ณ สนามบินแห่งหนึ่ง
ในขณะที่ปิ่นมุกกำลังเดินเล่นอยู่ในสนามบินเพื่อกำลังจะรอต่อเครื่องบินตรงกลับมายังประเทศไทยในอีกสามชั่วโมงข้างหน้า หญิงสาวกำลังเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อน้ำหอมแบนรด์หรูที่เธอใช้อยู่เป็นประจำอยู่ในดิวตี้ฟรี
“กลิ่นนี้เพิ่งออกมาใหม่ไม่นานนี้นี่หว่า หืมมม...หอมจังเลยอ่ะ กำลังลดในราคาโปรด้วย จัดไปเลยซิคะสองขวดใหญ่”
หญิงสาวหยิบขวดน้ำหอมออกมาจากชั้นวาง พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างอารมณ์ดี แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์อยู่นั้น ดวงตาคู่สวยก็สะดุดเข้ากับคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ใกล้ ๆ มองดูเผิน ๆ ก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรแต่ทว่า...ปิ่นมุกกลับรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาฝ่ายชายอย่างบอกไม่ถูกจนเธอเผลอมองจ้องหน้าเขานานเกินไป เล่นเอานางแบบสาวสวยตาน้ำข้าวที่เดินมากับหนุ่มหล่อคนนั้นออกอาการไม่พอใจ
“มองอะไรไม่ทราบ ?” ประโยคคำถามสำเนียงอังกฤษแท้ แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความไม่พอใจพร้อมจะมีเรื่องช่วยดึงสติของปิ่นมุกที่กำลังจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นให้คืนสติกลับมาทันที
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” ร่างบางละสายตาจากชายหนุ่ม ก่อนจะยิ้มบางตอบกลับสาวต่างชาติไปด้วยความไม่อยากมีเรื่อง แล้วเดินเลี่ยงไปจ่ายค่าสินค้า
“คุณรู้จักแม่นั่นเหรอคะคิน”
“ผมว่า...ผมไม่เคยเห็นเธอมาก่อนนะ”
“แล้วไป อย่าให้ฉันรู้ว่าคุณมีคนอื่นนะคะ ฉันไม่ปล่อยผู้หญิงพวกนั้นไว้แน่”
ประโยคสนทนาของหนุ่มสาวที่ดังไล่หลังปิ่นมุกมา เล่นเอาหญิงสาวถึงกับต้องทำหน้าเบะปากตามองบนออกมาอย่างทะเล้นให้กับความงี่เง่าหึงหวงไม่เข้าท่าของสาวต่างชาติคนนั้น หลังจากที่ชำระค่าสินค้าเสร็จแล้วก็ใกล้ได้เวลาที่จะต้องขึ้นเครื่องพอดี ปิ่นมุกจึงรีบสาวเท้าเพื่อไปเช็คอินก่อนขึ้นเครื่อง
สองชั่วโมงต่อมาที่ระดับความสูง 34,000 ฟุต ปิ่นมุกที่นั่งอยู่ในโซนผู้โดยสารชั้นเฟิร์ส คลาส ด้วยความที่ตลอดทางร่างบางจิบเครื่องดื่มไปหลายแก้ว จึงทำให้เธอก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา ร่างบางลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านท้ายลำ แต่ห้องน้ำกลับไม่ได้อยู่ในสถานะว่างพร้อมใช้ ปิ่นมุกที่ยืนรออยู่นานจนเริ่มทนไม่ไหว เธอกำลังจะตัดสินใจเคาะประตูห้องน้ำ แต่ทว่าได้ยินเสียงปริศนาในห้องน้ำดังขึ้นมาเสียก่อน
