ย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน…
โรงอาหาร คณะนิเทศศาสตร์
“เฮ้ย มึงดูโน้น พี่เคนโคตรหล่อ” พลอยไพลิน หนึ่งในเพื่อนสนิทของรินรดา กระซิบให้กลุ่มเพื่อนหันไปมองหนุ่มหล่อที่กำลังเดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเธอ
เคน เคนเนธ พิลเลอร์ เดินมาพร้อมกับความสูงที่โดดเด่น ในชุดนักศึกษา ผมสีบลอนด์เข้มนั้นเข้ากับรูปหน้าที่กรามเป็นสันจนเห็นได้ชัดตามแบบฉบับลูกครึ่งอเมริกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงมาที่พวกเธออย่างอ่อนโยน พร้อมถือแซนด์วิชแฮมชีสในมือ
“ขอโทษครับ ใครคือเจนเหรอ พอดีเจมันฝากขนมมาให้น้อง...” เคนเนธพูดก่อนจะจรดสายตามองสำรวจผู้หญิงทุกคนที่นั่งอยู่ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเข้ากับหญิงสาวร่างบางผมสีดำสลวยที่นั่งติดกับเจนจิราตัวจริง ใบหน้าขาวอมเหลืองของเธอถูกแต่งแต้มไปด้วยบรัชออนสีนมชมพูอ่อนๆ เธอมองสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาที
“เพื่อนพี่เจใช่ไหมคะ เจนอยู่นี่คะ เมื่อกี้พี่เขาเพิ่งไลน์มาบอก ขอบคุณมากนะคะ” เจนพูดขึ้นมา เคนเนธหันไปหาเธอ ก่อนจะยื่นแซนด์วิชในมือให้เธอ เขายื้มเล็กน้อย
“ยินดีครับ กินแซนด์วิชให้อร่อยนะ พี่ไปก่อนล่ะ” เคนเนธไม่ได้พูดอะไรมาก ก่อนจะโบกมือลา เดินจากไปทิ้งให้สาวๆ ใจเต้นระรัว
“มึงกูจะจีบฝรั่งลูกครึ่งยังไงดีวะเจน ในฐานะที่มึงมีประสบการณ์ แนะนำกูหน่อย” พลอยไพลินหันไปหาเจนจิราที่กำลังพิมพ์ข้อความส่งหาแฟนหนุ่ม เจคอบ ที่เรียนคณะนิเทศฯ หลักสูตรนานาชาติ เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มฮอตของมหาลัยเลยก็ว่าได้
“ยัยพลอย แกหมายถึงพี่เคนใช่ไหม คนเมื่อกี้ที่เอาแซนด์วิชมาให้ฉันอะ สนใจไหมเดี๋ยวฉันขอไลน์ให้” เจนจิรายังคงส่งข้อความหาเจคอบอย่างมีความสุข พูดขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้ดีกว่าพลอยไพลิน มักจะเป็นผู้หญิงที่ชอบพูดจาหยอกล้อแบบนี้เสมอ
“จะโดนหาว่าแรดไหม แต่ชอบมากเลยอะ ตัวสูง หุ่นก็แน่น ตรงนั้นก็คง...แน่น อุ๊ย!” พลอยไพลินทำท่าจีบปากจีบคอ ด้วยความขบขัน ตามประสาสาวแก่นเสี้ยว
“พลอย แกนี่มันลามกจริงๆ แกชอบพี่เขาหรือชอบอย่างอื่นกันแน่ ไปพูดถึงพี่เขาแบบนั้นมันน่าอายนะ” รินรดาที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็แทรกขึ้นมา เธอเป็นคนที่เรียบร้อยที่สุดในกลุ่ม แม้ว่าเพื่อนๆ ของเธอจะเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างเปิดเภยกับเรื่องพวกนี้ก็ตาม
“จ้า แม่คนดี คนนี้ฉันยกให้แกแล้วกัน อยากให้เพื่อนได้เป็นฝั่งเป็นฝา” พลอยไพลินพูดใส่รินรดาอย่างหยอกล้อ จนใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เพราะเธอเองก็มีผู้ชายที่สนใจอยู่ แต่ด้วยอุปนิสัยขี้อายของเธอ ทำให้ไม่กล้าที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนอยู่ครั้ง เคนเนธเองก็เป็นรุ่นพี่คณะนิเทศฯ ในมหาวิทยาลัยที่เธอรู้จักมาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว
“ฉันจะชอบพี่เขาได้ยังไง ยังไม่เคยคุยกันสักครั้ง ฉันจะไปรู้สึกอะไรกับพี่เขาได้ล่ะ” รินรดาย่นจมูกใส่พลอยไพลิน ก่อนจะจิบน้ำชามะนาวเพื่อกลบเกลื่อน
“พวกแกสงกรานต์นี้ไปเล่นน้ำที่ไหนกันดี ” จีจี้ถามขึ้นมา จีจี้ เคลลี่ เธอเป็นสาวลูกครึ่อเมริกัน เกิดและโตที่อเมริกา หลังจากนั้นไม่นานพ่อแม่ของเธอก็ตัดสินใจที่จะย้ายกลับมาลงหลักปักฐานที่ไทย ตั้งบริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มูลค้าหลายพันล้านบาท เธอสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าจะมีหน้าตาที่ไม่เหมือนลูกครึ่งเลยก็ตาม นั่นก็เป็นเพราะว่าดวงตาโฉบเฉี่ยวสีน้ำเงินอมเขียวและผมบลอนด์สว่างของเธอนั่นเอง
“สีลมแน่นอนค่ะ!” เจนจิรายกมือขึ้นตอบอย่างกระตือรือร้น แน่นอนว่าเทศกาลสงกรานต์ของไทย เป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนาน เพราะอากาศที่ร้อนจัดในช่วงหน้าร้อนทำให้หลายคนเลือกที่จะออกไปสาดน้ำเล่นกัน อีกทั้งวันสงกรานต์ยังถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย
“อี๋ไม่เอาอะ อึดอัดจะเป็นลม ไปเล่นข้าวสารแทนดีกว่า” พลอยไพลินปฏิเสธก่อนจะทำตาเป็นประกาย เพราะถนนข้าวสารเป็นแหล่งขึ้นชื่อของไทย ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวมากมาย ทำให้สาวๆ ที่ชื่นชอบหนุ่มตาน้ำข้าวมักจะเข้าไปเที่ยวในแถบนั้นเสมอ
“แรดมากนะมึง รู้เลยว่าไปเล่นข้าวสารทำไม” เจนจิราทำหน้าเอือมระอาเพื่อนสาว “พี่เจบอกว่าจะไปเล่นกับเพื่อนที่สีลม ฉันไปสีลมดีกว่า” เจนจิราแย้ง
“แกนี่ก็ติดพี่เจจังเลยนะ ไปกับพี่เจคนเดียวเลยไป ” จีจี้ทำท่าบ่นอุบเมื่อเห็นเจนจิราว่าพลอยไพลิน แต่ตัวเองก็ติดแฟนหนุ่มตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
“ไปเล่นด้วยกันเนี่ยแหละ แยกกันเล่นก็ได้นะ สงกรานต์ทั้งทีเราต้องไปเล่นด้วยกันสิเพื่อน พี่เจจะไปเล่นกับพวกพี่เคน เดี๋ยวฉันค่อยนัดเจอกับพี่เจทีหลังก็ได้ ริน แล้วแกล่ะว่าไง นั่งเงียบมาตั้งนานแล้ว” รินรดา นั่งฟังเพื่อนๆคุยกัน เธอมักจะเป็นฝ่ายตัดสินใจอะไรสักอย่างเป็นคนสุดท้ายเสมอ และก็ไม่ใช่คนที่ชอบริเริ่มทำอะไรก่อนเช่นเดียวกัน
“พวกแกไปไหนฉันก็ไปด้วย” รินตอบอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเธอเองก็ตื่นเต้นที่จะได้เล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อนๆ อีกทั้งนี่คงจะเป็นโอกาสที่ทำให้เธอได้เจอกับเคนเนธอีกครั้ง นอกจากจะรู้จักแล้ว เธอก็แอบปลื้มเขาอยู่บ้างเล็กน้อย
“ตกลงตามนั้น งั้นอาทิตย์หน้าเจอกันห้าโมงครึ่งหน้าบีทีเอสศาลาแดง แล้วเดินไปด้วยกันเนาะ” เจนจิรานัดรวมตัวทุกคน เมื่อเพื่อนๆเห็นพ้องต้องกันว่าจะไปเล่นสงกรานต์ที่สีลมแน่ๆ
วันสงกรานต์…
“กริ๊ดดด ทำไมเด็ก ม.ปลายสมัยนี้ มันน่ารักแบบนี้วะ” พลอยไพลิน ทำตาโตเมื่อเห็นกลุ่มเด็กมัธยมถือถังแป้งเตรียมปาดหน้า เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานตรงถนนย่านสีลมในช่วงเวลาค่ำของวันนั้น ผู้คนเริ่มเรียงรายต่อเข้ามากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มจะเบียดเสียดกันเล็กน้อย
