บทที่ 1: ศิลปะบนเขียงเนื้อ
กลิ่นอับชื้นของตึกร้างย่านชานเมืองผสมปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล แสงไฟฉายสีขาวนวลจากโทรศัพท์มือถือวาดผ่านคราบปูนเปลือยและเศษซากอิฐ ปรากฏภาพของห้องโถงกว้างที่ถูกจัดฉากราวกับแกลเลอรีศิลปะชั้นต่ำ ทว่าสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้องกลับไม่ใช่รูปปั้นหินอ่อน หากแต่เป็นร่างไร้วิญญาณของมนุษย์ที่ถูกจัดวางไว้อย่างวิปริตเกินกว่ามนุษย์มนาจะจินตนาการ
"ให้ตายเถอะ... กลิ่นมันชวนคลื่นไส้เป็นบ้า"
สารวัตรสาว ‘รัญจวน’ สบถเบาๆ พลางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่หลุดรุ่ยจากความเร่งรีบ เธอกวาดสายตาคมกริบมองรอบบริเวณ ทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังทำงานกันอย่างขันแข็ง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปสาดวาบเป็นระยะกระทบเข้ากับผนังปูนที่เปรอะเปื้อนคราบสีแดงเข้ม
แม้เธอจะผ่านคดีฆาตกรรมมานับไม่ถ้วน แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้สันหลังวาบด้วยความหนาวเหน็บ ร่างของเหยื่อสาวเคราะห์ร้ายรายหนึ่งถูกตรึงไว้กับโครงเหล็กขึ้นสนิม เนื้อหนังบางส่วนถูกกรีดเปิดออกอย่างประณีตด้วยเครื่องมือแพทย์ ไม่ใช่การลงมือแบบคนคลุ้มคลั่งไร้สติ แต่เป็นฝีมือของ ‘มือโปร’ ที่มีความรู้เรื่องกายศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ทุกรอยกรีด ทุกองศาของการลงมีด ราวกับผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ
และสิ่งที่ทำให้รัญจวนต้องขมวดคิ้วมุ่นจนแทบเป็นปม คือ "รอยเย็บ"
บริเวณลำตัวและแขนขาของเหยื่อถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันด้วยด้ายเย็บแผลสีดำสนิท เป็นตะเข็บฝีเข็มที่เนียนกริบและเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับงานฝีมือชั้นสูง มันถูกเย็บติดเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนของวัตถุบางอย่างเศษผ้าไหมราคาแพง ชิ้นส่วนตุ๊กตาพลาสติกที่ถูกผ่าครึ่ง และ... แผ่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่เขียนตัวเลขประหลาดด้วยหมึกสีแดงสด
"สารวัตรครับ ทางแพทย์นิติเวชแจ้งว่า ยังระบุตัวตนเหยื่อไม่ได้ชัดเจนครับ เพราะรูปหน้าบางส่วนถูกจัดการจนเสียโฉม แต่จุดที่น่าสังเกตคือ... ฝีมือการเย็บแผลแบบนี้ มันไม่ใช่ใครก็ได้แน่ๆ" นายตำรวจลูกน้องเดินเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
รัญจวนเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นอีกนิด กลิ่นคาวเลือดตีเข้าจมูกจนเธอต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสติ สายตาเพ่งมองรอยฝีเข็มเหล่านั้นใกล้ๆ เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ
นี่มันไม่ใช่แค่ฆาตกรรมเพื่อความสะใจ... แต่มันคือสารท้าทาย
ฆาตกรรายนี้ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเหยื่อ แต่กำลังใช้ร่างกายมนุษย์เป็นผืนผ้าใบเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่าง ปริศนาที่ถูกถักทอด้วยเข็มและด้ายกำลังเย้ยหยันกระบวนการยุติธรรม และเธอก็รู้ดีว่าลำพังกำลังของตำรวจฝ่ายเดียวคงยากที่จะแกะรอยจิตวิปริตระดับนี้ได้ทันการณ์
สามชั่วโมงต่อมา ณ คลินิกศัลยกรรมตกแต่งชื่อดังใจกลางเมืองที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง บรรยากาศเงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงตัดกับกลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ
‘หมอคิมหันต์’ ศัลยแพทย์หนุ่มมือทองยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาในห้องทำงานส่วนตัว เขากำลังถอดถุงมือยางออกช้าๆ หลังจากเพิ่งเสร็จสิ้นเคสผ่าตัดใหญ่ ดวงตาคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่แฝงไว้ด้วยความนิ่งสนิทจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนที่ร่างของรัญจวนจะผลักเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต เธอมองหน้าหมอหนุ่มนิ่งๆ ก่อนจะวางแฟ้มคดีที่มีภาพถ่ายที่เกิดเหตุลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดัง ปึก!
