แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบตลาดนัดกลางเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงตะโกนของพ่อค้าแม่ค้า กลิ่นอาหารหลากหลายโชยแตะจมูก สร้างบรรยากาศวุ่นวายแต่กลับมีชีวิตชีวา
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินพลุกพล่าน ร่างบางในเสื้อเชิ้ตสีขาวหลวมกับกางเกงยีนส์ขาดเล็กๆ กำลังยืนอยู่ตรงมุมเงียบของตลาด ดวงตากลมโตของเธอกวาดมองไปทั่วเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
เบลลินทำหน้าเคร่งเครียด มือขยับเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเล็กน้อย เธอเดินหลบหลีกผู้คนไปยังท้ายตลาด ที่นั่นมีเพียงร้านค้าเก่าๆ ดูเงียบเหงากว่าด้านหน้า
“ต้องมีเบาะแสอยู่แถวนี้สิ...” เบลลินพึมพำกับตัวเอง ขณะที่มองหาร้านหนึ่งที่เธอเห็นจากในภาพถ่ายที่ซ่อนอยู่ในโทรศัพท์ พ่อของเธอมักมาที่นี่ แต่เธอกลับไม่เคยรู้ว่าทำไม และนั่นทำให้เธอตัดสินใจออกจากบ้านมาสืบหาคำตอบอีกครั้ง
“ทำไมพ่อต้องมีความลับ... แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่...”
แต่ก่อนจะได้คิดอะไรต่อ เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หาอะไรงั้นเหรอคุณหนู”
เบลลินสะดุ้งเฮือก หันขวับไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็น คามิเอลตำรวจสาวร่างสูงยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น แววตาคมกริบจ้องมาที่เธอราวกับจับผิด
“คะ...คุณอีกแล้วเหรอ!?”
คาเมลยักไหล่พลางก้าวเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งถือแจ็กเก็ตหนังพาดบ่า ใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม “ไม่ต้องแปลกใจ ฉันมีเรดาร์สำหรับเด็กดื้อแบบเธอโดยเฉพาะ”
“คุณนี่มัน... ทำไมถึงตามฉันได้ทุกที่เนี่ย!” เบลลินแหวกลับ พยายามทำหน้ากวนประสาท แต่ในใจกลับรู้สึกวูบโหวง
คาเมลถอนหายใจแรง พลางมองเธออย่างเอือมระอา “ก็หนีออกจากบ้านจนคนอื่นวุ่นวายไปหมดแบบนี้ไง ฉันถึงต้องตาม เธอจะบอกฉันได้หรือยัง ว่าทำไมถึงหนีออกมาครั้งนี้”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ!” เบลลินสวนทันควัน สะบัดหน้าหนี แต่ความดื้อรั้นนั้นไม่รอดพ้นสายตาคมของตำรวจสาวไปได้
“แล้วเธอคิดว่ามันเรื่องของใคร? ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอขึ้นมาล่ะ?” คาเมลถามเสียงเข้ม แววตาเริ่มแสดงถึงความเป็นห่วง
เบลลินกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ พลางยกมือปัดเส้นผมออกจากใบหน้า แต่ท่าทางของเธอกลับทำให้คาเมลถอนหายใจอีกครั้ง
“งั้นก็ตามใจ ถ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอเดินอยู่ที่นี่คนเดียว” คาเมลประกาศกร้าว พลางคว้าแขนเบลลินเอาไว้
“นี่คุณตำรวจ! ปล่อยนะ ฉันไปของฉันเองได้!” เบลลินดิ้นขลุกขลัก แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ
เสียงตะโกนโหวกเหวกจากอีกฟากหนึ่งของตลาดก็ดังขึ้น พร้อมกับชายฉกรรจ์สองสามคนที่วิ่งฝ่าฝูงชนมาทางพวกเธอ
“หลบไป! อย่ามายุ่งกับพวกกู!” เสียงหนึ่งตะโกนลั่น ขณะที่ชายคนหนึ่งในกลุ่มลากกระเป๋าเงินติดมือมาด้วย พวกเขาวิ่งชนแผงร้านค้า กระจัดกระจายไปหมด
คาเมลหันขวับไปทันที สัญชาตญาณตำรวจทำให้เขารู้ทันทีว่าคนกลุ่มนั้นเป็นพวกวิ่งราว และที่แย่ไปกว่านั้น พวกมันกำลังวิ่งตรงมาทางเบลลิน
“หลบไปด้านหลังฉัน!” คาเมลเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนดึงตัวเบลลินให้ยืนซ้อนหลังเขา
“เดี๋ยวสิ—!”