ตั้บ!! ตั้บ!! ตั้บ!! “แรงขึ้นอีกค่ะที่รัก แรงขึ้นอีก Fu*k อ๊าาาา”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังลอดออกมาทำเอาเจ้าของใบหน้าสวยหวานถึงกับเอามือขึ้นมาปิดปากสีหน้าตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เธอกำลังได้ยินอยู่ในห้องน้ำ เสียงของผู้หญิงที่พูดภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงกระเส่าแบบนั้น ถึงแม้ปิ่นมุกจะยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าหล่อนจะไม่รู้ประสีประสาอะไรเลยที่ไหน
แกร๊ก.... ไม่นานนักเมื่อเสียงในห้องน้ำนั้นสงบลง เสียงกลอนประตูก็ถูกปลดล็อกออกมาพร้อมกับเจ้าของเสียงครางกระเส่าเมื่อครู่ที่อยู่ในสภาพเหนื่อยหอบผมยุ่งกระเซอะกระเซิง ปิ่นมุกรีบหันหลังให้กับผู้หญิงที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างไม่กล้าที่จะสบตา เพราะกลัวว่าคนที่อยู่ในห้องน้ำจะคิดว่าเธอมาแอบฟังพวกเขากำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอยู่
เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำและเดินผ่านเธอไปแล้ว ปิ่นมุกจึงค่อย ๆ หันกลับไปเตรียมจะเข้าไปใช้ห้องน้ำต่อ แต่ทว่าผู้ชายที่อยู่ในห้องน้ำนั้นเพิ่งจะก้าวขาออกมา ทำให้ทั้งสองคนเกือบจะเดินชนกันเลยทีเดียว
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ”
“อ้าวคุณ...ผู้หญิงที่จ้องหน้าผมที่ดิวตี้ฟรีนี่ คุณเป็นคนไทยเหรอครับ”
“อ่ะ...เอ่อ ค่ะ”
การสนทนาด้วยกันครั้งแรกกับผู้ชายที่เพิ่งเสร็จกิจกับแฟนตัวเองในห้องน้ำบนเครื่องบินเช่นนี้ ช่างเป็นบรรยากาศที่ชวนกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก ยิ่งเขาอยู่ในสภาพที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางก็ยิ่งทำให้ปิ่นมุกรู้สึกอึดอัดเข้าไปใหญ่ แต่เหมือนยิ่งได้มองหน้าผู้ชายคนนี้ใกล้ขึ้น ปิ่นมุกก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าเขาเสียจนใบหน้าของผู้ชายที่เธอเคยสารภาพรักเมื่อสิบปีก่อนลอยซ้อนเข้ามาที่ใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าทันที
“บ้า...ไม่ใช่น่า”
“ฮะ...คุณพูดว่าอะไรนะครับ” ‘Welcome back Pin-Mook’ อยู่ไกล ๆ
“ยายก๊าสสสสสส”
“ยายมู๊กกกกกก”
สองสาวที่ต่างคนต่างไม่ได้เจอกันมานานเป็นสิบปีต่างก็วิ่งเข้ามาหากันก่อนที่จะกระโดดโผกอดกันแน่นด้วยความคิดถึง ตั้งแต่ที่ปิ่นมุกตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษ ทั้งคู่ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ ทางออนไลน์จึงทำให้ความเป็นเพื่อนซี้ยังคงเหนียวแน่นมาจนถึงตอนนี้
“ฉันคิดถึงแกมากเลยยัยมุก ดูแกซิผอมลงตั้งเยอะแถมสวยขึ้นเป็นกองเลย”
“ฉันก็คิดถึงแกมากเหมือนกันยัยกัส คิ้วหนา ๆ ของแกหายไปไหนหมดแล้วเนี่ย”
“โตแล้วฉันก็รู้จักเข้าร้านเสริมสวยไปกรูมมิ่งคิ้วให้มันสวยเป๊ะขึ้นน่ะซิยะ”
“ฮ่า ๆ ขอบคุณมากนะแกที่มารับฉันอ่ะ”
“ไม่เป็นไรเลยแก ฉันว่าเรารีบไปหาแม่แกกันดีกว่า ป่านนี้คุณอาปิ่นมณีคงรอให้ฉันพาแกไปหาแทบแย่แล้ว”
บ้านพ่อแม่ของปิ่นมุก
ไม่นานนักสองสาวก็เดินทางมาถึงบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านที่ปิ่นมุกเติบโตมาและซูกัสเองก็เคยมาที่นี่บ่อย ๆ ตั้งแต่สมัยพวกเธอเริ่มรู้จักกันแรก ๆ แล้ว ทำให้ซูกัสสนิทกับครอบครัวของปิ่นมุกราวกับเป็นลูกสาวอีกคนเลยทีเดียว
“คุณแม่ขามุกกลับมาแล้วค่า” เสียงสดใสเอ่ยเรียกหาผู้เป็นแม่ที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเลือกชุดราตรีสวย ๆ ไปออกงานการกุศล
“มาแล้วเหรอยัยมุก ขอโทษทีที่แม่ไม่ว่างไปรับนะ พอดีเย็นดีแม่ต้องออกไปงานการกุศลของคุณหญิงศรีนวลน่ะ ตอนนี้แม่ยังวุ่นอยู่กับการเลือกชุดอยู่เลยเนี่ย”
“เหมือนเดิม” ทั้งปิ่นมุกและซูกัสต่างก็หันหน้ามาหากันแล้วพูดออกมาพร้อมกันราวกับรู้ใจ
“แล้วนี่คุณพ่อไม่อยู่บ้านเหรอคะ”
“อ๋อ...รายนั้นเขาออกไปคุยงานตั้งแต่เช้าแล้วล่ะจ้ะ แม่เห็นช่วงนี้พ่อเราเขางานยุ่งแทบทุกวันเลย พวกลูกเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปพักผ่อนกันที่ห้องก่อนก็ได้ เดี๋ยวแม่ให้แม่บ้านเอาน้ำกับขนมไปเสิร์ฟให้ที่ห้องนะ”
หลังจากสองสาวขึ้นมายังห้องนอนเก่าของปิ่นมุก ทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ที่เดิมเหมือนวันสุดท้ายที่เธอเคยได้อยู่ในห้องนี้ ร่างบางเดินสำรวจสิ่งของในห้องด้วยความคิดถึง จนกระทั่งมาหยิบรูปถ่ายของตัวเองในตอนที่ยังเป็นเด็กอ้วน ใส่แว่นหนาเตอะถักผมเปียพลางนั่งลงบนที่นอนแล้วยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ และเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาในห้วงความคิดทันที
‘พี่ชอบคน ไม่ได้ชอบหมูใส่แว่นถักเปีย’
“คิดถึงตอนนั้นเหมือนกันเนอะ วันที่ฉันเอาคุกกี้ไปสารภาพรักพี่นาคินอ่ะ”
“อะไร...นี่แกยังจำเรื่องนั้นได้อยู่อีกเหรอ มันนานมากแล้วนะ”
“ฉันจำไม่เคยลืมเลยแหละแก แถมยังเก็บเอามาฝันร้ายอยู่ตลอดเลยด้วย”
“โธ่เอ๊ย...ยัยมุก แกคงฝังใจมากเลยใช่ไหมเนี่ย” ซูกัสทิ้งตัวนั่งลงข้างเพื่อนก่อนจะเข้าไปกอดเพื่อนไว้ด้วยความรู้สึกเห็นใจ
“อืม...มันคงฝังใจฉันมากจริง ๆ นั่นแหละ”
“แต่ตอนนี้แกไม่ใช่ปิ่นมุกคนเดิมแล้วนะ แกทั้งสวยขึ้น หุ่นดีขึ้น แถมยังจบเอกดีไซน์จากประเทศอังกฤษมาอีก แกกำลังจะกลายเป็นคุณปิ่นมุก ดีไซเนอร์สาวสวยชื่อดังแล้วนะ”
“ฮ่า ๆ แกก็...พูดเวอร์ไปยัยกัส ฉันยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย”
“ฉันว่านะ ถ้าพี่นาคินได้มาเห็นแกตอนนี้ เขานั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายมาตามจีบแก”
“เออ...จะว่าไปฉันมีเรื่องจะเล่าให้แกฟังด้วย”
ปิ่นมุกเริ่มเล่าเรื่องที่เธอบังเอิญได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่ดูคล้ายกับนาคินมาก ๆ ให้ซูกัสฟัง และหลังจากนั้นสองสาวก็ได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนานถึงวันเก่า ๆ ตามประสาเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน