เรียกพี่ได้ไหม
รถสองแถวจอดลงที่ข้างทางและเสียงตะโกนจากคนขับรถบอกมาว่า
“ถึงโรงเรียนบ้านโคกสมิงแล้วคับคุณลงตรงนี้เลย”
หญิงสาวหน้าใสผมยาวตรงถูกรวบเป็นหางม้าแบบง่ายๆ เธอหิ้วกระเป๋าลงจากรถมองไปรอบๆ อย่างไม่แน่ใจ
“ตรงนี้แน่เหรอจ๊ะ” เธอถามขณะที่ไปจ่ายเงินด้านหน้า
“ตรงนี้ล่ะครับครู เดินตรงเข้าไปในรั้วเลาะไปตามทางซ้ายมือแปบเดียวถึง” คนขับตอบยื่นมือมารับเงินแล้วออกรถไปทันที
“อ้าว เดี๋ยวเซ่...ฉันยังถามไม่จบเลยนะ” เธอขยับหมวกที่สวมไปมาให้กระชับขึ้น มองไปรอบๆ อย่างกังขา
ไหนโรงเรียน ไหนรั้ว ไหนทางเดิน ที่เห็นนี่คือเธออยู่กลางป่ากลางดงชัดๆ บุษราคัมมองไปรอบตัวอย่างไม่รู้จะไปไหนดี เธอเป็นข้าราชการครูที่เพิ่งสอบบรรจุเข้ามาใหม่ และที่ที่ต้องมาปฏิบัติงานก็คือโรงเรียนโคกสมิง บ้านดงพญาไฟเอ้ย...ลืมว่าเขาเปลี่ยนชื่อแล้วจากดงพญาไฟเป็นดงพญาเย็น
แต่เธอคิดว่าการเปลี่ยนชื่อคงไม่ช่วยอะไร เพราะตอนนี้เธอเริ่มร้อนจนตับแทบแตก หญิงสาวถอดหมวกมาโบกให้ตัวเอง ขณะที่หิ้วกระเป๋าเดินไปตามทางที่เต็มไปด้วยดินโคลน เธอจะพยายามระลึกชาติให้ได้ว่ามันเคยเป็นทางละกัน
เสียงแตรรถที่ดังมาทางด้านหลังทำให้เธอตกใจจนเซ ดีนะว่าจับต้นไม้ใหญ่ไว้ได้ทัน
“นี่คุณจะไปไหน ทำไมมาเดินแถวนี้”
ภีมลดกระจกลงถามคนที่กำลังเดินขวางทางเข้าไร่ของเขา พอเข้าไปใกล้ๆ และเธอหันมามองจึงรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแถวนี้
“เอ้อ..หนูเอ้ย..ดิฉันกำลังจะไปรายงานตัวที่โรงเรียนบ้านโคกสมิงค่ะ รถสองแถวบอกว่าถึงแล้วเดินไปนิดเดียวแต่ก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะเดินไปทางไหน”
อ้อ..คุณครูคนใหม่ ท่าทางเป็นเด็กเพิ่งจบไม่นานคงจะอยู่ไม่กี่วันหรอกเดี๋ยวก็คงเผ่นกลับ ภีมคิดในใจ
“คุณครูคนใหม่เหรอเดี๋ยวผมไปส่งที่โรงเรียนก็ได้ ขึ้นรถมาสิ”
“เอ่อ..” เธอเป็นสาวเป็นแส้อยู่ ๆ มาเรียกขึ้นรถ ใครก็ไม่รู้จะไว้ใจได้ไหมนะ บุษราคัมคิดในใจ เหมือนภีมจะรู้ว่าเธอคิดอะไรเขาจึงพูดว่า
“ผมชื่อภีมเป็นเจ้าของไร่นี้ ไร่กุสุมาตกลงจะให้ผมไปส่งหรือจะเดินไปเอง น่าจะสักกิโลนึงเห็นจะได้” เขาพูดหน้าตาเฉย ทำให้อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก
กิโลนึง.. ไหนคนขับรถสองแถวบอกว่าเดินไปนิดเดียว เธอนึกเข่นเขี้ยวในใจ เธอเป็นครูนะเฟ้ย ไม่ใช่นักไตรกีฬาหรือนักวิ่งมาราธอน เดินทนอะไรเยี่ยงนั้น
“ไปค่ะ ไปขอบคุณนะคะคุณลุง” เธอรีบอ้อมไปอีกฝั่งเปิดประตูรถขึ้นนั่ง เห็นสีหน้าเขาตึงๆ เลยเปลี่ยนสรรพนามใหม่ ดูไปดูมาเขาก็ยังไม่แก่เท่าไหร่ สงสัยเมื่อกี้เธอเมาแดด
“ขอโทษค่ะ เตยขออนุญาตเรียกคุณอานะคะ” เธอลดอายุให้เขาอีกนิดนึง ถ้าเรียกพี่อาจจะดูตีเสมอเดี๋ยวโดนหาว่าไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่
ฮึ่ม... ภีมคอแข็งเมื่อถูกเรียกลุง เขาว่าเขาก็ยังไม่แก่มาก เพิ่งอายุ 37 น่าจะเกิดก่อนเธอแค่กี่ปีเชียว เด็กจบใหม่หน้าใสๆ แบบนี้ก็น่าจะอายุสัก 23-24 ก็ห่างกันแค่สิบกว่าปี สิบกว่าปีเอง...เยอะตรงไหน
บุษราคัมเห็นเขาเงียบไป เขาคงไม่พอใจที่เธอเรียกอา
“ถ้าเรียกอาไม่เหมาะงั้นเตยเรียกชื่อคุณเลยดีกว่านะคะ” เธอพูดอีก
“เอาที่เธอสะดวก จะเรียกอาก็ได้เราคนไทยสังคมนับญาติกันอยู่แล้ว” เขาตอบแต่ในหัวดันมีเพลงหนึ่งลอยมา
'เรียกพี่ได้ไหม
แล้วพี่จะให้ กินขนมแสนห้า'
ภีมขับรถไปตามทางที่ค่อนข้างเละเพราะฝนเพิ่งตกเมื่อคืน บุษราคัมมองไปสองข้างทางเพื่อดูบริเวณรอบๆ
“ที่นี่เป็นไร่ ไม่ใช่โรงเรียนเหรอคะคุณอา” ในเมื่อเขาให้เรียกอาเธอก็ว่าตามนั้น
“ใช่ แล้วทำไมเราถึงลงตรงนี้ล่ะ ปกติหน้าโรงเรียนมันไปอีกทางนึง” ด้านตะวันออกของไร่กุสุมาติดกับรั้วโรงเรียน แต่ปกติแล้วนอกจากลูกหลานคนในไร่ไม่มีใครใช้เส้นทางนี้ไปโรงเรียนที่มีแห่งเดียวในหมู่บ้าน
“อ้าว ก็รถสองแถวส่งตรงนี้ค่ะ เขาบอกว่าเดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงโรงเรียน” บุษราคัมนึกเข่นเขี้ยวในใจ ไอ้คนขับรถจอมชุ่ยเจอหน้าอีกทีแม่จะอบรมให้ลืมทางกลับบ้านเลย
“สงสัยมันจะรีบไปรับงานเหมาละมั้ง ถึงปล่อยเราทิ้งไว้ตรงนี้ แล้วเรามาจากไหนนี่ ครูชื่ออะไรนะ” ภีมคาดเดา คนขับรถนิสัยแบบนี้มีไม่กี่คน ถ้าจะตามตัวจริงๆ ก็ไม่น่ายาก
“มาจากกรุงเทพฯ ค่ะ ชื่อบุษราคัม”
“ชื่อสั้นๆ มีไหม เตยรึเปล่า” บุษราคัมชื่อยาวจริงๆ ตั้งสี่พยางค์ ภีมคิดในใจ
“ใช่ค่ะ คุณอาเรียกชื่อเล่นเตยก็ได้”
ภีมบังคับรถเลี้ยวออกจากประตูด้านข้างของไร่ทะลุไปยังฝั่งโรงเรียน เขาขับตรงไปทางหน้าเสาธงมีอาคารเรียนสองชั้นสร้างจากไม้รูปตัวแอล ด้านข้างเป็นอาคารแบบเปิดมีโต๊ะและม้านั่งวางเรียงรายจนเต็มพื้นที่ เธอเดาว่าน่าจะเป็นโรงอาหาร
ตอนนี้เป็นเวลาพักกลางวัน เด็กๆ ที่สนามจึงค่อนข้างเยอะ เมื่อเขาจอดรถมีชายอายุประมาณ 50 เศษใส่ชุดสีกากีเดินมาทันที
“อ้าว คุณภีมมาทำอะไรเหรอครับ”
บุษราคัมลงจากรถ เธอยกมือไหว้ชายคนนั้นและแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะ หนูเป็นครูคนใหม่มารายงานตัวค่ะ”