“ใจเย็นๆ นะพลอย เดี๋ยวคืนนี้ได้เจออีกเยอะ” เจนจิรายิ้มกรุบกริบให้พลอยไพลินก่อนจะเดินนำหน้าไปยังร้านขายข้าวไข่เจียว ทุกคนต่างก็สวมใส่เสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนส์ขาสั้นในแบบเดียวกัน เพื่อที่ว่าหากลงทางขึ้นมาจะได้หากันเจอได้ไม่ยาก รินรดาเหลือบไปเห็นร้านข้าวไข่เจียวข้างทาง เลยถือโอกาสเดินไปสั่งข้าวไข่เจียว ก่อนที่คืนนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้กินอะไร เพราะคนต้องเยอะมากกว่านี้หลายเท่าตัว
“ลุง ขอข้าวไข่เจียวหนึ่งจานค่ะ” รินรดาสั่งข้าวไข่เจียว เพื่อนๆก็เดินตามไปอย่างไม่คิดอะไร
แต่จีจี้เมื่อเห็นบรรยากาศและสถานที่อันแออัดก็นึกเป็นห่วงเธอขึ้นมา
“ริน ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ มากินตอนนี้ เดี๋ยวเดินไปเล่นน้ำก็อ้วกแตกเอาหรอก แกยิ่งเป็นสาวน้อยร่างบางอยู่ด้วย” จีจี้พูดเตือนรินรดาด้วยความเป็นห่วง
“เพื่อนหิว ให้มันกินก่อนเถอะ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้ง” เจนจิราบอกพร้อมกับนั่งรอข้าวไข่เจียวเป็นเพื่อนรินรดา สาวน้อยร่างบาง เธอแทบจะเป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเลยก็ว่าได้ ด้วยส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าเซนติเมตร ทำให้เพื่อนๆมักจะเป็นห่วงเธอเสมอ
“ขอโทษที ฉันมัวแต่ทำการบ้านส่งอาจารย์เสร็จ ก่อนจะมาเล่นน้ำเลยยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่ไม่เป็นไรหรอก เดินๆ ไปเดี๋ยวข้าวก็ย่อยเอง” รินรดาว่า เมื่อข้าวไข่เจียวมาเสิร์ฟ เธอก็รีบกินข้าวไข่เจียวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินให้กับลุงคนขายไข่เจียว
“สามสิบห้าบาทครับ” รินรดาหยิบเงินในซองกันน้ำยื่นให้ลุงก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับทุกคน
แก๊งสาวๆ เดินเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็ฉวยโอกาสปะแป้งคนที่ตัวเองถูกใจ สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาลเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว จะเรียกอีกอย่างว่าเป็นเทศกาลหาคู่รักก็ย่อมได้ เพราะคนที่ไม่เคยได้เจอกัน ก็ได้มาเจอกันโดยบังเอิญในเทศกาลนี้
เธอมาได้ทันเวลาพอดี อย่างกับรู้ใจ เธอมาได้ตรงเวลาพอดี อย่างกับนัดกันไว้ ~
เสียงโทรศัพท์ของเจนจิราดังขึ้น
“ฮัลโหล ที่รักอยู่ไหนอะ” เจนจิรากดรับอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าปลายสายที่โทรมาคือเจคอบ
(อยู่ซอยสอง เจนล่ะอยู่ไหน) ปลายสายเสียงดังระงม จนเจนจิราต้องเปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อให้ได้ยินชัดเจนขึ้น
“เพิ่งลงมาจากศาลาแดง ส่งยัยรินกินข้าวไข่เจียวเสร็จแล้ว กำลังเดินเข้าไป”
(โห ระวังน้องรินจุกนะ ข้างในคนเยอะมาก)
“ค่ะ ไม่ต้องห่วง ว่าแต่พี่ไปทำไมซอยสอง” เจนจิราถามด้วยความสงสัย เพราะซอยนั้นถือได้ว่าเป็นซอยขึ้นชื่อของชาวเพศทางเลือก แต่คนส่วนใหญ่ก็มองว่าที่นี่เป็นเหมือนแหล่งความบันเทิงอย่างหนึ่ง บางคนก็มาเพื่อเปิดหูเปิดตา
(ฮ่าๆๆ มาส่งเพื่อนส่องผู้ชาย)
“หืม พี่กานต์เหรอ เลิกกับแฟนแล้วก็หาใหม่เลยใช่ไหม ฮ่าๆ” เจนจิราแซว กานต์ วานิชย์ หนุ่มหน้าหวาน เพื่อนเกย์หนึ่งเดียวในแก๊งของเจคอบ ที่เพิ่งเลิกกับแฟนหนุ่มวิศวะได้ไม่กี่อาทิตย์
(ใช่ มันเพิ่งเลิกกับแฟน เลยพามาย้อมใจสักหน่อย เอ่อๆ เฮ้ย เจนแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวโทรศัพท์เปียก เจอกันนะที่รัก) เสียงตะกุกตะกักดังมาจากปลายสาย ก่อนที่สายจะถูกตัดไป
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
เจคอบตัดสายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เจนจิราจะได้พูดอะไร
“เบื่อคนมีความรักว่ะ วันนี้ฉันต้องได้ผู้ชายกลับบ้าน!” พลอยไพลินพูดก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างร่าเริง เพื่อนคนอื่นๆ จึงรีบเดินตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะหากันไม่เจอกลางฝูงชนหลายร้อยคน
เพียงเวลาไม่นานคนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเบียดเสียดกันไปมา พร้อมทั้งรถพ่นน้ำขนาดใหญ่ที่คอยสาดน้ำใส่คนที่เดินผ่านไปในพื้นที่ตรงนั้น เสื้อผ้าของทุกคนเปียกโชกไปด้วยน้ำและหน้าที่ถูกประแป้ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้คน เสียงเพลงในระแวกนั้นช่วยสร้างบรรยากาศอันครึกครื้น อีกทั้งพ่อค้าแม่ค้าก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเทศกาลนี้
“จะถึงซอยสองแล้ว ข้างหน้านี้แหละ แต่คนเยอะมาก แกดูดิล้นออกมาจากซอยแล้ว” จีจี้ชี้ไปทางฝูงชนที่แออัดตรงปากทางเข้าซอย หลังจากใช้เวลาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาราวสิบห้านาที
“คนเยอะอะไรขนาดนี้ พี่ต้องการน้ำ ใครก็ได้สาดน้ำพี่ที เดินมาเจอแต่แป้งเต็มหน้าเลยกู แล้วดูพวกมึงสิ ตัวเปียดชุ่ม หน้านี่โดดประแป้งเป็นโดเรม่อนเลย” พลอยไพลินพูดขึ้น ก่อนจะปาดแป้งบนหน้าให้หลุดออกไปบางส่วน เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ถูกคนประแป้งมากที่สุด ด้วยใบหน้าสวยหมวย แก้มกลมๆของเธอต่างก็เป็นที่จับจ้องของคนที่เดินสวนทางกัน
“ฮ่าๆๆๆๆๆ” รินรดาหัวเราะร่า น้ำไหลหยดลงบนแก้มใสตลอดทาง ใบหน้าขาวนวลที่ยังไม่ถูกประแป้งเนียนใสอมชมพู การมาเที่ยวสงกรานต์ในรอบปีครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมากกว่าปกติ
“หัวเราะเลยนะหล่อน ไม่มีผู้ชายปะแป้งเลย ว๊ายยยย” พลอยไพลินพูดหยอกล้อรินรดา เพราะใบหน้าขาวนวลของเธอนั้นขาวสะอาด มีแค่เพียงใบหน้าที่เปียกชุ่ม
ไม่นานพวกเธอก็ตัดสินใจที่จะเบียดตัวเองเข้าไปในฝูงชนที่กำลังแออัด การเข้าไปนั้นไม่ง่ายเลย เพราะต้องสวนทางกับฝูงชนที่กำลังจะเบียดเสียดกันออกมา ผู้คนในซอยต่างก็พากันโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเมามันส์ ในขณะที่พวกเธอกำลังเดินไปถึงช่วงกลางซอย