"คุณคงเห็นข่าวแล้วนะ หมอคิม" รัญจวนเปิดฉากด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ทางกองปราบต้องการที่ปรึกษาเฉพาะทาง เคสนี้ไม่ใช่ฆาตกรรมธรรมดา คุณลองดูรอยเย็บพวกนี้สิ..." เธอดึงภาพถ่ายโคลสอัปฝีเข็มบนศพขึ้นมาวางตรงหน้าเขา
หมอคิมหันต์ก้มมองภาพถ่ายแวบแรก สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความตกใจหรือหวาดกลัวอย่างที่คนทั่วไปควรจะเป็น นิ้วเรียวยาวภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวหยิบภาพนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ แววตาของแพทย์หนุ่มไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"ฝีมือประณีตดีนี่ครับ" หมอคิมหันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเรียบเฉย "ใช้เทคนิค Subcuticular suture หรือการเย็บใต้ผิวหนังเพื่อซ่อนปมไหม... คนทำต้องมีความรู้เรื่องโครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อผิวหนังเป็นอย่างดี และที่สำคัญ..." เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างมีความหมาย "ต้องเป็นคนที่ ‘มือไม่สั่น’ แม้ในยามที่เลือดสาดกระเซ็น"
"ใช่ และนั่นคือเหตุผลที่ฉันมาหาคุณ" รัญจวนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "คนที่มีฝีมือระดับนี้ในเมืองไทยมีไม่ถึงสิบคน และหนึ่งในนั้น... มีชื่อของคุณอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยเชิงวิชาการด้วย"
หมอคิมหันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเยียบเย็นจนรัญจวนต้องขยับตัวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "สารวัตรกำลังคิดว่าฆาตกรโรคจิตคนนั้นคือผมงั้นเหรอครับ? ถ้าผมอยากจะซ่อนใครสักคน ผมคงไม่เลือกทิ้งศพไว้ประจานกลางเมืองให้ตำรวจตามเช็ดตามล้างหรอ"
การสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อบรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ รัญจวนหรี่ตามองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ ขณะที่หมอคิมหันต์หันหลังกลับไปเก็บอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์บนถาดสแตนเลส เสียงเหล็กกระทบกันดัง กริ๊ง ท่ามกลางความเงียบ
"กลับไปซะเถอะครับสารวัตร ดึกแล้ว... ไว้พรุ่งนี้ผมจะแวะไปที่นิติเวชดูให้อีกที" หมอคิมหันต์เอ่ยไล่ทางอ้อมโดยไม่หันกลับมามอง
รัญจวนเม้มปากแน่น รู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีที่อ่านไม่ออกของหมอหนุ่ม แต่เธอก็ยอมหยิบแฟ้มคดีขึ้นมาถือไว้ "หวังว่าพรุ่งนี้คุณจะให้คำตอบที่ดีกว่านี้นะ หมอคิม" เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินหันหลังเปิดประตูออกไปจากห้อง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง
ประตูห้องปิดสนิทลง...
หมอคิมหันต์ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แสงไฟนีออนสะท้อนบนกรอบแว่นของเขา รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่เรียบสนิทราวกับรูปปั้นหิน
เขายื่นมือไปหยิบลิ้นชักลับใต้โต๊ะที่ถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาด้วยกุญแจรหัส นิ้วมือหมุนรหัสอย่างคล่องแคล่ว 0-5-1-2 เสียงกลไกดัง คลิก เบาๆ
ภายในลิ้นชักนั้น ไม่มีเครื่องมือแพทย์ราคาแพง ไม่มีเอกสารทางราชการ... มีเพียง "กล่องเหล็กสนิมเขรอะ" ใบเล็กๆ ด้านในบรรจุด้ายเย็บแผลสีดำม้วนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเนื้อด้ายและเบอร์เข็ม "ตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบ" กับชิ้นส่วนที่ถูกพบในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนนี้
ไม่เพียงเท่านั้น... บนฝากล่องด้านใน ยังมีกระดาษโน้ตสีเหลืองเก่าๆ แผ่นหนึ่งแปะอยู่ด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีลายมือของคนตายที่ควรจะฝังอยู่ใต้ดินเมื่อห้าปีที่ก่อน
หมอคิมหันต์หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านช้าๆ หัวใจของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นกลับเต้นกระหน่ำรัวด้วยความตกตะลึง เมื่อข้อความบนกระดาษเขียนไว้ด้วยหมึกสีแดงสดว่า:
"รอยเย็บถัดไป... ฉันเตรียมเข็มไว้รอท่าทีคลินิกของนายแล้วนะ, พี่ชาย"
ไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบไหวติดๆ ดับๆ สองครั้ง ก่อนที่หลอดไฟดวงนั้นจะดับวูบลง ปล่อยให้ร่างของหมอคิมหันต์จมดิ่งลงในความมืดมิดของห้องทำงาน พร้อมกับเสียงฝีเท้าลึกลับที่กำลังดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอก... ใกล้เข้ามาทุกทีๆ