ไม่ทันขาดคำ ชายคนหนึ่งสะบัดมีดสั้นจากในกระเป๋า ขณะที่คนอื่นๆ วิ่งหลบหนีไปคนละทิศ คาเมลพุ่งตัวเข้าไปทันที ร่างสูงใช้แขนข้างหนึ่งคว้าข้อมือของชายคนนั้น บิดจนเสียงร้องลั่น พร้อมเตะขาให้ล้มลงกับพื้น
เบลลินยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดขณะมองตำรวจสาวต่อสู้กับชายฉกรรจ์ตรงหน้า คาเมลจับคนร้ายหักข้อมือจนมีดกระเด็นหลุดออก ก่อนจะล็อกตัวมันกับพื้น
“แจ้งตำรวจพื้นที่มาจัดการพวกนี้!” คาเมลตะโกนให้แม่ค้าที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยโทรแจ้ง แต่แล้วชายอีกคนก็พุ่งเข้าหาเบลลินที่ยืนอยู่
“ระวัง!” คาเมลตะโกน ก่อนจะถลาเข้ามาดึงตัวเบลลินไว้ทันเวลา ร่างของตำรวจสาวชนเข้ากับเบลลินจนทั้งสองล้มลงไปกับพื้น
เบลลินสะดุ้งร้องออกมา แต่คาเมลกลับเอาร่างตัวเองบังเธอไว้ มือใหญ่กำแขนเธอแน่น “อยู่เฉยๆ!”
เสียงตำรวจท้องที่ดังขึ้นพร้อมเสียงไซเรนทำให้คนร้ายแตกกระเจิงในที่สุด คาเมลค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยื่นมือมาช่วยดึงเบลลินที่ยังคงอึ้งไปกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ทำไมคุณต้องปกป้องฉันขนาดนี้...” เบลลินถามเสียงแผ่ว มองตาของคาเมลนิ่ง
คาเมลยิ้มมุมปากก่อนตอบ “ก็ฉันเป็นตำรวจไง อีกอย่าง... ฉันยังไม่อยากให้คุณหนูเอาแต่ใจต้องหายไปจากชีวิตฉันหรอก”
เบลลินนิ่งไป ใบหน้าเริ่มขึ้นสีจางๆ แต่ยังคงเชิดหน้ากลบเกลื่อน “บ้าไปแล้วมั้งคุณน่ะ”
“ไปกันได้แล้ว ก่อนที่เธอจะหาเรื่องอะไรอีก” คาเมลเอ่ยพลางดันหลังเบลลินให้เดินตามเขาไป
.
ภายในรถยนต์ที่กำลังแล่นไปตามถนนยามเย็น แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทอดยาวผ่านหน้าต่าง กระทบใบหน้าของเด็กสาวที่นั่งนิ่งอยู่เบาะข้างคนขับ
เสียงเครื่องยนต์เบาๆ และเสียงหายใจของคนสองคนเป็นสิ่งเดียวที่แทรกผ่านความเงียบนี้
เบลลิน นั่งกอดอกหลวมๆ ดวงตาคู่โตทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับจมดิ่งอยู่ในความคิด สองมือที่ซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อบีบเข้าหากันแน่น
แม้ท่าทีจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย เธออยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
“…ขอบคุณนะ”
คำพูดแผ่วเบาที่เบลลินเอ่ยออกมาทำลายความเงียบในรถ คาเมลที่กำลังขับรถหันมามองเด็กสาวแวบหนึ่งผ่านกระจก ดวงตาคมนิ่งสงบก่อนจะผุดรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก
“ทีหลังอย่าหนีออกจากบ้านอีก ถ้ามีปัญหา บางทีการพูดออกมาอาจจะง่ายกว่าที่เธอคิด” คาเมลพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้จะเป็นคำสอนที่ฟังดูเหมือนตำหนิ แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกถูกกดดัน
คำพูดนั้นทำให้เบลลินนิ่งไป เธอไม่ตอบอะไร เพียงแต่เบือนหน้ากลับไปมองท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ ข้างนอก แต่หัวใจกลับรู้สึกอุ่นวาบเหมือนมีแสงเล็กๆ จุดขึ้นมา
เธอเหลือบตามองคามิเอลที่นั่งขับรถอย่างสงบ ใบหน้าคมคายใต้แสงไฟรถคันอื่นดูนิ่งเฉย แต่กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด แผ่นหลังที่ตั้งตรงของตำรวจสาว ราวกับพร้อมจะปกป้องทุกคนรอบข้างเสมอ
เบลลินแอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเบือนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้ว่าเธอกำลังจ้องอยู่
“เงียบเชียวนะคุณหนู ปกติเธอไม่ใช่เหรอที่ชอบหาเรื่องฉันตลอดเวลา” คาเมลแกล้งถาม สายตายังจับจ้องอยู่บนถนน แต่ริมฝีปากมีรอยยิ้มจางๆ
