Episode 1
“ลิให้โอกาสตอบอีกครั้ง ไม่ซื้อจริงเหรอมาขายตรงถึงบ้านเลยนะคะ” เสียงเล็กเสียงหวานของหญิงสาววัยสิบแปดปีเอ่ยถามชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา ในมือข้างขวานั้นหนีบบุหรี่ไว้ สายตาคมกริบจ้องมองเธอแล้วก็ส่ายหน้าให้เบาๆ ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นมาดูด
“พันห้าก็ได้…” ในเมื่อตั้งราคาสูงเป็นแสนบางทีอาจจะเกินไปดังนั้นเจ้าตัวเล็กจึงตัดราคาให้เหลือเป็นหลักพัน ทำเอาลูกน้องของชายหนุ่มหน้าเข้มถึงกับส่ายหัวตัวเองแรงๆ เพราะราคาจากหลักแสนเหลืออยู่หลักพันคือแม่คุณเธอลงทุนมากอ่ะ
“ร้อยห้าสิบก็ไม่เอา” เสียงทุ้มบอกพลางปัดมือไล่ ร่างเล็กจึงยู่หน้าใส่เขาก่อนจะหันหลังเดินออกไป แต่เดินไปได้เพียงสามก้าวก็หันไปหาเขาอีกครั้ง
“ฟรีล่ะเอาไหม?” เอียงคอถามแล้วจ้องเขาตาแป๋วเพื่อรอคำตอบ ซึ่งเขาก็ยังคงส่ายหน้าให้ ทำให้เธอต้องเดินคอตกออกจากบ้านไป ส่วนชายหนุ่มร่างสูงเขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วโยนก้นบุหรี่ทิ้งบนจานด้านหน้าแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่าน
‘สงคราม ณัฐธรธิบดิ์’ อายุ30ปี เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ชายหนุ่มผู้นอกจากความรวยแล้วยังมีความหล่อเหลาไม่ว่าจะเป็นรูปหน้าที่คมเข้ม คิ้ว จมูก ปากทุกอย่างปรากฏบนใบหน้าเขาได้อย่างลงตัวพอดี
สายตาคมกริบจ้องมองตัวหนังสือบนกระดาษแผ่นแรกที่เป็นประวัติความเป็นมาของผู้หญิงที่มาหาเขาเมื่อสักครู่ ‘มะลิ พิชามญช์’ อายุ18ปี เด็กสาวจากบ้านพักเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่เธอได้ขวบหนึ่งจึงมีคนนำพาไปส่งบ้านพักเด็กกำพร้าเพราะเจ้าตัวไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย
และในเมื่อสักครู่ที่เจ้าตัวมาเสนอราคาอย่างกับประมูลอะไรสักอย่างนั้นก็คือการเสนอตัวให้เขา และไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าตัวมา แต่มันเกือบร้อยครั้งเห็นจะได้พอเขาปฏิเสธเจ้าตัวก็จะหายหน้าไปสองสามวันแล้วก็จะกลับมาอีกครั้งด้วยราคาที่ต่ำไปเรื่อยๆ จนเหมือนกับเมื่อสักครู่ที่มันไม่มีราคาเหลือแล้ว
ทว่าเสือหนุ่มอย่างสงครามกับปฏิเสธตามเดิม แม่คุณเธอจึงหน้าบูดหน้าบึ้งออกไปตามอย่างที่เห็นนั่นแหละ
“คุณสงครามคะ คุณมะลิถูกรถชนค่ะ” เสียงแม่บ้านวัยสี่สิบปลายๆ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้านแล้วเอ่ยบอกแก่ผู้เป็นนายด้วยความร้อนใจ
“ก็เรียกรถพยาบาลสิ” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแล้ววางเอกสารในมือลงบนโต๊ะด้านหน้า
“แต่อาการเธอสาหัสมากเลย เธอบอกว่าอยากพูดกับคุณเป็นครั้งสุดท้าย” วัณนีบอกด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนสงครามต้องยอมลุกและเดินออกไปยังหน้าบ้านที่เกิดอุบัติเหตุจริงๆ เนื่องจากมีคนมามุงอยู่สามสี่คนและร่างคนเจ็บอย่างมะลิที่นั่งอยู่บนพื้น หัวเข่ามีแผลถลอกจนเลือดไหลซิบๆ แต่กลับไม่มีรถกระบะหรือรถเครื่องที่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้เจ้าตัวเล็กบาดเจ็บ
