บทนำ

1935 Words
10 ปีก่อน วันวาเลนไทน์ 10 ปีก่อน... ณ โรงเรียนนานาชาติไวท์แบร์ “ยัยมุก แกคิดดีแล้วจริง ๆ เหรอที่จะเอาคุกกี้ไปให้พี่นาคินเขาอ่ะ” เสียงยัย ซูกัส สาวน้อยตัวผอมบางมีเอกลักษณ์ที่คิ้วหนาเกินจำเป็นเพื่อนสาวคนสนิทของฉันพูดท้วงขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าอันแสนระรื่นเกินห้ามใจของฉันที่กำลังยืนอมยิ้มถือกล่องคุกกี้สีชมพูหวานแหวว แววตาฉายความมุงมั่นตั้งใจที่จะเดินเอาคุกกี้ที่ฉันตั้งใจทำเองไปให้รุ่นพี่ที่ฉันแอบชอบเขามานานตั้งแต่สมัยเกรด 7 (เทียบเท่าม.1) จนถึงตอนนนี้ฉันก็อยู่เกรด 10 (เทียบเท่าม.4) และพี่เขาก็ขึ้นเกรด 12 (เทียบเท่าม.6) แล้ว “ฉันคิดดีแล้วหน่ายัยกัส นี่ก็เทอมสุดท้ายแล้วนะ ปีหน้าพี่นาคินก็เรียนจบแล้ว ถ้าไม่ให้ฉันไปสารภาพรักพี่เขาตอนนี้ จะรอให้พี่เขาไปมีแฟนที่มหาลัยก่อนแล้วค่อยไปบอกรึไง” “ไม่ใช่แบบนั้นแก คือ แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่เขาฮอตมากขนาดไหน แล้ววันนี้ทั้งวันก็มีแต่ผู้หญิงเอาของไปให้พี่เขาแทบจะทั้งวัน รวมถึงยัยริต้าคู่ปรับแกด้วยนะ” “ก็เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงต้องรีบไปสารภาพรักกับพี่เขา เรื่องอะไรฉันจะปล่อยให้ยัยริต้าหน้าตูดแมวนั่นมาทำคะแนนแซงหน้าไปแบบนี้ล่ะ” “เฮ้อ...เอาเถอะ ฉันก็แค่อยากเตือนเพราะเป็นห่วงแก ถ้าเผื่อพี่เขาปฏิเสธความรู้สึกแกขึ้นมา แกจะโอเคใช่มั้ยล่ะ” “คิก ๆ ไม่ลองก็ไม่รู้นะแก” “จ้า...โชคดีนะเพื่อน ฉันขอยืนให้กำลังใจแกอยู่ตรงนี้ละกัน” ทั้งที่เพื่อนสนิทเตือนแล้วฉันก็ไม่ฟัง ยังคงมั่นหน้าเดินถือกล่องคุกกี้ไปหาพี่นาคินที่กำลังเล่นบาสอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทของเขา ท่ามกลางสายตาของนักเรียนคนอื่น ๆ ที่อยู่แถวนั้นอีกหลายคนที่กำลังมองมาทางฉัน พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มดังตามมามากขึ้นเรื่อย ๆ “ดูมันดิ กล้าเนอะ สภาพแบบนี้ ยังจะกล้าไปสารภาพรักใครเขาอีกเหรอ” “เออ...ใช่ ผู้ชายคนไหนเขาจะกล้ารับวะ ฮ่า ๆ ๆ” เสียงซุบซิบจากกลุ่มนักเรียนหญิงที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่แถวสนามบาสพูดขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านไป ‘ถ้าจะพูดดังขนาดนั้นก็ไม่ต้องซุบซิบก็ได้มั้ง -..-‘ แต่ช่างเถอะฉันไม่สนใจหรอก ตอนนี้ความตั้งใจเพียงหนึ่งเดียวของฉันก็คือการได้มอบคุกกี้แสนอร่อยพร้อมกับเอ่ยความในใจที่เก็บไว้มานานให้พี่นาคินได้รับรู้เสียที^^ “เฮ้ย...ไอคิน แฟนมึงมาอีกคนแล้วว่ะ คนนี้เด็ดสุดเลยนะมึง ฮ่า ๆ ๆ” เสียงเพื่อนพี่นาคินที่กำลังเล่นบาสอยู่ด้วยกันกับเขาเอ่ยขึ้น พลางชี้มาทางฉันที่กำลังเดินถือกล่องคุกกี้เข้ามาในสนาม ทำให้ทุกคนที่อยู่ในสนามหยุดเล่นแล้วก็หันมามองทางฉันเป็นตาเดียว ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันยิ่งเต้นโครมครามไปกันใหญ่ เมื่อพี่นาคินหันมาสบตาเข้ากับฉันพอดี ใบหน้าหล่อเหลาสไตล์พระเอกเกาหลีมีความลูกครึ่งฝรั่งหน่อย ๆ แต่ทว่าสายตากลับคมกริบ บวกกับความสูงระดับนายแบบนั่นช่างมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย มันทำให้ฉันหลงรักเขาเข้าเต็มเปาอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจริง ๆ “อ่ะ...