“ฉันเหนื่อย…” เบลลินตอบเสียงอ้อมแอ้ม เอียงหน้าซบกระจกรถ ขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่รู้ตัว “เหนื่อยกับหลายๆ เรื่อง”
คาเมลหันมามองแวบหนึ่ง ดวงตาคมที่เคยดูดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่เธอพยายามซ่อน
“ทุกคนต่างก็เหนื่อยกันทั้งนั้น แต่ฉันคิดว่าเธอคงเหนื่อยเกินไป เพราะเอาแต่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว” คาเมลพูดเสียงเบา สายตาจับจ้องถนนข้างหน้า “บางครั้งการมีคนรับฟัง มันช่วยได้มากกว่าที่คิดนะ”
เบลลินยังคงเงียบ แต่คำพูดนั้นกลับดังสะท้อนอยู่ในหัวของเธอ
“คนอย่างคุณจะเข้าใจอะไร…” เธอพึมพำเบาๆ แต่กลับไม่มีน้ำหนักเหมือนเด็กกำลังงอน
“คนอย่างฉันก็แค่คนธรรมดาที่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” คาเมลตอบยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำส่งให้เธอ “ดื่มน้ำซะ จะได้ไม่งอแงอีก”
เบลลินหันมามองขวดน้ำในมือคาเมล แล้วเบ้ปากน้อยๆ “ใครงอแงไม่ทราบ…” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ก็รับขวดน้ำมาถือไว้
คาเมลหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูอบอุ่นจนน่าแปลกใจ “ก็เธอไง ฉันจับเธอหนีมาหลายรอบแล้ว รู้จักนิสัยเด็กดื้อแบบเธอดี”
“ฉันไม่ได้ดื้อ!” เบลลินหันขวับมาประท้วง ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ แต่คามิเอลเพียงแค่ยิ้มบางๆ โดยไม่พูดอะไร
รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าผ่านถนนที่ค่อยๆ เงียบลงเรื่อยๆ เบลลินแอบมองคามิเอลอีกครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกอ่านใจ เธอรีบหันกลับไปมองนอกหน้าต่างใหม่ แต่หัวใจกลับเต้นโครมคราม
“คนบ้า…” เธอพึมพำเสียงเบาเหมือนบ่นตัวเอง
“ว่าอะไรนะ?” คาเมลถามขณะเหลือบมองไป
“เปล่าสักหน่อย!” เบลลินรีบเถียง มือยกขึ้นปิดแก้มที่เริ่มร้อนผ่าวอย่างเขินอาย
คามิเอลยิ้มมุมปากไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้บรรยากาศในรถกลับมาเงียบสงบ แต่กลับไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนเมื่อก่อน เป็นความเงียบที่อบอุ่น ราวกับว่าความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ได้พังทลายกำแพงบางอย่างระหว่างทั้งคู่ลงไปแล้ว
ภายในใจของเบลลิน เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าคามิเอลไม่เหมือนใคร ตำรวจสาวคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่เข้าใกล้ตัวตนของเธอได้ ทั้งที่เธอพยายามปิดบังและผลักไสมาโดยตลอด
รถจอดสนิทที่หน้าบ้านตระกูลวัทนาวิวัตฒ์ เบลลินเอื้อมมือเปิดประตู แต่ก่อนจะก้าวลงไป เธอหันกลับมามองคามิเอลอีกครั้ง
“คุณคงเหนื่อยแย่เลยสินะ…”
คามิเอลยิ้มบางๆ ก่อนตอบกลับไปเสียงเรียบ “เหนื่อยหน่อย แต่ฉันชอบเด็กดื้อที่กลับบ้านปลอดภัยมากกว่า”
เบลลินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดแผ่วเบา “...ฉันจะคิดดูเรื่องที่คุณพูด”
คามิเอลพยักหน้าเบาๆ มองเด็กสาวที่ก้าวลงจากรถไปพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ เขามองตามร่างบางที่เดินเข้าไปในบ้านอย่างปลอดภัย แล้วถอนหายใจเบาๆ
“จะดื้อไปถึงเมื่อไหร่กันนะคุณหนู...” คาเมลพึมพำ ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไป
เบลลินยืนอยู่หน้าประตู มองแสงไฟท้ายรถที่ห่างออกไปเรื่อยๆ พลางยิ้มบางๆ กับตัวเอง
‘ทำไมถึงรู้สึกปลอดภัยเวลาที่เขาอยู่ใกล้...’