บทที่ 1 ปฐมบท
เมืองปริศนาที่ซ่อนตัวอยู่ในต่างมิติของป่าลึกจากสายตาของชาวโลกภายนอกมานับพัน ๆ ปี บรรพบุรุษพวกเขาก็เป็นเพียงแต่ปุถุชนคนธรรมดา มีชาย-หญิงอยู่ร่วมกันดังเช่นครอบครัวมีพ่อ แม่และลูกๆ จากหมู่บ้านเล็กๆ ก็ขยับขยายกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่จากการรวมอำนาจและสู้รบเพื่อแย่งชิงการปกครองแว่นแคว้นต่างๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาเอกของเจ้าผู้ครองนครนามว่าพระแม่เจ้าจันทราเกิดไม่พอใจในความมักมากของสามีตน เขามีเมียเล็กเมียน้อยไปทั่วจนปล่อยปละละเลยให้เธอดูแลลูกสาวอีก 5 คนด้วยตนเอง ซ้ำร้ายยังต้องระทนทุกข์จากการถูกอนุที่เป็นที่โปรดปรานขององค์พ่อเจ้าสุริยากลั่นแกล้งต่างๆนาๆ ด้วยเหตุที่ว่าเธอไม่สามารถมีลูกชายผู้สืบสกุลให้แก่เขาได้
ความริษยาและความเคียดแค้นบังเกิดเป็นความมืดมิดที่บังตาและบังใจ จันทรายอมขายวิญญาณให้กับอสูรชั่วร้ายจากนรกโลกันตร์ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนที่ว่า…
“ขอให้เมืองนี้สิ้นบุรุษเพศชายชั่ว! และขอให้บดบังเมืองนี้ต่อสายตาผู้คนภายนอก ไม่ให้มีชายใดได้พบได้เห็นอีกจนชั่วกาลปาวสาร!”
และก่อนที่เธอจะสิ้นลมหายใจจากไป เธอก็ได้ขอให้วิญญาณของตนกลายเป็นผีประจำเมืองแห่งนี้เพื่อคอยปกปักษ์รักษา และให้พรแก่ชาวเมืองของพระนางทุกคน
ลูกสาวคนโตของพระนางคือ ทิพ ได้กลายเป็นพระแม่เจ้าพระองค์แรกที่ปกครองนครลับแล และได้กลายเป็นเมืองที่ผู้หญิงสามารถมีความรักเช่นคู่รักต่อกันได้ ยกเว้นแต่พระแม่เจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องทำหน้าที่ต่างร่างทรงให้กับผีประจำเมือง แต่พระนางก็ยังทรงขอพรให้ตั้งครรภ์ได้เช่นหญิงสาวทั่วไป
และหากผู้ใดต้องการผู้สืบสกุล หญิงสาวผู้นั้นจะต้องทำพิธีบนบานศาลกล่าวกับวิญญาณประจำเมือง เพียงเท่านี้ก็จะได้บุตรธิดาสมดั่งใจหวัง
“จักอีกสักกี่ภพกี่ชาติ ขอให้ข้ากับท่านพี่ได้กลับมาครองรักกันดั่งเดิมด้วยเถิด ข้าขอพรกับเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ตัวข้าและชาวเมืองทั้งหลายมิใคร่จะให้เกิดเรื่องราวที่ต้องพลัดพลากจากคนที่รักฉะนี้ขึ้น ได้โปรดเถิดเจ้าคะ ฮึก! ได้โปรด”
---- เมืองลับแล, 400 ปีก่อน ----
ตึก ตึก!
เสียงฝ่าเท้าน้อยๆกำลังเดินย่ำลงบนก้อนหินแข็งที่ปูทอดยาวเป็นทางเท้าตรงเข้าใต้ถุนบ้านไม้ทรงโบราณยกสูงหลังหนึ่ง เท้าปริศนาพยายามย่องเดินให้เกิดเสียงดังให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะได้เข้าไปทำให้คนตรงหน้าตกใจอย่างเคย แต่ดูเหมือนบุคคลที่อยู่ปลายทางนั้นจะได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นเสียก่อนจึงลอบอมยิ้มออกมาเบาๆ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ยังคงนั่งหันหลังอยู่เช่นเดิม
“ชื่น!”
เสียงนุ่มนวลเอ่ยเรียกบ่าวข้างกายขึ้นเสียงดังอย่างจงใจ ทำเอาเจ้าของฝีเท้าปริศนาชะงักกึกอยู่กับที่ ดวงตากลมโตเบิกโพลงฉายแววตื่นตูม
“เจ้าคะ?”
“ไปทำเครื่องว่างมาให้ข้าที เอาเกสรชมพู่กับโอชารสหนา อ้อ! ขอน้ำมะพร้าวมาด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะนายหญิง”
คนด้านหลังฉีกยิ้มกว้างดีใจ เมื่อได้ยินเสียงคนตรงหน้าเอ่ยสั่งของว่างสำรับโปรดของตน นางชอบสำรับนี้เช่นเดียวกับข้าอย่างนั้นฤๅ?...
พึ่บ!
“อ๊ะ! ใครกัน?!”
มือน้อยตะครุบปิดดวงตาคมไว้โดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เจ้าของเสียงแกล้งเอ่ยถามออกไปยิ้มๆ ก่อนจะบิดตัวหลบหนีการจับกุมอย่างเชี่ยวชาญ โดยไม่ให้เจ้าของมือเจ็บตัวแม้แต่น้อย
“ทิพ! เจ้าช่วยทายให้มันนานกว่านี้มิได้ฤๅ ข้ารู้นะว่าเจ้ารู้ว่าเป็นข้า เหตุใดต้องรีบบิดตัวหนีข้าอยู่เรื่อย”
“หามิได้พระแม่เจ้า หม่อมฉันเป็นแต่เพียงองครักษ์ มิสมควรเล่นหัวกับท่านเยี่ยงสหาย”
เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นยิ้มๆพรางคุกเข่าลงข้างหนึ่งในท่าเคารพ
“ข้าบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ เวลาอยู่ด้วยกันสองคนให้เรียกข้าว่ากลิ่นจันทร์ คิดขัดพระบัญชาของข้ารึองครักษ์?!”
“หามิได้ แต่...”
“’งั้นก็เรียก!”
เสียงเล็กเอ่ยกระแทกดุๆ ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกพองแก้มป่องอย่างเอาแต่ใจ ทิพได้แต่ส่ายหน้ากับพฤติกรรมของพระนางอย่างเอือมๆ เพราะนี่ไม่ใช่คำสั่ง (บังคับ) ครั้งแรก
“กะ กลิ่นจันทร์...ขึ้นไปที่ชาญเรือนก่อนเถิดเพคะ อีกไม่นานพวกในครัวคงยกเครื่องว่างมาถวาย”
เธอยืนขึ้นเต็มสูงก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อคนตัวเล็กกว่าตรงหน้าอย่างเกรงๆ พลางเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบนความสนใจของเธอ
“คิก! เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าสั่งเครื่องว่างไป เจ้าก็ชอบเช่นกันรึ?”
กลิ่นจันทร์ฉีกยิ้มกว้างถามคนตรงหน้า พลางคล้องแขนมากอดไว้แน่น ซบใบหน้าเล็กลงบนไหล่บาง กลิ่นอ่อนๆของไม้จันทร์หอมลอยเข้ามากระทบจมูกทิพ นางเผลอสูดหายใจเข้าปอดลึกอย่างลืมตัว ก่อนจะหันหน้ามาตอบคำถามคนตัวเล็กกว่า สองเท้าก็สับเดินนำไปทางชาญเรือนอย่างรีบร้อน
“หม่อมฉันไม่เคยชอบของหวานเพคะ ที่สั่งนางพวกนั้นไปก็เพราะรู้ว่าพระองค์เสด็จมา เสียงย่ำฝีเท้าของพระองค์หม่อมฉันนั้นจำได้ดี ว่าแต่...พวกทหารองครักษ์และนางกำนันเหล่านั้นไปไหนเสีย ใยปล่อยให้พระแม่เจ้าเสด็จออกมาถึงเรือนหม่อมฉันเพียงพระองค์เดียว แล้วทรงเครื่องอาภรณ์ของนางกำนัลด้วยเหตุใดกัน?”
ทิพเอ่ยถามพลางหันกลับไปมองต้นทางที่กลิ่นจันทร์ลอบมาหาตนเมื่อสักครู่ บริเวณด้านหลังนั้นเป็นแต่เพียงสวนผัก ผลไม้และชายป่า เหตุใดเธอถึงออกมาจากทางนั้นได้
“ใจเย็นๆหนา ค่อยถามข้าทีละข้อก็ได้ ก็วันนี้ได้ยินเหล่านางกำนัลคุยกันว่าเจ้าจัดประลองกับพวกเหล่านายกองมิใช่รึ ใยเจ้ามิชวนข้าบ้าง? ข้าก็เลยต้องแอบปลอมตัวออกมาหาเจ้าเช่นนี้อย่างไรเล่า”
“หาสมควรไม่เพคะ งานประลองที่จัดขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการฝึกพวกเหล่าทหารเท่านั้น ไปกันเถิดเพคะ หม่อมฉันจะไปส่งพระองค์ยังที่ประทับ”
ทิพยกมือเรียวยาวขึ้นนวดขมับที่กำลังเต้นตุบๆ มิมีคราใดเลยที่พระแม่เจ้ากลิ่นจันทร์พระองค์นี้จะทรงปฏิบัติอยู่ในครรลองที่ควรจะเป็น พระนางเอาแต่เล่นหัวเป็นเด็กไปวันๆทำเอาเหล่าข้าราชบริพารพากันเอือมระอาไปตามๆกัน คนที่นางจะยอมเชื่อฟังบ้างเป็นบางคราวก็เห็นจะมีแต่หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ ซึ่งดูเหมือนพระนางก็จะชอบพลอรักใคร่อยู่มิน้อย และดูเหมือนว่าทิพก็ล่วงรู้ความในใจของพระนางดี
ต้องพาพระแม่เจ้ากลับวังโดยเร็วที่สุด มันดูไม่งาม พระแม่เจ้าอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ที่สำคัญพระนางห้ามมีความรักเด็ดขาด... คิดดังนั้นจึงเดินจูงมือกลิ่นจันทร์ลงมาจากเรือนตรงไปยังคอกม้าทันที
“มิจำเป็นดอก ไปส่งข้ายังที่ที่เจ้าจะไปประลองเถิด ขบวนเสลี่ยงของข้ารอกันอยู่ที่นั่นแล้ว”
กุบกับ กุบกับ!
ฟิ่ว ปัก!
“กรี๊ดด/เฮฮฮ!”
เสียงเชียร์ของเหล่าทหารนางกำนัล และชาวบ้านที่มาดูการประลองวันนี้ดังอึกทึกไปทั่วทั้งป่า ต่างก็ส่งเสียงร้องพลางตบมือให้กับหัวหน้าองค์รักษ์ด้วยความชื่นชมในฝีมือด้านการยิงธนูบนหลังม้าของนาง
ถึงแม้เมืองแห่งนี้จะไม่มีการศึกมามากว่าพันปี แต่พวกเขาก็ไม่เคยชะล่าใจเลย ยังคงส่งต่อการฝึกทหารลงมาจากรุ่นสู่รุ่น เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีภัยอันตรายมาเยือนถึงที่
“หัวหน้าองครักษ์ยิงธนูเข้าเป้าอีกแล้วเพคะพระแม่เจ้า ตรงกลางเป้าทุกอันเลยเพคะ!”
“อย่าเอ็ดตะโรเสียงดังไปคุณท้าว เจ้ากำลังรบกวนสมาธิของนางอยู่นะ!”
“อุแหม่! พระแม่เจ้าเพคะ หาได้มีสิ่งใดรบกวนสมาธิหัวหน้าองค์รักษ์ได้ดอกเพคะ ต่อให้เสียงอึกทึก หรือแม้แต่ลมพายุพัดหนักสักเพียงใด มีหรือที่คนมีฝีมืออย่างนางจะพลาดเป้าได้”
คุณเท้าศรีรีบโหมโรงเข้าเสริมทันที กลิ่นจันทร์ได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มยิงฟันกว้าง ก็จริงของคุณท้าว หาได้มีผู้ใดในเมืองมีฝีมีเยี่ยงทิพ คนที่ข้ารักไม่...
ดวงตากลมโตฉายแววชื่นชมมองไปยังคนร่างโปร่งตรงหน้า ท่วงท่าการควบม้าและยิงธนูของเธอนั้นช่างสง่าเสียจริง ผมยาวดำขลับสีดำพลิ้วไหวไปตามแรงลม ดวงหน้าคมแต่ก็หวานมิแพ้ผู้ใด ผิวขาวมีเลือดฝาด รูปร่างของเธอนั้นก็สูงสง่า ทรวดทรงฤๅก็ใหญ่แต่ก็ดูสมส่วนเหมาะกับเธอยิ่ง เอวเล็กคอด รวมไปถึงกลิ่นกายของเธอ มันหอมหวาน แต่หอมแบบใดมิมีผู้ใดสามารถให้คำตอบหรือว่าหาสิ่งใดมาเทียบได้ มันเป็นความหอมเฉพาะกายของนางเอง