ซูหนี่ปรายตามองปราดหนึ่งหนึ่งเศษแก้วพร้อมน้ำชากระจายเป็นวงกว้าง ทั้งนัยน์ตาคู่นั้นยังดูหวาดกลัวสั่นระริกจ้องมองบุรุษข้างกายนาง
ช่าง น่าสมเพช
“เจ็บที่ใดหรือไหม” คุณชายเฉินไป๋จางเหลือบมองคนข้างกายตนพร้อมทั้งสำรวจเรือนร่างซ้ายขวา ฟางเฟยเปรียบเสมือนทองคำของจวนเหตุเพราะนางเป็นสตรีคนเดียวในจวนเฉิง
“เฟยเฟย!”
กระไรนะ เฟยเฟย?
ดูเหมือนบุรุษผู้นี้เอ่ยปากออกมาด้วยความเฉยชินทีเดียว จนกระทั่งรู้ตัวนางก็โดนปล่อยเคว้งคว้างยื่นกลางอากาศเสียแล้ว “ซูฮูหยินเป็นอะไรหรือไม่”
เสียงทุ้มดังขึ้นพลันได้สติขึ้นมา
เฉินไป๋จาง
ดูเหมือนเขาจะดูเป็นห่วงเป็นไยนางมากกว่าสามีจริงๆ ของตนเสียอีก “เหอะ!” ซูหนี่เค้นเสียง
“เจ็บที่ใดหรือไม่ เหตุใดที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียเลย”
ใบหน้าคนงานเศร้าหมองส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย นัยต์ตาเมล็ดชิ่งเริ่มคลอหน่วย “ขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็นไร ก็แค่ถ้วยชาใบหนึ่งก็เท่านั้น”
ซูหนี่เอ่ยแทรก นางคิดได้ตั้งนานแล้ว สามีนางหากอยากได้ก็เอาไปเถอะ จะไม่แก่นแย่งกับผู้ใดทั้งนั้น ขอเพียงมีจื่อหยวนและบุตรในท้องพร้อมอำนาจทั้งจวนอยู่ที่นางก็พอ
“ข้าทำมันแตก”
“แตกแล้วก็แตกไปเถิด ยามนี้ก็เปรียบเสมือนของกับของไร้ค่าก็เท่านั้น”
อ่า ความหมายคือซูหนี่นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
“ระวังปาก เจ้าไม่ได้เจ็บตัวเลยพูดง่ายออกมาอย่างงี้รึ”
!!!
นางถึงกับเลิกคิ้วตวัดสายตามอง สีหน้าของบุรุษผู้นั้นเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเพียงในชั่วพริบตาทั้งยังใช้มือโอบกอดเอวสตรีนางนั้นไว้แอบอก
“อ้อ! ข้าลืมไปเสียเลย หากอยากตบแต่งอนุเข้าจวนละก็ไปถามท่านผู้เฒ่าถิงก่อนเถิดแล้วมารดาที่จะขบคิด”
บนใบหน้าของหวังเหว่ยปรากฏความงุนงงไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้นางล้มหัวกระแทกพื้นมาหรือไร ท่าทีอ่อนน้อมโอนอ่อนวาจาเช่นนั้นหายไปไหนเสียแล้ว
“เหว่ยเกอ คุณชายถิง!”
