1.ขอแค่มีหลาน
ณ คุ้มปั้นหยา เชียงราย
“ปัถย์ แม่ติดต่อบริษัทที่รับอุ้มบุญไว้แล้วนะลูก ถ้าลูกพร้อมเมื่อไหร่เขาบอกให้ไปตรวจร่างกายและฝากสเปิร์มไว้ได้เลย หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาก็จะรีบจัดหาผู้หญิงที่จะมาอุ้มท้องให้เราทันที ซึ่งน่าจะได้ภายในเดือนนี้” บุหงากล่าวกับลูกชายเพียงคนเดียวของเธอด้วยรอยยิ้ม
“เร็วไปหรือเปล่าครับคุณแม่ ทำอย่างกับว่าคุณแม่คุยกับบริษัทนั้นล่วงหน้าไว้นานแล้วอย่างนั้นแหละ” เขาจำได้ว่าเพิ่งจะตกลงเรื่องหาคนมาอุ้มบุญลูกของเขากับคุณแม่ไปเมื่อเช้านี้เอง พอตกเย็นทุกอย่างก็เรียบร้อยพร้อมสรรพ
“ก็ต้องเร็วสิลูก ปัถย์ก็รู้ว่าตอนนี้โรครุมเร้าแม่ขนาดไหน ก่อนแม่จะจากโลกนี้ไปยังไงก็ต้องได้เห็นหน้าหลานก่อน” บุหงาไม่ปฏิเสธข้อสงสัยของลูกชายเพราะเธอได้ติดต่อกับปรางทิพย์เอาไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว
“คุณแม่ยังแข็งแรงอยู่เลยครับ ผมจะดูแลคุณแม่ให้ดีที่สุด ให้คุณแม่ได้อยู่กับผมและหลานไปอีกนานๆ และคอยดูเขาเจริญเติบโตไปด้วยกัน” มือหนากอบกุมมือเหี่ยวย่นของมารดาพร้อมบีบเบาๆ
“จ้า แม่ก็อยากเลี้ยงหลานจนโตเหมือนกันนั่นแหละ แต่เรื่องแบบนี้เราคงกะเกณฑ์อะไรไม่ได้” บุหงาบีบมือลูกชายตอบพร้อมยิ้มให้ เรื่องความเป็นความตายเธอทำใจเอาไว้แล้วล่ะ
“อ้อ...แม่อยากได้หลานมากกว่าหนึ่งคนนะปัถย์ คงจะดีถ้ามีสักสามหรือห้าคน แม่จะได้ไม่เหงา”
“ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ จะมีลูกสักกี่คนผมก็เลี้ยงไหวอยู่แล้ว รอคนแรกโตสักหน่อย เดี๋ยวเราก็หาคนอุ้มบุญคนที่สองให้ พอคนที่สองโตก็อุ้มบุญคนที่สาม สี่ ห้า ต่อไปอีกเรื่อยๆ คุณแม่ก็จะมีหลานอยู่ห้อมล้อมอย่างที่ต้องการ”
“อันที่จริงแค่ลูกตัดสินใจแต่งงานกับหนูอรนิภา แม่ว่าอาจจะดีกว่าไปหาผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มาอุ้มบุญให้นะ หลานจะได้มีทั้งพ่อและแม่พร้อมหน้า”
“ผมเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกเองก็ได้ครับ ยังไงชาตินี้ผมก็จะไม่แต่งงาน” ปัถต์ยังคงยืนยันในเจตนารมณ์ของตนกับผู้เป็นแม่อย่างแน่วแน่
“เอาเถอะๆ จะวิธีไหนก็ได้ที่ลูกสบายใจ ขอแค่มีหลานให้แม่สักสองสามคนก็พอแล้ว” บุหงาจำเป็นต้องยอมทำตามลูกชายอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าตาปัถต์บอกว่าไม่มันก็คือไม่
เรื่องลูกสะใภ้ถ้าไม่มีเธอยังพอทำใจได้ แต่เรื่องหลานนี่ไม่ได้จริงๆ ยังไงคุ้มปั้นหยาก็ต้องมีทายาทสืบสกุลต่อไป...
บริษัทพีทีอินเตอร์ทัวร์...
“ตอนนี้เดินทางลำบากมากครับ มาตรการการตรวจคัดกรองที่นี่เข้มกว่าที่ประเทศไทยด้วย ตัองกักตัวทั้งไปและกลับ ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจยกเลิกทัวร์กันเกือบหมดเลยครับคุณทิพย์”
“แล้วแบบนี้แปลว่าต้องยกเลิกทุกอย่างหรือเลื่อนออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนดใช่ไหมคะคุณเจฟ”
“ใช่ครับคุณทิพย์ เพราะทางเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“อย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะครับ หากมีอะไรคืบหน้าผมจะติดต่อคุณทิพย์ไปอีกที”
“ได้ค่ะคุณเจฟ”
ปรางทิพย์ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับสองข้างพลางบีบเบาๆ หลังจากวางโทรศัพท์จากผู้ประสานงานของบริษัททัวร์ต่างชาติแล้ว
“มีอะไรรึเปล่าคะพี่ทิพย์” ป่านทอถามเจ้านายของเธออย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ทัวร์ถูกยกเลิกอีกแล้วน้องป่าน ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่รู้ว่าพี่จะพยุงบริษัทไปได้ถึงเมื่อไหร่” ปรางทิพย์กล่าวกับพนักงานคนสนิทของเธออย่างไม่คิดปิดบัง เพราะป่านทอเป็นคนที่ไว้ใจได้และเข้าใจเธอดีกว่าใครในตอนนี้
“เดี๋ยวสถานการณ์อาจจะค่อยๆ ดีขึ้นก็ได้นะคะพี่ทิพย์” มือบางกุมมือที่เริ่มมีริ้วรอยตามกาลเวลาของเจ้านายอย่างให้กำลังใจ นัยน์ตากลมหวานมองพี่ปรางทิพย์ด้วยความรู้สึกหนักใจด้วยเช่นกัน เพราะหากบริษัทไปต่อไม่ไหว เธอเองก็มีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะตกงาน ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีแถมงานก็ยิ่งหายาก ถ้าเธอตกงานต้องลำบากมากแน่ๆ
“แล้วเขาบอกไหมคะว่าเป็นเพราะอะไร”
“เขาแจ้งมาว่าช่วงนี้หลายประเทศเป็นกังวลและเตือนคนของตัวเองไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศถ้าไม่มีเหตุจำเป็น หากเดินทางต้องกักตัวนานทั้งไปและกลับ มาตรการการตรวจก็เข้มข้น คนก็เลยเลือกที่จะเททัวร์ที่จองไว้แทบหมด เดือนนี้พี่คาดว่าบริษัทของเราอาจจะต้องถูกยกเลิกอีกหลายทัวร์”
ยิ่งได้ยินแบบนั้นป่านทอก็ยิ่งเป็นกังวลเพิ่มขึ้นไปอีก ช่วงนี้นอกจากไม่มีลูกค้าใหม่เพิ่มแล้วลูกค้าเดิมก็ทยอยหายไปเรื่อยๆ
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะ”
“ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่รอให้ทุกอย่างคลี่คลาย แต่น้องป่านไม่ต้องกังวลนะ พี่จะสู้ให้ถึงที่สุด พี่น่าจะยืนระยะได้ประมาณหนึ่งปี”
“ค่ะพี่ทิพย์”
“ช่วงนี้พี่คงจะต้องทุ่มเทเวลาไปให้กับงานรับอุ้มบุญมากขึ้น ไม่อย่างนั้นพี่เองคงยืนระยะไม่รอดเหมือนกัน”