บทนำ
ในวัดย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ทั่วบริเวณบรรยากาศร่มครึ้มไปด้วยแมกไม้ หญิงสาววัยยี่สิบสามในชุดเดรสสีขาว กระโปรงยาวคลุมข้อเท้า มีลายดอกไม้สีชมพูสดที่ชายกระโปรง กำลังจุดธูปไหว้พ่อ และแม่อยู่หน้าเจดีย์เก็บอัฐิ
“พ่อกับแม่สบายดีหรือเปล่า วันนี้น้ำเอาปริญญามาฝากด้วยนะคะ สิบปีแล้วสินะคะ ที่พ่อกับแม่จากน้ำไปอยู่บนสวรรค์ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ป้าวรรณดูแลน้ำดีมากเลยค่ะแม่ ดีมากจนน้ำเกรงใจเลยค่ะ วันนี้ป้าวรรณก็มาด้วย ว่าแต่แม่ช่วยส่งเนื้อคู่มาให้พี่สาวของแม่หน่อยสิ อายุจะห้าสิบแล้วแต่ไม่เห็นถูกใจหนุ่มคนไหนสักคน”
น้ำมนต์ หรือกชมน หญิงสาวหน้าตาน่ารัก ดวงตาสดใสเป็นประกาย เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยถึงขนาดทำให้ผู้ชายต้องชะงักจนหยุดมองเมื่อพบเห็นในครั้งแรก หากแต่มีความน่ารักอย่างมาก ความที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้ริมปากเรียวเล็กแต้มแต่งด้วยรอยยิ้มอยู่เกือบจะตลอดเวลา และรอยยิ้มที่น้อยครั้งจะเลือนหายไปจากริมฝีปากนี่เอง ที่ทำให้ความน่ารักของกชมนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ใครต่อใครหลงรักเมื่อได้อยู่ใกล้แทบทุกคน
การที่เธอมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้ใครต่อใครคิดว่าเป็นเพราะเธอมีพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่น แต่เปล่าเลย ถ้าหากได้รู้ถึงเรื่องที่ฝังใจในอดีตกับการจากไปของพ่อแม่ด้วยอุบัติเหตุของเธอแล้วละก็คงจะอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมในทุกวันนี้เธอยังกลับร่าเริงแจ่มใสได้ขนาดนี้
พ่อ และแม่ของกชมนตระเวนขับรถขายผลไม้ไปทั่วจังหวัดปทุมธานี วันหนึ่งขณะที่กำลังขับรถเพื่อที่จะกลับบ้าน รถสปอร์ตหรูแล่นผ่าไฟแดงด้วยความเร็วมาชนรถขายผลไม้ของพ่อแม่เธอเข้าอย่างจัง แรงชนทำให้กระบะของรถถึงกับขาดออกจากหัวรถในทันที
ครั้งนั้นกชมนในวัยสิบสามขวบก็นั่งอยู่ในรถด้วย แต่กลับรอดชีวิตได้ราวกับปาฏิหาริย์ในสภาพที่รถพังยับเยิน ใครๆ ที่เห็นอุบัติเหตุครั้งนั้นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหลือเชื่อ แต่ที่เด็กน้อยปลอดภัยไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์หากแต่เกิดจากความรักของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ เด็กวัยสิบสามขวบอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เพราะเอาร่างรับแรงกระแทกแทนลูกสาวที่รักปานแก้วตาดวงใจ