เอ่อ พี่นาคินคะ ม่ะ มุก ทำคุกกี้มาให้ค่ะ” มุกรักพี่นาคินนะคะ” พูดไปแล้ว ฉันพูดมันออกไปแล้ว ฉันทำได้แล้ว หลังจากที่แอบชอบเขามาตลอด 4 ปี ในที่สุดวันนี้ฉันก็ได้บอกความรู้สึกที่มีต่อพี่เขาไปหมดแล้ว แต่ในขณะที่ฉันกำลังยื่นกล่องคุกกี้ให้พี่เขา และดูเหมือนว่าพี่นาคินเองก็เต็มใจที่จะรับมันไว้ด้วย ^.- ๆ แต่เรื่องที่ฝังใจฉันที่สุดมันก็เริ่มจากตรงนี้นี่แหละ แคว่กกก...แกรก ๆ ๆ ๆ กระทืบ ๆ ๆ กล่องคุกกี้ที่ฉันอุตส่าห์ตั้งใจทำเกือบทั้งคืน กลับถูกคนที่ฉันเพิ่งสารภาพรักกับเขาไป ฉีกออกเป็นชิ้น ๆ อย่างไม่ใยดี ก่อนที่คุกกี้รูปหัวใจจะถูกเทลงพื้นจนหมดแล้วตามด้วยการใช้เท้ากระทืบ ๆ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขยี้เละจนคุกกี้บี้แบนเป็นผุยผง ทุกการกระทำของพี่นาคินที่ทำต่อหน้าฉันและต่อสายตาของทุกคนภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น ฉันกำลังมองมันด้วยสายตาสั่นไหวพร้อมกับความรู้สึกของหัวใจที่เหมือนกำลังถูกพี่เขากระทืบจนแหลกสลายไม่ต่างกับคุกกี้พวกนั้นเลย “ขอบคุณนะครับ ที่อุตส่าห์ตั้งใจทำมันมาให้พี่ แต่พี่คงรับไว้ไม่ได้ พี่ชอบคน ไม่ได้ชอบหมูใส่แว่นถักเปีย” “ฮ่า ๆ ๆ สุดยอดไปเลยว่ะไอคิน มันต้องอย่างนี้ซิวะ” “อ้วนแล้วยังไม่เจียม ยังมั่นหน้ามาสารภาพรักพี่เขาอีก สมน้ำหน้า อีหมูใส่แว่นถักเปีย ฮ่า ๆ ๆ” หลังจากที่พี่นาคินเดินออกไปจากสนามบาสแล้ว เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำพูดถากถางจากทั้งเพื่อน ๆ ของพี่เขา และพวกนักเรียนหญิงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ต่างประเดประดังขึ้นมาราวกับฉันนั้นกลายเป็นตัวตลกสำหรับพวกเขาไปแล้ว ใช่...ฉันมันอ้วน สายตาก็สั้นใส่แว่นหนาเตอะ แล้วทำไมล่ะ ฉันไม่มีหัวใจ ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครอย่างนั้นเหรอ? “ยัยมุก เป็นไงบ้างแก ตกใจมากเลยใช่ไหม” ซูกัสที่แอบเอาใจช่วยฉันอยู่ไกล ๆ พอเห็นสิ่งที่พี่นาคินทำกับฉันแบบนั้น เธอก็รีบวิ่งมาหาฉันทันที “ฉันไม่เป็นไรหรอกแก ขอบคุณนะ” ฉันแสร้งยิ้มราวกับว่าไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งที่น้ำเสียงสั่นเครือไปหมดแล้ว แต่ต้องพยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยากร้องไห้ออกมาให้มันดูน่าสมเพชไปมากกว่าเดิม พลางก้มเก็บเศษซากของกล่องและขนมคุกกี้เพื่อจะได้เอามันไปทิ้งให้มันเป็นที่เป็นทาง แต่ในขณะที่ฉันกับซูกัสต่างช่วยกันเก็บขยะอยู่นั้น เสียงน่ารำคาญของคู่ปรับตลอดกาลของฉันก็พูดขึ้นมาอย่างจงใจที่จะกวนประสาท “ฮ่า ๆ ๆ เธอนี่กล้าดีเนอะปิ่นมุก กล้ามาสารภาพรักพี่นาคินต่อหน้าเพื่อน ๆ พี่เขาแบบนั้น ไม่คิดบ้างเหรอว่าสารรูปแบบเธอมาสารภาพรักหนุ่มที่ฮอตที่สุดในโรงเรียน มันจะทำให้พี่เขาอับอายขนาดไหน” ริต้า นักเรียนเกรด 10 ห้องเดียวกันกับฉัน หลานรักของผู้อำนวยการเจ้าของโรงเรียนแห่งนี้ เธอมักจะชอบทำตัวข่มใส่คนอื่นทุกเรื่อง เพราะถือว่าตัวเองเป็นคนสวย เรียนดี กิจกรรมเด่น และโดยเฉพาะกับฉันที่ก็เรียนดี กิจกรรมกรรมเด่นไม่แพ้เธอ ขาดก็แต่ความสวยเท่านั้นล่ะที่ยังสู้ไม่ได้ ยัยนี่มองฉันเป็นคู่แข่งกับเธอมาตลอดถึงได้ชอบหาเรื่องฉันเป็นที่สุดเลยไงล่ะ “แล้วมันหนักหัวเธอตรงไหนเหรอริต้า” “มันไม่ได้หนักหัวฉันหรอกจ้ะ แต่อย่างน้อยของขวัญที่ฉันให้พี่เขาก็ไม่ได้ถูกกระทืบเละคาตีนแบบของเธอก็แล้วกัน ฮ่า ๆ ๆ” สุดจะทนแล้วนะโว้ยยยย...