น้ำเสียงเรียกดังสองทีทำให้ตนหันไปมอง
“ว่าอย่างไร”
“ข้ามิเป็นอะไรมากแล้ว เพียงโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่สองสามทีเท่านั้น ขอบคุณเหว่ยเกอที่เป็นห่วง” ฟางเฟยยอมรับว่าแผนครั้งสำเร็จไม่ว่าคราใดล้วนไม่พลาดก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ซูฮูหยิน...นาง นางไม่เป็นอะไรแน่หรือ เกรงว่า…”
หวังเหว่ยไม่คิดเช่นนั้นสตรีผู้นั้นไม่เก็บเรื่องเช่นนี้มาใส่ใจอยู่แล้ว “อย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
“กลับจวนได้แล้ว”
ฟางเฟยเอ่ย “ไป๋จาง..ข้ายังมิ”
ไฉนจะไม่รู้ว่าญาติผู้น้องคิดกระทำการเช่นไรอยู่แต่จะยื่นมือเข้าไปสอดก็ใช่ว่าจะได้ นางถูกผู้คนตามใจมากเหลือเกิน ส่วนสหายโง่งมผู้นี้เหตุใดไม่รู้จักดูแลภรรยาตนให้ดีหากไม่อยากให้มารดาขอบุตรจากไปอีกครา
“วันนี้ข้าไม่มีธุระอันใด”
“มี!” เฉิงไป๋จางเถียงกลับ “ฮูหยินของตนไปดูแลให้ดีหน่อยเถอะเจ้าลูกเต่า”
หวังเหว่ยพยักหน้าก่อนเหลือบมองสาวใช้ในเรือนให้พาฟางเฟยไปรอยังรถม้า ภายในห้องจึงเหลือเพียงตนและสหายเท่านั้น เติบโตมาด้วยกัน เป็นศิษย์ร่วมสำนักมาด้วยกันไฉนจะไม่รู้ว่าสหายสื่อความหมายเช่นใด
พอคิดมาถึงเรื่องนี้หวังเหว่ยจึงเอ่ยเสียงหนัก “ข้ามิได้มีใจให้กับนาง ยิ่งให้อยู่ร่วมเรือนกับนางก็มากเกินพอแล้ว”
ในเมื่อตนร่วมหอกับนางก็แต่งก็รับผิดชอบอย่างดีแล้วมิใช่รึ หรืออยากได้รับความรักที่น่าสมเพช
“หากมิใดมีใจไฉนยามนี้ในท้องนางจึงมีเด็กทารกตัวแดงอาศัยอยู่เล่า!”
“ข้าแค่เมามายสุดท้ายเลยมาลงเอยเช่นนี้”
หากเลือกได้ผู้ใดอยากจะได้สตรีที่ไม่รู้มาอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขตนรึ แค่มารดาของจื่อหยวนก็เพียงพอแล้วที่ตนเต็มใจจะรัก
“ยังรักนางอยู่หรือ นางจากเจ้าไปนานเสียนานแล้ว ปล่อยว่างหน่อยเถิด อย่าได้พยายามหาอยู่ใดมาเป็นตัวแทนของนาง ฟางเฟย…นางคิดกับเจ้าไปไกลเหลือเกินแล้ว”
เขาและนางต่างคิดเช่นเดียวกัน
“ข้าจะตบแต่งนางเข้าจวน”
“ขากถุ้ย! เป็นอนุหรือ เจ้าคิดว่าผู้เฒ่าเฉินจะยินยอมให้บุตรสาวคนเดียวของตนมีฐานะเป็นเพียงแค่อนุเท่านั้นหรือ เกรงว่าเจ้าจะคิดน้อยไปแล้ว”
อันที่จริงหวังเหว่ยคิดมาเพียงพักหนึ่งแล้ว หากซูหนี่นางเต็มใจหย่าขาดก็ดีหรือหากอยากครองตำแหน่งฮูหยินร่วมกับฟางเฟยก็ดียิ่ง
เฉินไป๋จางเอามือไพล่หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เอาเถิดเรื่องในเรือนปล่อยให้สหายจัดการเองเสียดีกว่า
“จะไม่รวบรวมอำนาจกับสกุลชางจริงหรือ เป็นถึงต้นตระกูลของฮ่องเฮาซ้ำยังเป็นมารดาขององค์รัชทายาท”
“อำนาจยามนี้ล้วนขึ้นอยู่กับข้า”
ตระกูลถิงของเขาล้วนมือกองกำลังอำนาจทหารในมือจากรุ่นสู่รุ่นคอยอยู่เคียงข้างปกป้องผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดีเท่านั้น หากผู้ใดขวางทางล้วนฆ่าทิ้งไม่เว้น