“นี่บางทีคนที่หล่อที่สุดในย่านนี่อาจจะประแป้งฉันก็ได้นะ อ้ะ โอ๊ย!” รินรดาพูดตอกกลับพลอยไพลิน แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เธอก็ถูกกระแทกจากด้านหลังเข้าอย่างจัง
“ขอทางหน่อยครับๆ มีคนเป็นลม” หลังจากความบันเทิงผ่านไปได้ไม่นาน บรรยากาศภายในซอยก็เต็มไปด้วยความโกลาหล จากแรกเริ่มที่แค่เบียดเสียดกันในตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทุกคนกำลังพากันวิ่งกรูออกมากันอย่างแตกตื่น ใจกลางฝูงชนมีคนจำนวนหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง กลุ่มของรินรดาเดินตามไปดูก่อนจะพบว่ามีคนนอนเป็นลม ล้มพับอยู่ตรงนั้น
“นั่นไงมีคนเป็นลมจริงๆ ด้วย” เจนจิราพูดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เพราะตอนนี้พวกเธอเองก็กำลังรู้สึกว่าคิดผิดที่เข้ามาในซอยนี้ ด้วยจำนวนที่เยอะเกินไป ทำให้เทียบจะไม่มีช่องว่างให้เดินกลับไป แต่กลับถูกผลักให้เข้ามาด้านในแทน ชายหนุ่มร่างท้วมที่น่าสงสารที่นอนๆหายใจหืดหอบอยู่บนพื้นกลางฝูงชน
“พี่เจ!” เจนจิราตะโกนเรียกเจคอบที่สวมเสื้อลายฮาวายสีฟ้าพร้อมกับกางเกงขาสั้นสีดำที่กำลังถือปืนฉีดน้ำอยู่ในมือและยืนปะปนอยู่กับฝูงชน เขารีบเดินเบียดเสียดผู้คนมาพร้อมกับเพื่อนๆ เพื่อมาหาเธอ
“เจน เค้าอยู่นี่!” เจคอบตอบเจนจิราด้วยสีหน้าเป็นห่วง เคนเนธที่สวมเสื้อยืดสีดำล้วนกับกางเกงขาสั้นสีดำเดินตามมาติดๆ เช่นเดียวกัน ในมือของเขาถือเบียร์อยู่ขวดหนึ่ง ใบหน้าขาวซีดแดงระเรื่อจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เขามองสำรวจบรรยากาศโดยรอบที่ค่อนข้างโกลาหล
เจนจิราเดินนำกลุ่มเพื่อนฝ่าฝูงชนแออัดเข้าไปหาเจคอบและเพื่อนๆ เคนเนธมองไปตามหลังเจนจิราไป ก่อนจะเห็นจีจี้ พลอยไพลิน และรินรดาที่เบียดเสียดผู้คนตามมา เขาเอะใจอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าของรินรดาที่ดูพะอืดพะอม คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันหลังจากโดนชนครั้งแล้วครั้งเล่า
รินรดาเองที่เพิ่งกินข้าวไข่เจียวไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนรู้สึกแน่นท้องและหายใจติดขัด เพราะคนข้างหลังเบียดเธอเข้ามาในซอยเรื่อยๆ จนภาพตรงหน้าเริ่มเลือนราง...เธอสบตาเข้ากับเคนเนธ
เขาเห็นท่าทีของรินรดาที่เริ่มแย่ จึงรีบคว้าไหล่เจคอบที่กำลังพูดคุยอยู่กับเจนจิราโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง คงจะมีเพียงแค่เขาคนเดียวที่สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของรินรดา
“เจน รอฉันด้วย ฉันหน้ามืดไม่ไหว….” รินรดาทรุดลงกลางฝูงชนสติเธอเลือนลาง เจนจิราตกใจหันไปตามเสียง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เคนเนธเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ก่อนจะยัดขวดเบียร์ใส่มือเจคอบ
“เฮ้ย! ไอ่เจมึงถือขวดเบียร์ก่อน” เป็นไปตามที่เคนเนธคิด เขารีบเอาตัวเองกันฝูงชนให้ออกห่างจากรินรดา ก่อนจะเข้าไปประคองรินรดาที่ตาเริ่มพลางมัว
ตุบ!
