นักยุทโธปกรณ์ VS. แฮกเกอร์สาวจอมแสบ
บอสตัน… รัฐแมสซาชูเซตส์
พีท เฮนรี ไวส์แมน ซีอีโอ และเพรสซิเด้นต์วัยใกล้สามสิบห้าของไวส์ เทคโนโลยี บริษัทผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ชื่อดังของอเมริกาก้าวเข้ามาในอะพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดกลางเมืองบอสตันพร้อมกับผู้ติดตามอีกสี่คน ร่างสูงกว่าหกฟุตสี่นิ้วหยุดเผชิญหน้ากับเจคอบ หนึ่งในบอดีการ์ดที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลความเรียบร้อยบนเรือซูเปอร์ยอชต์ รวมถึงคอยช่วยเหลือน้องชายคนเล็กของเขาซึ่งกำลังประสบปัญหาบางอย่างทางธุรกิจ
หนวดเคราที่ไม่ได้ตัดเล็มมาหลายวันส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาแลดูดิบเถื่อนและน่าครั่นคร้ามขึ้นอีก ชื่อเสียงกับความสามารถของเขาเป็นที่รู้จักในหน่วยงานทหารทั้งในและนอกประเทศ และมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจ การประดิษฐ์คิดค้นอย่างไม่หยุดนิ่ง รวมถึงวิสัยทัศน์และการเลือกใช้คนให้เหมาะกับหน้าที่ของเขา
ไวส์ เทคฯ คือชีวิตและความภาคภูมิใจของเขา
ในเวลาเพียงสิบกว่าปีที่เทกโอเวอร์และเปลี่ยนชื่อเป็นไวส์ เทคฯ พีทปรับเปลี่ยนและพัฒนาโปรดักต์จนกระทั่งก้าวมาอยู่แนวหน้าของโลก เขาได้รับเกียรติจากทั้งกองทัพบกและกองทัพอากาศของสหรัฐซึ่งบ่อยครั้งที่ดึงให้มาอยู่ในทีมที่ปรึกษา ตราบใดที่โลกนี้ยังมีความขัดแย้ง ยังมีคนโลภและลุ่มหลงในอำนาจ พีทมั่นใจว่าอาณาจักรของเขาจะไม่มีทางล่มสลาย ในวันนี้เขาร่ำรวยชนิดที่สามารถใช้ชีวิตเหมือนสุลต่านไปจนถึงชาติหน้า แต่นั่นไม่ได้จูงใจให้เขาอยากลดชั่วโมงการทำงานลง ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ความสุขของเขาคือการได้เฝ้ามองไวส์ เทคฯ รุ่งเรืองเฟื่องฟู
ธุรกิจของเขาก็เหมือนธุรกิจอื่นที่ไม่ได้ราบรื่นไร้อุปสรรค มันเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ชิงไหวชิงพริบ บางครั้งขาวสะอาด และบ่อยครั้งที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการอยู่ในแวดวงธุรกิจมากว่าสิบปีก็คือ
มีคนรักก็ย่อมมีคนชัง
มีคนยอมรับก็ย่อมมีคนต่อต้าน
มีคนชื่นชมก็ย่อมมีคนหมั่นไส้
เมื่อเป็นใหญ่ก็ย่อมต้องมีคนอยากโค่น
เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมเหล่านี้ดี แต่แพทริก… น้องชายคนเล็กของเขาซึ่งเพิ่งเปิดตัวธุรกิจผลิตรถซูเปอร์คาร์และรถบินได้ เพิ่งเริ่มรู้ซึ้งถึงความจริงอันโสมมของโลกธุรกิจ ในฐานะพี่ชายคนโตของตระกูล อีกหนึ่งหน้าที่ของเขาจึงกลายเป็นการขจัดเสี้ยนหนามและอุปสรรคให้น้องทั้งสาม นั่นคือเหตุผลของการมาเยือนอะพาร์ตเม้นต์ขนาดเท่ารูหนูแห่งนี้
“ฉันผิดหวังในตัวพวกนายมาก กับอีแค่ผู้หญิงตัวเท่ามดคนเดียว ทำไมไม่มีปัญญาง้างปากเอาความจริงจากหล่อน” สายตาตำหนิของเขาส่งให้ผู้ที่รออยู่ทั้งสี่ชีวิต
ในแวดวงธุรกิจ แพทริกเหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดิน ไม่คุ้นเคยกับการแก่งแย่งแข่งขันที่บ่อยครั้งมักจะมาในรูปแบบของการใช้กลโกงสกปรก และกลโกงที่ว่าในเวลานี้ก็คือการถูกแฮ็กคอมพิวเตอร์เพื่อขโมยไฟล์ดีไซน์ล่าสุดโดยแฮกเกอร์สาวเจ้าของฉายา ‘บลูเจย์’ ซึ่งคนของเขาเพิ่งได้ตัวหล่อนมา หากกลับยังไม่มีปัญญาเค้นคอเอาคำตอบว่าแม่ตัวแสบนั่นทำงานให้ใคร
“เราทำทุกอย่าง ยกเว้นการทรมานร่างกายตามคำสั่งของเฮ็คเตอร์แล้วครับ แต่ไม่ว่าจะขู่ตะคอกอย่างไร หล่อนก็ไม่ยอมสารภาพ เอาแต่ท้าทายให้ท่านมาถามด้วยตัวเอง ผมก็เลยแค่จับมัด งดให้น้ำให้อาหารครับ” เจคอบอธิบายเสียงอ่อย ตาหลุบต่ำราวกับสัตว์ที่ยำเกรงจ่าฝูง ไม่มีใครอยากให้นายจ้างอย่างพีทเห็นว่าบกพร่องในหน้าที่
พีทบดกรามจนเกิดสันนูน มันนานจนเขาจำไม่ได้แล้วครั้งสุดท้ายที่มีคนกล้าท้าทายคือเมื่อไร การที่เด็กนั่นกล้าพูดจาทำนองนั้น มันกระตุ้นอะดรีนาลีนให้ฉีดพล่านในกระแสเลือดของเขา
“มีอะไรที่ฉันควรจะรู้เกี่ยวกับหล่อนบ้าง” นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มกวาดสำรวจอะพาร์ตเมนต์ของแฮกเกอร์สาวเจ้าปัญหา ที่นี่ไม่ได้กว้างขวาง หากก็สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยสมกับที่ผู้อาศัยทั้งคู่เป็นผู้หญิง เสียดายที่ความสะอาดสะอ้านนั้นไม่ได้ลามมาถึงหน้าที่การงานของหล่อน
เขายังไม่รู้ข้อมูลส่วนตัวของ ‘บลูเจย์’ เห็นเพียงรูปถ่ายที่บอกรูปพรรณสัณฐานที่เจคอบส่งให้ จากสิ่งที่เขาเห็นในรูป หล่อนมีสายเลือดเอเชียร้อยเปอร์เซ็นต์ สวมเสื้อยืดสีเทากับยีนส์ฟอกสีดำ ผมดำสนิทถูกมัดเป็นหางม้าและสอดผ่านช่องด้านหลังของหมวกแก็ปสีเทาซึ่งปักอักษร BU ที่ย่อมาจากมหาวิทยาลัยบอสตันนัยน์ตาของหล่อนถูกบดบังอยู่หลังแว่นตารูปทรงทันสมัย รูปร่างกระเดียดไปทางอวบ คาดคะเนจากสายตาแล้ว เขาคิดว่าหล่อนน่าจะสูงไม่เกินห้าฟุตครึ่ง หากมองอย่างผิวเผินทุกคนก็คงคิดว่าหล่อนยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย
“ใบขับขี่กับบัตรทุกใบในกระเป๋าเป็นของปลอมครับท่าน เอกสารที่พบในห้องก็ปลอมเช่นกัน ผมส่งรูปถ่ายหน้าตรงของหล่อนไปให้เฮ็คเตอร์ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ” เจคอบปรายตาไปทางหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยซึ่งยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง
“เท็ดกำลังรันข้อมูลอยู่ครับ” เฮ็คเตอร์รายงานด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย
นัยน์ตาขุ่นเคืองของพีทปรายไปทางประตูห้องนอนทั้งสองบาน “หล่อนเป็นอย่างไร”
“อาละวาดและส่งเสียงดังมาก ผมก็เลยมัดมือมัดเท้า แล้วก็มัดปากไว้ครับ เพราะกลัวว่าใครได้ยินแล้วจะโทร. แจ้ง 911”
นักยุทโธปกรณ์อดขำไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าอีลักอีเหลื่อของคนเล่า คนของเขาคุ้นเคยกับการรับมือเพศเดียวกัน เมื่อต้องมาจัดการกับผู้หญิงตัวเล็กๆ คงจะทำตัวไม่ถูก
“ห้องไหน”
“ซ้ายมือครับ”
ร่างสูงก้าวยาวๆ ไปที่ประตูบานดังกล่าว เมื่อเห็นว่าหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยเดินตามก็ยกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้อง”
ทันทีที่เปิดประตู นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มก็ปะทะกับดวงตาสีน้ำตาลของผู้ที่ถูกคุมขัง เขาเห็นแววตื่นตระหนกในคราแรก ก่อนที่จะรู้สึกว่าหล่อนผ่อนคลายลงราวกับคุ้นเคยกับเขา
“ไง คิดโด้ ถูกมัดมากี่ชั่วโมงแล้วล่ะ” เขาทักประหนึ่งผู้ใหญ่ใจดีระหว่างที่เดินไปหย่อนก้นลงบนฟูกบนเตียงขนาดฟูลไซซ์ ยอมรับว่าคู่กรณีของเขาเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างแปลก เพราะหากไม่นับความสดใสของภาพวาดสีน้ำมันบนผนัง ห้องนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากห้องไว้ทุกข์ เพราะข้าวของแทบทุกชิ้นอยู่ในโทนสีเทาและสีดำ
พิชญดาเชิดหน้าและส่งเสียงฮึอยู่ในลำคอ เมินมองไปทางหน้าต่างประหนึ่งต้องการให้รู้ว่าไม่อยากเสวนากับเขา เธอข่มความตื่นตระหนกในการเผชิญหน้ากับเขาไว้ภายใต้สีหน้าเยือกเย็น ทว่าอึดใจต่อมาก็ใจเต้นโครมครามเพราะบุตรชายของผู้มีอุปการะคุณลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและย่างสามขุมเข้ามาหาด้วยมาดของนักล่า
เธอเริ่มกลัวว่าเขาจะบีบคอ
“โทษที ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเธอยังถูกมัดปากอยู่” พีทแก้ปมของผ้าที่มัดปากจำเลยตัวน้อย ใช้โอกาสนั้นสำรวจภายวิภาคของแฮ็คเกอร์ตัวแสบ “เธอตัวเล็กกว่าในรูปเสียอีก ดูเด็กมากๆ ด้วย ถามจริง… เรียนจบไฮสคูลหรือยัง”
ปากอิ่มเม้มเป็นเส้นตรงเพราะคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดทำนองนี้ แต่ไม่เคยมีใครกล้าใช้น้ำเสียงและสายตาหยอกเย้าล้อเลียนแบบเขามาก่อน
“นี่ไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ฉันคงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของคุณหรอกมั้ง มิสเตอร์คอง”
พีทหัวเราะพรืดให้สมญานามใหม่ มีคนเรียกเขาด้วยสมญานามมากมาย แต่ ‘มิสเตอร์คอง’ เป็นฉายาที่อยู่เหนือความคาดหมาย
“ผิดแล้ว คิดโด้” เขากล่าวเสียงเอื่อยพลางแกะปมผ้าที่มัดข้อมือเธอกับพนักด้านหลังของเก้าอี้ออก“ถึงหน้าตาท่าทางของฉันจะเหมือนเทวดาผู้พิทักษ์ แต่ความจริง ฉันใจดำอำมหิตกว่าที่เธอคิดไว้มาก ฉะนั้นก่อนที่เธอจะพูดอะไร ฉันแนะนำให้ใช้สมองเท่าเมล็ดถั่วทบทวนให้ดีเสียก่อน”
พิชญดาจ้องหน้ารกครึ้มด้วยหนวดเคราแล้วหัวเราะ “คุณประเมินตัวเองผิดแล้วค่ะ หน้าตาของคุณห่างไกลจากเทวดาผู้พิทักษ์เป็นล้านโยชน์ ถ้าจะบอกว่าเหมือนพวกไวกิ้งป่าเถื่อนน่าจะเหมาะกว่า สมแล้วที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตอาวุธสงคราม”
เธอสลัดข้อมือที่เพิ่งได้รับอิสระเพื่อขับไล่อาการเคล็ดขัดยอกจากการที่ถูกมัดมาหลายชั่วโมง
คิ้วเข้มของพีทเลิกขึ้นอย่างฉงนสนเท่ห์กับความรู้ใหม่ที่ว่าอีกฝ่ายรู้จักหน้าที่การงานของเขาเป็นอย่างดี นั่นหมายความว่านอกจากจะพยายามขโมยไฟล์ดีไซน์ของแพทริกแล้ว หล่อนยังทำการบ้านเกี่ยวกับคนในตระกูลไวส์แมนมาพอสมควร การที่หล่อนรู้ว่ากำลังดีลกับใครอยู แต่ยังกล้ารับงาน มันทำให้หล่อนน่าสนใจขึ้นอีกลำดับ
“ดูเหมือนเธอจะทำการบ้านเกี่ยวกับครอบครัวของฉันมาพอสมควร” เขามองหล่อนด้วยแววตาระแวดระวัง การที่เด็กสาวนี่รู้ว่าตระกูลของเขามีอิทธิพลมากขนาดไหน แต่ยังกล้าเสี่ยง แสดงว่าผู้ว่าจ้างต้องไม่ธรรมดา
“มากพอจะรู้ว่าคุณชื่อพีท เฮนรี ไวส์แมน อายุจะสามสิบห้าอยู่รอมร่อ มีคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้”
พีทพยักหน้าราวกับจะยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวตรงกับความเป็นจริง “ในเมื่อเธอรู้เรื่องของฉันมาพอสมควรแล้ว มันค่อนข้างจะเป็นการเสียมารยาทมาก หากเธอไม่แนะนำตัวเองให้ฉันได้รู้จักนะ เธอว่ามั้ย”
จังหวะที่พิชญดาจะขยับปากตอบโต้ ประตูห้องก็ถูกเคาะ ส่งผลให้มิสเตอร์คองหมุนตัวเดินกลับไปเธอไม่เห็นหน้าคนเคาะ เพราะร่างสูงใหญ่ของเขาบังประตูเสียเกือบมิด ทว่าก็ได้ยินเต็มสองหูว่าคนชื่อเท็ดส่งประวัติของเธอมาให้แล้ว
ทันทีที่พ่อลิงยักษ์ออกจากห้อง พิชญดาก็ก้มลงแกะปมเชือกที่ยังมัดข้อเท้าไว้กับขาเก้าอี้ออก พอขาเป็นอิสระก็พุ่งตัวไปที่บานประตูหน้าต่างซึ่งอยู่ด้านหลังโต๊ะเขียนหนังสือ ปลดล็อกทั้งซ้ายขวาด้วยมือไม้สั่นเทาและดันบานกระจกขึ้น หากทว่าจังหวะที่พาดขาข้างหนึ่งกับโต๊ะและยกตัวจะปีนขึ้น เสียงสบถอย่างหัวเสียของพีทก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
“ปล่อยนะ! ช่วย…อื้อ!!” เธอคว้าขอบหน้าต่างในจังหวะเดียวกับที่เอวเขาถูกรวบและกระชากตัวกลับ และปากที่พยายามแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกฝ่ามือของเขาตะปบไว้แน่น
“เผลอไม่ได้เชียวนะ ฉันไม่น่าใจดีแก้มัดให้เธอเลย” พีทคำรามใส่หูคนฤทธิ์เยอะซึ่งพยายามเล่นงานเขาด้วยมือและเท้า
“ผมว่ามัดติดเก้าอี้เหมือนเดิมดีกว่าครับท่าน” หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยกระวีกระวาดเข้ามาปิดล็อกหน้าต่าง
“ไม่ต้อง! ให้มันรู้ไปว่าคนอย่างฉันจะไม่มีปัญญาจัดการกับเด็กเพียงคนเดียว” นักยุทโธปกรณ์ตอบเสียงห้วน ก่อนที่จะขยับมือจากเอวของเชลยสาวขึ้นมารวบลำคอเล็กๆ ของหล่อน และก้มลงมากระซิบชิดใบหู “ฟังให้ดีนะยายตัวแสบ ถ้าเธอกล้าแหกปากหรือทำร้ายฉันอีกแม้แต่นิดเดียว ฉันจะสั่งให้บอดีการ์ดทุกคนเรียงคิวกันข่มขืนเธอ”
พิชญดารู้สึกเย็นยะเยียบไปถึงไขกระดูกเพราะคำขู่ที่มาพร้อมกับน้ำเสียงแข็งกระด้างและแววตาเหี้ยมเกรียมของเขา เธอมัวแต่คิดว่าเขาเป็นลูกชายของใคร จนละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าพีทคือนักยุทโธปกรณ์ที่ผลิตอาวุธสงคราม เขาหาประโยชน์จากความขัดแย้งและคงไม่สนว่าระหว่างนั้นจะมีคนล้มตายไปเท่าไร ในสายตาของผู้ชายคนนี้ ชีวิตของเธอคงไม่ต่างอะไรกับแมลงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง
ความคิดดังกล่าวส่งผลให้เนื้อตัวของเธอสั่นเทา
“เข้าใจที่ฉันพูดแล้วใช่มั้ย” เขากระชับมือที่กุมลำคอของคนฟังซึ่งรีบพยักหน้ารับหงึกหงัก
พีทรู้สึกถึงอาการสั่นสะท้านจากของเด็กสาว หล่อนกำลังหวาดกลัวซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ชายหน้าตัวเมียที่ขู่ตะคอกและใช้กำลังกับผู้หญิง แต่หล่อนสร้างปัญหาให้แพทริกมากเกินกว่าจะได้รับความสงสารหรือเห็นใจ ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าใครบงการ เขาก็จำเป็นเล่นบทคนใจดำอำมหิต
จะว่าไปแล้ว เขาไม่ควรรู้สึกผิดด้วยซ้ำ ในเมื่อเด็กนี่รนหาเรื่องตั้งแต่แรก
มือหนาค่อยๆ คลายจากปากหล่อน ก่อนจะเปลี่ยนมาช้อนตัวขึ้นสู่วงแขนและอุ้มไปโยนโครมลงบนเตียงแบบไม่ปรานีปราศรัย แอบสะใจที่หล่อนอุทานในอารามตกใจ