เสียงยัยบ้าริต้านี่มันเหมือนไปกระตุ้นต่อมโกรธของฉันเข้าอย่างจัง พอรู้ตัวอีกทีมือฉันที่ถือขยะอยู่ดี ๆ ก็เข้าไปหยุมหัวยัยบ้านั่นแล้ว ฉันทั้งจิกทั้งทึ้งผมยาวสวยของยัยนั่นจนมันหลุดติดมือฉันมาซะเยอะเลย แต่ยัยริต้าก็ใช่ย่อยที่ไหนล่ะ ดึงหางเปียฉันสู้กลับจนหัวฉันแทบจะหลุดอยู่แล้วเนี่ย T^T เสียงเชียร์ของนักเรียนที่อยู่แถวนั้นต่างก็ยุยงให้เราสองคนตีกันดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่มีใครคิดจะห้ามใคร ฉันยื้อยุดฉุดกระชากกับยัยริต้าอยู่นานจนในที่สุดอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ซูกัสวิ่งไปตามมาเพื่อให้ช่วยยุติเรื่องวุ่นวายนี้ก็เดินเข้ามาแยกเราออกจากกันจนได้ “นี่พวกเธอทำบ้าอะไรกัน ที่นี่โรงเรียนนะไม่ใช่เวทีมวยที่คิดจะมาใช้ความรุนแรงกันแบบนี้” ฉันกับยัยริต้าได้แต่ยืนหัวฟูหายใจเหนื่อยหอบมองหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนที่อาจารย์จะบอกให้เราทั้งคู่เดินตามไปที่ห้องฝ่ายปกครอง ซูกัสได้แต่ส่งสายตาให้กำลังใจมาให้ฉัน และภาพก็นั้นก็คือภาพสุดท้ายก่อนที่ฉันจะสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาจากฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนฉันมาตลอดสิบปี “เฮ้อออ...ฝันถึงเรื่องบ้านี่อีกแล้วเหรอเนี่ยเรา เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วนะ เมื่อไหร่จะลืมได้ซะที” ฉันเสยผมหยักศกยาวสวยของตัวเองพลางบ่นพึมพำออกมาหลังจากที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายนั่น ใช่...ทั้งหมดเมื่อครู่มันคือความฝันของฉันเอง ฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นจริงและมันก็คอยหลอกหลอนฉันมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉันต้องทนฝันถึงเรื่องนี้มาตลอดเพราะมันคือเรื่องที่ฝังใจฉันที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ตอนนี้ฉัน ปิ่นมุก ศิริสารโยธิน ในวัย 24 ปี ไม่ใช่เด็กอ้วนใส่แว่นหนาเตอะที่ชอบถักเปียคนนั้นอีกแล้ว หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น มันทำให้ฉันตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนที่ไทยแล้วมาเรียนต่อที่อังกฤษ และตอนนี้ฉันก็เรียนจบเอกแฟชั่นดีไซน์เรียบร้อยแล้วด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลาย ๆ ด้าน ทั้งความรู้ความสามารถและเรื่องรูปร่างหน้าตา ฉันลดน้ำหนักจากที่เคยหนักเกือบร้อยกิโล จนตอนนี้น้ำหนักฉันอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานอาจจะผอมกว่าเสียด้วยซ้ำ พูดได้เลยว่าตอนนี้ฉันมาไกลมากกว่าที่ตัวเองตั้งเป้าไว้มากเลยล่ะ และฉันก็มีเป้าหมายเดียวคือการที่จะกลับไทยแล้วไปสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองเป็นดีไซน์เนอร์ที่เป็นรู้จักของผู้คนให้ได้ “พรุ่งนี้แล้วซินะ ที่ฉันจะได้กลับไทย คิดถึงพ่อกับแม่แล้วก็ยัยซูกัสจัง” ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพลางบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า แล้วถอดสายตาไปยังวิวเมืองหลวงของอังกฤษในยามเช้า คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกันนะที่จะต้องลาจากที่นี่ไปหลังจากที่อยู่มานานขนาดนี้ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ฉันจะได้กลับไปสานต่อความฝันของตัวเอง ไฟในดวงตาของฉันก็แทบจะลุกพรึ่บขึ้นมาในทันทีเลยล่ะ “กลับไปคราวนี้ ฉันจะทำตามฝันของตัวเองให้สำเร็จให้ได้เลย”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD