่เคยทำงานเป็นวิศวกรภาคสนาม
เขาพูดโทรศัพท์สั้น ๆ ว่าให้รอผลตรวจวัสดุก่อน อย่าเพิ่งอนุญาตให้ใช้งาน จากนั้นวางสายและหันมาทางนรินทร์
“นัดที่เหลือเลื่อนเป็นพรุ่งนี้”
ลลินลุกขึ้นก่อนความกล้าจะหายไป
“ขอโทษนะคะ พรุ่งนี้ฉันต้องพาแม่ไปโรงพยาบาล ขอคุยวันนี้ได้ไหมคะ”
ธามมองเธอเป็นครั้งแรก สายตาไล่จากแฟ้มเปียกฝนขึ้นมาหยุดตรงใบหน้า
“ผมมีธุระ”
“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ฉันรอตามเวลานัดมาตั้งแต่ห้าโมงแล้ว”
“คุณต้องการเวลากี่นาที”
“สิบห้านาทีค่ะ ถ้าคุณเห็นว่าฉันไม่เหมาะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลานัดกันอีก”
ธามมองเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนเปิดประตูห้องกว้างขึ้น
“สิบห้านาที”
เขานั่งหลังโต๊ะแล้วเปิดประวัติของเธอ ลลินวางกระเป๋าลงข้างเก้าอี้ ตั้งแฟ้มบนตักเพื่อซ่อนมือที่ยังสั่นเพราะความเย็น
“คุณจบด้านภาษา แต่เคยทำเอกสารให้บริษัทรับเหมา”
“บริษัทของพ่อค่ะ ฉันช่วยเรียบเรียงรายงานกับตรวจใบเสนอราคา ส่วนงานปัจจุบันเป็นบทความและงานแปล”
“อ่านแบบก่อสร้างได้หรือ”
“อ่านหัวข้อกับรายการวัสดุได้ค่ะ แต่ฉันไม่ใช่วิศวกร ถ้าต้องรับรองความถูกต้องทางเทคนิค ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจอีกที”
ธามเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คล้ายเพิ่งพบคำตอบที่ต่างจากสิ่งที่คาดไว้ เขาเลื่อนเอกสารสองแผ่นมาให้ เป็นรายงานภาษาไทยกับฉบับภาษาอังกฤษ
“หาจุดที่ความหมายไม่ตรงกัน”
ลลินขอปากกา แล้วเริ่มอ่าน เธอวงข้อความสามแห่ง จุดหนึ่งใช้หน่วยต่างกัน อีกจุดระบุวันส่งมอบคลาดเคลื่อน ส่วนจุดสุดท้ายทำให้เธออ่านซ้ำทั้งประโยค
ฉบับไทยเขียนว่ายังไม่ได้รับอนุมัติ แต่ฉบับอังกฤษระบุว่าได้รับอนุมัติแล้ว
“ตรงนี้ต้องแก้ก่อนส่งค่ะ คนอ่านอาจเข้าใจว่าเริ่มงานได้ทันที”
“คุณจะแก้ฉบับไหน”
“ฉันต้องถามเจ้าของข้อมูลก่อนค่ะ ฉันบอกได้ว่ามันขัดกัน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าฉบับไหนถูก”
ธามรับกระดาษกลับไป เขาไม่ชม ไม่ตำหนิ เพียงใช้นิ้วแตะรอยวงที่เธอทำไว้ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลลินวางปากกาลง
“ถ้าคนสั่งให้คุณส่งเอกสารทั้งที่รู้ว่ามันผิดเป็นผม คุณจะทำอย่างไร”