“อย่าเพิ่งเบียดมาทางนี้นะครับ!” เคนเนธตะโกนบอกกลุ่มคนข้างหลัง ความวุ่นวายเริ่มถาโถมเข้ามา รินรดาทิ้งตัวในอ้อมแขนของเคนเนธที่โอบรอบตัวเธอไว้ไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น เธอรู้สึกจุกจนหายใจไม่ออก พยายามตะเกียกตะกายยื่นขึ้นให้เป็นปกติ
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน เดี๋ยวพี่จะอุ้มพาออกไป” เคนเนธจับแขนรินรดาไว้ให้มั่น เมื่อเธอได้ยินดังนั้นก็รีบส่ายหัวโดยไม่พูดอะไร ความจุกขึ้นมาถึงลิ้นปี่ของเธอแล้ว รินรดาพยายามลืมตามองภาพคนตรงหน้า แต่กลับหมดเรี่ยวแรงเพราะหายใจติดขัด เธอกอดแขนเค้าไว้แน่นโดยไม่ตอบอะไร
“เฮ้ยริน แกทำใจดีๆไว้ก่อนนะ ไอ่เจน กูว่าเอารินออกไปจากตรงนี้ก่อนเหอะ” พลอยไพลินรีบเดินเข้ามา เธอมองสภาพเพื่อนที่ดูอิดโรย และก็รู้สึกได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เริ่มจะอันตราย เพราะถ้าฝืนยืนอยู่ต่อไป จะต้องเหยียบกันตายในซอยนี้แน่ๆ
“เอาไงดี แยกกันไปไหม ไอ่กานต์กับไอ่มอสมันยังไม่ออกมาจากบาร์ข้างในเลย” เจคอบพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เขาเองก็ไม่อยากให้รินรดาเป็นอะไรไป เลยคิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับบ้านในคืนนี้
เคนเนธเองเมื่อเห็นรินรดาไม่พูดอะไร เขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นในท่าเจ้าสาว ท่อนแขนแกร่งอุ้มร่างบางของเธอได้อย่างง่ายได้ รินรดาเมื่อถูกอุ้มก็ตกใจอย่างคาดไม่ถึง
“ริน...ไหว ปล่อยรินลงเถอะค่ะ” รินรดาพูดอย่างอ่อนแรง ก่อนจะสบตาเข้ากับเคนเนธที่กำลังขมวดคิ้วมองเธอด้วยความหงุดหงิดอีกครั้ง
“บอกแล้วไงว่าอย่าฝืน เดี๋ยวมันจะแย่ลงนะ” เคนเนธยังไม่ยอมปล่อยเธอลง
“จริงๆค่ะ” รินรดายืนกรานอีกครั้ง เคนเนธเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ค่อยๆปล่อยเธอลง ระหว่างนั้นเอง เหมือนกับว่าของเหลวที่อยู่ภายในกระเพาะของเธอที่ถูกตีกลับไปกลับมา ทำให้เธอต้องยกมือขึ้นมาปิดปากทันใด แต่ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งสิ่งที่กำลังปะทุออกมาได้…..