ตอนที่ 1 ครอบครัวเดียวกัน
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังประสานกันก้องไปทั่วบริเวณห้องนั่งเล่นของบ้านหลังใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นของต้มยำกุ้งและปลากะพงทอดน้ำปลาลอยออกมาจากห้องครัว เรียกน้ำย่อยของคนที่พึ่งก้าวเท้าเข้ามาในบ้านได้อย่างดี
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่แสนพิเศษเพราะเป็นการฉลองหลังจากการสอบปลายภาคของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปี 4 ที่แสนหนักหน่วง
คุณนภายิ้มกว้างขณะจัดจานอาหารลงบนโต๊ะตัวยาว โดยมีหญิงสาวร่างเล็กอย่างทับทิมคอยเป็นลูกมืออยู่ไม่ห่าง
มือเรียวของทับทิมบรรจงจัดเรียงช้อนส้อมอย่างตั้งใจ พลันสายตาของเธอก็คอยชำเลืองมองไปยังทิศทางของห้องรับแขกเป็นระยะ
“หอมไปถึงหน้าปากซอยเลยครับแม่” เสียงทุ้มคุ้นหูของเฟรมดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามากอดเอวมารดาจากด้านหลัง ชายหนุ่มซบหน้าลงบนลาดไหล่ของผู้เป็นมารดาอย่างออดอ้อน
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยนะเรา ไปล้างมือเดี่ยวนี้เลย อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว” คุณนภาตีแขนลูกชายเบาๆ อย่างหมั่นไส้
“เดี๋ยวผมไปล้างพร้อมไอ้เทียนเลยครับ มันกำลังจอดรถอยู่” เฟรมผละออก ก่อนจะหันมาหาทับทิมที่ยืนถือเหยือกน้ำอยู่ข้างโต๊ะ เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมของหญิงสาวอย่างเอ็นดู
“ทำหน้าเกร็งเชียวเรา พึ่งสอบเสร็จไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ไปนั่งพัก”
ทับทิมรีบก้มหน้าลงซ่อนริ้วรอยสีแดงจางๆ บนพวงแก้ม ฝ่ามือเล็กกำชายเสื้อของตัวเองแน่นจนยับย่น จังหวะการเต้นของก้อนเนื้อในอกซ้ายรัวเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสัมผัสอุ่นวาบประทับลงบนศีรษะ
“หนูอยากช่วยคุณป้านี่คะ พี่เฟรมนั่นแหละไปล้างมือเลย” ทับทิมตอบกลับเสียงแผ่ว พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“ดุเหมือนไอ้เทียนไม่มีผิด” เฟรมหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี
เพียงไม่นาน เทียนก็เดินตามเข้ามาในครัว ชายหนุ่มร่างสูงมีใบหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เขายกมือไหว้คุณนภาและคุณอเนกที่พึ่งเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน
“มาแล้วเหรอเทียน ไปล้างมือกินข้าวกันลูก วันนี้แม่ทำของโปรดเทียนไว้เยอะเลยนะ” คุณนภาเอ่ยทักทายอย่างอ่อนโยน
ครอบครัวนี้รักและเอ็นดูสองพี่น้องเหมือนลูกแท้ๆ นับตั้งแต่ที่พ่อแม่ของเทียนและทับทิมจากไปด้วยอุบัติเหตุ คุณอเนกและคุณนภาก็คอยช่วยเหลือส่งเสียมาตลอด
“ขอบคุณครับคุณป้า” เทียนยิ้มรับจางๆ ก่อนจะหันไปตบไหล่เพื่อนสนิท “มึงไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อเดี่ยวนี้เลยไอ้เฟรม ตัวมึงเหม็นเหงื่อมาก”
“เออ รู้แล้วน่า สั่งจังเลยนะมึง” เฟรมบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมเดินไปล้างมือและเปลี่ยนเสื้อแต่โดยดี
มิตรภาพของเฟรมกับเทียนเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านต่างรับรู้ พวกเขาเป็นเพื่อนรักที่ตายแทนกันได้ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลาจนแทบเป็นปลาท่องโก๋
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความครื้นเครง เฟย์ที่พึ่งกลับมาจากการทำรายงานที่มหาวิทยาลัยก็รีบเข้ามาร่วมวง
ทันทีที่เธอนั่งลงตรงข้ามกับเทียน หญิงสาวก็ลอบมองใบหน้าคมคายของคนฝั่งตรงข้ามเงียบๆ มือเรียวเลื่อนจานปลากะพงทอดน้ำปลาไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะรีบชักมือกลับ
เทียนเงยหน้าขึ้นมาสบตาพร้อมกับผงกหัวรับน้อยๆ เฟย์รีบดึงสายตากลับมาสนใจข้าวในจานของตัวเอง มุมปากเล็กยกยิ้มขึ้นบางเบาจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
“กินเยอะๆ นะทับทิม ช่วงนี้หนูดูผอมลงไปนะลูก” คุณอเนกตักกับข้าวใส่จานให้หญิงสาวที่เอาแต่นั่งเขี่ยข้าว
“ขอบคุณค่ะคุณลุง หนูแค่เตรียมสอบหนักไปหน่อยค่ะ” ทับทิมเงยหน้าขึ้นมาตอบอย่างเกรงใจ
“งั้นก็ต้องให้พี่เฟรมพาน้องไปเลี้ยงขนมบ้างแล้ว ปล่อยให้น้องอ่านหนังสือจนผอมได้ยังไง เป็นพี่ประสาอะไร” คุณอเนกหันไปดุลูกชายอย่างไม่จริงจังนัก
เฟรมพยักหน้ารับทันที “ได้เลยครับพ่อ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมพาทับทิมไปกินบิงซูร้านเปิดใหม่หน้ามอเลย เอาไหมตัวเล็ก” เขาหันไปถามคนข้างๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองคนพูด ดวงตาไหวระริกเป็นประกายสว่างไสว ทับทิมพยักหน้ารับ รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
เทียนมองน้องสาวสลับกับเพื่อนรัก ระบายยิ้มออกมาอย่างสบายใจ เขาเห็นท่าทีเหล่านั้นมาตลอดและเลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
เขาเชื่อใจในตัวเพื่อนสนิทคนนี้อย่างหมดหัวใจว่าจะไม่ทำอะไรเกินเลย
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเฟรมรวบช้อนส้อมลงบนจาน ชายหนุ่มกระแอมในลำคอเล็กน้อยเพื่อเรียกความสนใจจากทุกคน
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติ แววตาทอประกายแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงขยับนั่งตัวตรงราวกับเตรียมตัวประกาศเรื่องสำคัญ
“พ่อครับ แม่ครับ ไอ้เทียน เฟย์ แล้วก็ทับทิม” เฟรมกวาดสายตามองทุกคนบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่พ่อกับแม่ของเขา “วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญจะมาบอกครับ”
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันที ทุกคนต่างรอฟังอย่างตั้งใจ ทับทิมจ้องมองใบหน้าของเขา ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ มือที่จับช้อนเกร็งแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เฟรมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน
“ผมมีแฟนแล้วครับ ผม... ตกลงคบกับดรีมเป็นแฟนแล้วนะครับ”
เคร้ง!
ช้อนในมือของทับทิมร่วงหล่นกระทบจานกระเบื้องเสียงดังสนั่น ร่างเล็กสะดุ้งราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็งเย็นจัด ใบหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น
ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องรีบก้มหน้าลงต่ำ ฟันซี่เล็กขบเม้มริมฝีปากล่างจนห้อเลือดเพื่อสกัดกั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“อ้าวทับทิม เป็นอะไรลูก ช้อนตกเชียว” คุณนภาร้องทักอย่างตกใจ
ทับทิมฝืนเงยหน้าขึ้นมา ปรับสีหน้าให้ดูปกติอย่างยากลำบาก “ขอโทษค่ะคุณป้า พอดีหนูเผลอทำหลุดมือค่ะ”
“ร้ายไม่เบานะมึง ไปแอบตกลงกันตอนไหนวะ” เทียนแซวเพื่อนสนิทพลางหัวเราะ โดยไม่ทันสังเกตเห็นอาการผิดปกติของน้องสาวตัวเอง
“ก็คุยๆ กันมาสักพักแล้วนั่นแหละ พอสอบเสร็จดรีมก็ยอมใจอ่อนตกลงคบเลย” เฟรมตอบอย่างอารมณ์ดี เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย
“ยินดีด้วยนะลูก พามาให้แม่รู้จักบ้างล่ะ แม่เห็นแต่ในรูป สวยเลยนะ” คุณนภายิ้มรับอย่างยินดี
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารยังคงดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน ทับทิมมองใบหน้าของเฟรมที่กำลังพูดถึงดรีมอย่างมีความสุข แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักในแบบที่เธอไม่เคยได้รับ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าให้ขยับเป็นรอยยิ้ม
“พี่เฟรมคะ” ทับทิมเปล่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา “หนู... ยินดีด้วยนะคะ ขอให้พี่เฟรมมีความสุขมากๆ ค่ะ”
เฟรมหันมายิ้มกว้างรับคำยินดี “ขอบคุณนะตัวเล็ก”
คำสรรพนามที่เคยทำให้หัวใจพองโต บัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนของมีคมที่กรีดลึกลงกลางความรู้สึก ทับทิมก้มหน้ามองข้าวในจานที่พร่ามัวลงเรื่อยๆ
ครืด... ครืด…
หน้าจอโทรศัพท์ของเฟรมที่วางอยู่บนโต๊ะสว่างวาบขึ้นมา ปรากฏชื่อ ‘ดรีม’ เด่นชัด ชายหนุ่มรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายพร้อมกับผุดลุกขึ้นยืน
“ครับดรีม ว่าไงครับ... คิดถึงพี่แล้วเหรอ”
ชายหนุ่มเดินแยกออกไปคุยที่ระเบียงด้านนอก ทิ้งให้ทับทิมนั่งนิ่งงัน จ้องมองแผ่นหลังกว้างนั้นค่อยๆ ห่างออกไป
ขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของเทียนที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นเตือนข้อความเข้า เขาหยิบขึ้นมาดู ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งและเจือไปด้วยรอยยิ้มพลันแข็งค้าง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนรวดเร็วจนเก้าอี้ครูดไปกับพื้นเสียงดัง
“ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” เทียนเอ่ยรัวเร็ว ก่อนจะเดินแกมวิ่งออกไปจากโต๊ะอาหารอย่างรีบร้อน ทิ้งความงุนงงไว้ให้กับทุกคนที่ยังนั่งอยู่ตรงนั้น