หญิงสาวน้ำตาซึมเมื่อภาพที่พ่อ และแม่เสียชีวิตไปต่อหน้าผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง สักพักจากที่แค่น้ำตาซึมก็พลันไหลออกมาเป็นสายเมื่อนึกถึงเรื่องที่วรรณาบอกกับเธอว่า เศรษฐีที่ขับรถสปอร์ตแทบไม่เป็นอะไรเลย และไม่ได้รับผลกรรมแม้แต่น้อย ศาลตัดสินให้รอลงอาญาสองปี เพราะอำนาจเงินพลิกคดีให้กลายเป็นว่าพ่อของเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรเสียเอง
“คิดถึงเรื่องเก่าๆ อีกแล้วหรือไง ป้าบอกแล้วไม่ใช่หรือจ๊ะ เรื่องอะไรที่ไม่ดีเราก็อย่าไปจำมัน จำแต่เรื่องดีๆ สิ หนูจะได้มีความสุข”
วรรณา สาวใหญ่วัยสี่สิบแปด ที่ครองตัวเป็นโสดด้วยเพราะผิดหวังจากรักครั้งแรกกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อครั้งทำงานเป็นคนล้างจานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในพัทยา วรรณนาเป็นป้าของกชมน เมื่อแม่ของกชมนเสีย เธอก็รับมาเลี้ยง แม้ในตอนนั้นจะเป็นแค่เพียงแม่บ้านในโรงงานเย็บผ้าที่เงินเดือนจะไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ดูแลกชมนเป็นอย่างดี
“ขอโทษค่ะป้าวรรณ น้ำพยายามที่จะลืมแล้ว แต่นึกถึงทีไรแล้วก็อดเสียใจไม่ได้ทุกที อีกอย่างมันแค้นใจด้วยที่พ่อแม่ของน้ำกลับเป็นฝ่ายผิดเสียเอง” หญิงสาวเอามือขยี้ตาเพื่อให้น้ำตาแห้ง แล้วพยายามปั้นยิ้มเล็กๆ ส่งให้กับผู้เป็นป้า เพราะไม่อยากให้เป็นห่วง
วรรณาเข้ามากอดกชมนไว้อย่างสุดรัก เพราะความที่เธอเองไม่มีลูก ในความคิดของเธอกชมนจึงไม่ต่างอะไรกับลูกสาวแท้ๆ “ไม่เอาแล้ว ไม่เสียใจแล้ว วันนี้เพิ่งจะรับปริญญาทั้งที่ อย่าคิดถึงเรื่องอะไรที่ทำให้เสียใจเลย เดี๋ยวเย็นนี้เราไปฉลองที่ร้านส้มตำของยายจวงกัน ป้าเป็นเจ้ามือเอง” วรรณาแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม หวังให้หลานสาวคลายความเศร้าใจ
“จะดีหรือคะ แค่หนูทำให้ป้าต้องเสียเงินซื้อผ้าไหมมาตัดชุดใส่วันนี้ หนูก็รู้สึกไม่ดีอยู่แล้ว เรายิ่งไม่ค่อยมีเงินอยู่นะคะ” กชมนรู้ดีว่าเงินเดือนของแม่บ้านโรงงานทำอะไรไม่ได้มาก แค่ตัววรรณาเองก็ต้องกระเบียดกระเสียรอยู่แล้ว ไหนยังจะต้องมาดูแลเธออีก แม้เธอจะเริ่มทำงานในโรงงานเย็บผ้าตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก แต่เงินที่ได้ก็ใช้ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเล่าเรียนของตัวเองจนเกือบหมด เรียกว่าแทบจะไม่ได้ช่วยแบ่งเบาอะไรให้กับผู้เป็นป้าเลย
“แค่น้ำไม่ยอมเรียนมหาวิทยาลัยทั้งที่สอบได้เพราะกลัวป้าลำบาก ป้าก็รู้สึกผิดกับแม่ของหนูจะแย่แล้ว แต่น้ำก็ยังอุตส่าห์พยายามจนมีวันนี้ได้ ให้ป้าได้ทำอะไรเพื่อหนูบ้างเถอะนะ ลำพังแค่น้ำตกส้มตำมื้อเดียว แม่บ้านอย่างป้าก็พอจะไหวอยู่หรอก”
วรรณาพูดจบประโยคก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆ ออกจากกระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่เย็บขึ้นเองจากเศษผ้าเหลือๆ ที่เก็บมาจากโรงงานให้กับหลานสาวพร้อมกับรอยยิ้ม “ของขวัญจากป้า”