ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความคึกคักในช่วงเย็น ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ยอดฮิตของใครหลายคน
แต่สำหรับ เบลลิน วัทนาวิวัตฒ์ วันนี้เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อเดินเล่น หรือซื้อของเหมือนคนทั่วไป
ดวงตากลมโตของเธอจับจ้องไปที่ผู้หญิงในชุดกระโปรงยาวและผ้าคลุมไหล่สีเบจที่เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นบนสุด
“คราวนี้แหละ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นใคร…” เบลลินพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเร่งฝีเท้าตามหลังผู้หญิงคนนั้นไปโดยไม่สนใจใคร
ร่างบางเดินหลบหลีกผู้คนไปอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบนสุด เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เบลลิน! คราวนี้ก็หนีมาอีกแล้วเหรอ?”
เสียงนั้นทำให้เบลลินหยุดชะงัก หันขวับไปทันทีด้วยความตกใจ เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของคามิเอล ตำรวจสาวที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้
คามิเอลในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนกับกางเกงสแลค ดูสง่างามแต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันที่แผ่ไปทั่ว ดวงตาคมกริบจับจ้องมาอย่างเอือมระอา
“คุณตำรวจ! คุณมาทำอะไรที่นี่?” เบลลินถามอย่างตะกุกตะกัก ขณะก้าวถอยหลังเล็กน้อย
“ควรถามว่าเวลานี้ทำไมเธอถึงยังวิ่งเพ่นพ่านอยู่นอกบ้านแบบนี้มากกว่า” คาเมลตอบกลับทันที น้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“คุณนี่มัน…ทำไมถึงโผล่มาได้ทุกที่?” เบลลินพยายามบ่น แต่ความจริงในใจเธอกลับรู้สึกเหมือนโดนจับได้กลางคัน
“เธอนี่มันเด็กดื้อจริงๆ” คาเมลพูดพร้อมกับขยับเข้าใกล้ เธอมองดูเด็กสาวตรงหน้าที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ “มาทำอะไรอีก…หรือกำลังสะกดรอยใคร?”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ!” เบลลินแหวกลับ น้ำเสียงหงุดหงิดปนร้อนรน เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียโอกาสสำคัญไปเพราะตำรวจสาวคนนี้
“งั้นก็กลับบ้านซะ” คาเมลพูดเสียงเข้ม ขณะจับแขนของเบลลินไว้แน่น
“ฉันไม่กลับ! คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน!”
“แต่พ่อเธอบอกมิราว่าฝากให้ฉันดูแลเธอ ดังนั้นฉันมีสิทธิ์เต็มที่” คาเมลตอบกลับเสียงเย็น ก่อนจะดึงแขนของเบลลินให้เดินตาม
“ปล่อยนะ! คนมองกันหมดแล้ว!” เบลลินพยายามดิ้นขลุกขลัก เสียงของทั้งคู่เริ่มดังขึ้นจนกลายเป็นจุดสนใจของคนรอบข้าง
พนักงานขายและลูกค้าหลายคนหยุดมือจากสิ่งที่ทำอยู่ และเริ่มมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ บางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป
“เธอจะกลับไปดีๆ หรือจะให้ฉันแบกเธอออกไปกลางห้าง?” คาเมลเอ่ยอย่างท้าทาย ราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธได้
“ก็ได้! ฉันจะไป! แต่ไม่ใช่เพราะกลัวคุณนะ!” เบลลินกัดฟันตอบ ก่อนสะบัดหน้าเดินนำไป ท่ามกลางสายตาขบขันของคนรอบข้าง
หลังจากพาเบลลินออกจากห้าง คาเมลไม่ได้พาเขากลับบ้านในทันที แต่กลับเลี้ยวรถมาที่ คลับมิรา คลับสุดหรูที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและแสงสี
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม?” เบลลินถามเสียงขุ่น เมื่อรถจอดสนิทหน้าอาคาร
“ฉันมีธุระต้องจัดการ รออยู่ในรถก็ได้ถ้าไม่อยากเข้าไป” คาเมลตอบเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวลงจากรถ
แต่แน่นอนว่าเบลลินไม่ใช่คนที่จะอยู่เฉยๆ เธอก้าวลงจากรถตามมา ขณะเดินเข้าไปในคลับ เสียงเพลงจังหวะหนักๆ ผสมกับแสงไฟหลากสีทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว
“มากับใครล่ะคราวนี้?” เสียงทุ้มๆ ของ มิรา เจ้าของคลับดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“แค่น่าที่” คาเมลตอบสั้นๆ ขณะเดินผ่านไป แต่ยังไม่วายโดนมิราแซว
“เดี๋ยวนี้พามาทุกครั้งเลยนะ เริ่มเหมือนแฟนกันแล้วมั้ง” มิราหัวเราะขำ ขณะเหลือบมองเบลลินที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆ
“ไม่ใช่สักหน่อย” คาเมลตอบด้วยน้ำเสียงไม่สนใจ ก่อนจะผลักไหล่มิราเบาๆ แล้วเดินหายเข้าไปในโซนพิเศษ
เบลลินเหลือบตามองมิรา พลางพูดเสียงเรียบ “น้าชอบแซวเขาแบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ?”
“ก็คนมันน่าแซวนี่นา เธอเองก็เหมือนกัน อย่าทำหน้าบูดนักสิ เดี๋ยวไม่สวยนะ” มิรายักไหล่ ก่อนหัวเราะคิกคักแล้วเดินจากไป
เบลลินเม้มปากแน่น ขณะนั่งลงที่มุมหนึ่งของคลับ เธอพยายามไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง แต่ในใจกับคำพูดของมิรากลับรู้สึกแปลกๆ
หลังจากจัดการธุระที่คลับเสร็จ คาเมลพาเบลลินกลับบ้าน บรรยากาศในรถระหว่างทางกลับบ้านเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานสม่ำเสมอและไฟ
ถนนที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นจังหวะ เบลลินนั่งพิงเบาะด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับพลุ่งพล่านไปด้วยความคิดมากมาย
เธอจ้องมองแสงไฟริมถนนที่วูบไหวผ่านกระจกข้าง มือเล็กยกขึ้นมากอดอกแน่น ราวกับต้องการปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่เริ่มแทรกเข้ามาในหัวใจ
คามิเอล ตำรวจสาวผู้มากความสามารถที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย เหลือบมองเด็กสาวข้างกายเป็นระยะ สีหน้าของเบลลินดูสงบนิ่ง แต่คาเมลรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความรู้สึกข้างใน
“เหนื่อยหรือเปล่า?” คาเมลถามขึ้นเบาๆ ขณะดวงตายังคงจับจ้องถนนข้างหน้า
เบลลินหันมามองเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ “คุณต่างหากที่น่าจะเหนื่อย ตามฉันทั้งวันแบบนี้”
คาเมลหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ฉันชินแล้ว เด็กดื้ออย่างเธอทำให้ฉันต้องเหนื่อยอยู่ตลอด”
“ฉันไม่ได้ดื้อ” เบลลินเถียงกลับทันควัน หันไปมองหน้าตำรวจสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ดื้อ? นี่ถ้าเธอไม่ดื้อ ฉันคงว่างพอจะนั่งจิบชาอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องมาขับรถตามเด็กหนีออกจากบ้าน” คาเมลพูดพลางส่ายหัวเบาๆ
เบลลินกัดริมฝีปากแน่น เธอรู้ว่าคำพูดของคาเมลมีเหตุผล แต่เธอก็ไม่อยากยอมรับง่ายๆ สายตาเธอกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเธอเริ่มมีรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“คุณไม่เคยคิดจะปล่อยฉันไปเลยหรือไง?” เบลลินถามขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่
“ไม่” คาเมลตอบทันที น้ำเสียงหนักแน่นจนเบลลินหันมามอง “ฉันไม่เคยอยากปล่อยให้เธอไปไหนโดยลำพัง เธออาจไม่รู้ตัว แต่บางครั้งเธอทำตัวเหมือนแม่เหล็กดึงดูดปัญหา”
เบลลินย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ “แล้วคุณก็เลยกลายเป็นตำรวจที่ต้องรับมือกับปัญหาทั้งหมดของฉัน?”
“ใช่” คาเมลตอบยิ้มๆ “ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจเพราะฉันไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเธอ หรืออาจเพราะฉันเป็นคนที่ดื้อพอๆ กับเธอ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในรถเปลี่ยนไป ราวกับมีความอบอุ่นบางอย่างค่อยๆ แผ่กระจาย เบลลินไม่ได้ตอบอะไรอีก เธอเพียงพิงหน้าต่าง มองแสงไฟที่วิ่งผ่านไปพร้อมความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงในใจ
ไฟหน้ารถส่องกระทบประตูบ้านหลังใหญ่ของตระกูลวัทนาวิวัตฒ์ เบลลินปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตูรถอย่างช้าๆ เธอก้าวลงจากรถ แต่ก่อนที่จะเดินเข้าบ้าน เธอกลับหยุดชะงัก
เธอหันกลับมามองคาเมลที่ยังคงนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ใบหน้าของตำรวจสาวดูสงบนิ่งในแสงไฟสลัว
“ขอบคุณ…ที่ยังตามฉันทุกครั้ง” เบลลินพูดเบาๆ น้ำเสียงแฝงความจริงใจที่เธอเองก็ไม่ค่อยได้แสดงออก
คาเมลชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ “กลับเข้าบ้านได้แล้วเด็กดื้อ”
เบลลินรีบเบือนหน้าหนี หันหลังเดินเข้าประตูบ้านทันที รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอขณะที่เดินหายเข้าไปในตัวบ้าน
“เด็กดื้อคนนี้…” คาเมลพึมพำ ก่อนจะสตาร์ทรถอีกครั้ง รอยยิ้มจางยังคงติดอยู่บนใบหน้าเธอขณะขับรถออกไป