“คนชนล่ะ?” สงครามจึงหันไปถามแม่บ้านที่ยิ้มแห้งๆ ให้
“มะ ไม่มีค่ะ…หนูมะลิบอกให้ป้าไปพูดกับคุณสงครามแบบนี้”
“ผมคิดว่าป้าน่าจะอยู่ข้างผมมากกว่ายัยเด็กนี่นะครับ”
“ฮือออ! คุณสงครามขาเจ็บจังเลย” เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อสงครามแล้วคลานไปกอดขาของเขาแน่น ผู้คนที่มามุงดูอุบัติเหตุเมื่อสักครู่จึงแยกย้ายกันออกไปเมื่อไม่ได้มีคนเจ็บจริงๆ อืม…หมายถึงว่าไม่ได้เจ็บเจียนตายน่ะ
“ไม่ยักจะรู้ว่าเธอโง่ปั่นจักรยานล้ม”
“ลิไม่ได้ปั่นจักรยานล้มนะคุณสงคราม”
“หรือจักรยานปั่นเธอล้มล่ะ?” ชายหนุ่มร่างสูงสวนกลับอย่างทันควัน ไม่เพียงแค่นั้นยังจับแขนของมะลิที่กอดขาเขาออก ทว่ามือเจ้าตัวกับเหนียวยิ่งกว่าหนวดปลาหมึกทำให้เขาดึงมือมันไม่ออก
“คุณสงครามนี่ก็ตลกเหมือนกันนะคะ”
“เธอจะปล่อยฉันดีๆ หรือจะให้ฉันเอามีดมาตัดแขนเธอออก” สงครามกดเสียงให้ต่ำลงแล้วบอกกับหญิงสาวตัวเล็กที่พอได้ยินแบบนี้ก็รีบปล่อยแขนออกจากขาของสงครามทันที เขาจึงรีบขยับหนีเธอด้วยความเร็วอย่างกับรังเกียจกันซะงั้น
“ทำไมคุณสงครามถึงไม่ชอบลิคะ?” มะลิหยัดกายลุกขึ้นยืนพร้อมกับกัดฟันตัวเองแน่นเมื่อเจ็บจี๊ดที่แผลตรงหัวเข่า ก็คือไม่กล้าโทษใครสำหรับอุบัติเหตุครั้งนี้ ก็แหงล่ะ! จะโทษใครได้ไงในเมื่อเธอเป็นคนปั่นจักรยานล้มเอง
นอกจากสวยแล้วก็ยังซุ่มซ่ามอีกมะลินะมะลิ!
“เธอแรดเกินไป ไม่รู้ว่าฉันเป็นคนที่เท่าไหร่ที่เธอมาเสนอตัวให้” สงครามพูดจบก็รีบเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างไม่รอให้หญิงสาวตัวเล็กได้แก้ตัวหรือพูดอธิบายเลยสักนิด เธอก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังเขาไปด้วยตาปริบๆ
“ป้าก็ขอตัวก่อนนะหนูมะลิ”
“โอเคค่ะ ขอบใจนะที่เรียกเขามาให้”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” แล้ววัณนีก็ปิดประตูรั้วบ้าน ส่วนมะเลก็เดินกะเผลกไปยกจักรยานขึ้นมาแล้วเดินจูงตามถนนในหมู่บ้านไปเรื่อยๆ
“หนูมะลิ เดี๋ยวก่อนจ้ะ” แต่แล้วแม่บ้านของสงครามอย่างวัณนีก็เปิดประตูรั้วแล้ววิ่งออกมาหาเธอ มะลิจึงหยุดเดินแล้วหันไปมองป้าวัณนีที่ถือถุงหูหิ้วสีขาวที่บรรจุอะไรสักอย่างมายื่นให้เธอ
“อะไรเหรอคะ?”
“ที่ทำแผลค่ะ คุณสงครามให้เอามาให้”
“คุณป้าแกล้งพูดว่าเป็นเขา ให้หนูดีใจใช่ไหมคะเนี่ย?”
“ไม่ได้แกล้งพูดค่ะ คุณสงครามให้เอามาให้จริงๆ ถ้าไงป้าขอตัวกลับไปทำกับข้าวก่อนนะ” วัณนีบอกด้วยรอยยิ้มแล้วก็เดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ส่วนมะลิเธอก็เปิดถุงดูอุปกรณ์ทำแผลแล้วก็ยืนยิ้มบิดตัวไปมาคนเดียวด้วยความดีใจ
ถึงจะดุ ใจร้ายแต่บางทีก็มีความใจดีสงสารเด็กน้อยอย่างเธอ คิคิ! ร่างเล็กครุ่นคิดในใจแล้วก็ขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างลืมเจ็บแผลที่หัวเข่าเพราะความเป็นห่วงของคุณสงครามนั้นมาสมานแผลให้เธอเรียบร้อยแล้วไง หุหุ!