ตอนกลางคืน อากาศกำลังเย็นสบาย กลิ่นดอกวาสนาที่ย่าปลูกไว้ข้างบันไดบ้านหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน เพราะดอกวาสนาจะส่งกลิ่นหอมในเวลากลางคืน กับบรรยากาศมืดค่ำยิ่งทำให้รู้สึกวังเวงขึ้นไปอีก
“อ้าว เดี๋ยวนอนกันตรงนี้นะ” ย่าบอกพ่อกับแม่
“ย่า หนูนอนกับย่าได้หรือป่าว” ลูกเกดถามย่า
“ได้สิ”
ย่าตอบ พร้อมกับจูงมือหลานคนโตเดินเข้าไปในห้องนอน ในห้องนอนของย่ามีโต๊ะหมู่บูชาที่วางพระอยู่เต็มไปหมด
“มาลูกเกด มาสวดมนต์กับย่ามา” ย่าเรียก ลูกเกดเดินเข้าไปนั่งพับเพียบประนมมือ อย่างน้อย สวดมนต์ก็น่าจะกันผีได้บ้างแหละน่า
ย่านำสวดมนต์ ส่วนลูกเกดก็พยายามจะท่องตามที่ย่าบอก ถูกบ้างผิดบ้าง พอสวดมนต์เสร็จ ลูกเกดเตรียมเข้าหาหมอนเตรียมเข้านอน ผู้เป็นย่ารีบบอกว่า
“เดี๋ยวลูกเกด มานั่งสมาธิกับย่าก่อน” ย่าบอก
“นั่งสมาธิเหรอคะ นั่งยังไงคะย่า เหมือนที่ยายทำกะทิหรือป่าวคะ” เด็กน้อยถาม
ย่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “สมาธิลูก ไม่ใช่กะทิ นี่ ๆ ทำตามย่าอย่างนี้นะลูก”
เด็กน้อยเข้าไปนั่งข้าง ๆ ผู้เป็นย่า เห็นย่าเอาขาไขว้กันไปมาก็สงสัย "ทำไมต้องนั่งไขว้ขาด้วยจ๊ะย่า"
“เขาเรียกว่า นั่งขัดสมาธิ แล้วหลานหลับตานะ ภาวนาว่า พุทโธ หายใจเข้า ท่องพุธ หายใจออก ท่องโธ นะลูก ไหน ๆ ลองทำซิ"
“เฮ้อ นั่งยังไงขัดสมาธิของย่า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใช่ไหม” ลูกเกดคิดทวนคำสั่งของย่า “พุทโธ พุทโธ”
เสียงเด็กน้อยท่องพุทโธตามที่ย่าสอนดัง ๆ อยู่ข้าง ๆ ผู้เป็นย่า ย่าได้แต่หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า
“ลูกเกด ท่องในใจก็ได้ลูก ไม่ต้องท่องดัง ๆ หรอก”
“อ๋อ ได้จ้ะย่า” ลูกเกดตอบพร้อมกับพยายามหลับตาและท่องพุทโธในใจ
ไม่รู้ย่าทำได้ยังไงท่องพุทโธ ทำไมอยากกินขนมจัง เมื่อไหร่นะย่าจะนั่งสมาธิเสร็จสักที เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว อยากกินขนมด้วย ง่วงก็ง่วง
เด็กน้อยบ่นในใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะออกจากการนั่งขัดสมาธิตามที่ย่าสั่ง
ไหน ๆ แอบดูหน่อยซิ ลูกเกดคิด พร้อม ๆ กับค่อย ๆ หรี่ตาแอบมองย่านั่งสมาธิ เห็นย่ายังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ก็อดโวยวายในใจไม่ได้
ทำไมย่านั่งได้นานจัง ไม่เมื่อยเหรอเนี่ย เรานั่งแป๊บเดียวก็เมื่อยแล้ว โอ๊ยเมื่อย
ย่านั่งสมาธินานพักนึง อย่างน้อยก็นานมาก ๆ สำหรับหลานคนโต
เมื่อยมาก พอละ ออกจากสมาธิดีกว่า ไม่เห็นสนุกเลย ลูกเกดคิด
นั่งลืมตามองพระที่อยู่บนโต๊ะ แล้วก็มองย่าที่นั่งหลับตานิ่ง ด้วยความสงสัยว่า ทำไม ย่านั่งได้นานจัง ไม่เมื่อยบ้างเหรอ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ ย่าก็ลืมตาขึ้น แล้วก็บอกว่า
“มานั่งพับเพียบไหว้พระดี ๆ เดี๋ยวเราจะแผ่เมตตากัน” ย่าบอก
ย่านำท่องแผ่เมตตา พอจบ ลูกเกดอดที่จะถามไม่ได้ “ย่า ทำไมต้องแผ่เมตตาด้วยจ๊ะ แล้วทำไมต้องนั่งสมาธินาน ๆ ด้วยล่ะจ๊ะ”
ย่ายิ้ม ๆ แล้วก็ค่อย ๆ บอกว่า “เราต้องนั่งสมาธิอย่างนี้เพราะเป็นการฝึกจิตเราให้สงบ มีสมาธินะลูก ถ้าหนูนั่งสมาธิอย่างนี้ทุก ๆ วันจะทำให้เป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง ส่วนที่ต้องแผ่เมตตาก็เพราะว่า จะได้เป็นการอุทิศบุญกุศลให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายไงล่ะ”
“แล้วทำไมเราต้องอุทิศบุญให้ด้วยล่ะจ๊ะ พวกนั้นเขาทำบุญเองไม่เป็นเหรอจ๊ะ” เด็กน้อยถามต่อ
“เขาทำบุญเองไม่ได้หรอกจ้ะ เพราะว่าเขาเป็นดวงจิตที่เคยเป็นคน และตายแล้ว ฉะนั้น เราต้องแผ่เมตตาให้เขา เขาถึงจะได้รับบุญกุศลและจะได้ไปในที่ที่ดี ๆ” ย่าตอบหลานรัก
“โห ย่าจ๋า เราไปนอนกันได้หรือยังจ๊ะ หนูง่วงเต็มที่แล้ว” เด็กน้อยโอดครวญ
“ไป ๆ ไปนอนกัน” ย่าบอกยิ้ม ๆ
ลูกเกดล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ย่า ก่อนจะหลับยังไม่วายนึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนเช้า ภาพของเภาที่ใส่เสื้อขาด ๆ ภาพของยายที่กำลังตะโกนเรียก สีหน้าของเภาที่ดูซีดเซียวไม่มีความสุขเลยสักนิด
เธอคงไม่มีความสุขสินะเภา น่าสงสารจัง
ลูกเกดคิดก่อนจะผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส ตะวันเริ่มสาดแสง...ดอกไม้ที่ย่าปลูกไว้รอบ ๆ บ้านบานสะพรั่ง เสียงไก่ขันแทรกกับเสียงนกร้องในยามเช้า เปรียบดังดนตรีที่ขับกล่อมให้หนูน้อยนอนต่ออย่างมีความสุข
“ลูกเกด ลูกเกด” เสียงแม่เรียกแต่เช้า
โห ทำไมแม่เรียกแต่เช้านะ ง่วง ง้วง ง่วง ง่วงมาก ๆ
ลูกเกดคิดพลางบิดขี้เกียจและทำท่าอยากจะนอนอู้มากกว่าที่จะเตรียมตัวตื่นลุก จนแม่ต้องเข้ามาปลุกในห้องอีกรอบ
“ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวจะต้องไปไร่อ้อยกับพ่อไม่ใช่เหรอ” แม่บอก
“จ้า” ลูกเกดตอบ พร้อมกับท่าทีที่ยังเมาขี้ตา ยังไม่พร้อมจะตื่น
หลังทานข้าวเช้าเสร็จ พ่อพาลูกเกดไปดูไร่อ้อยด้วยพาหนะคู่ใจของพ่อ รถแดงพาไปถึงกลางไร่อ้อย ถนนในไร่เป็นถนนลูกรังมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ บ้างก็มีน้ำขัง ไม่ราบเรียบเสมอกันเหมือนกับถนนใหญ่ แต่ยังไม่ทันที่จะถึงที่ป้านัดพ่อไว้ รถกระบะสีแดงคู่ใจพ่อ ก็ตกหล่ม ล้อหลังลงหลุมที่เต็มไปด้วยโคลน
ขึ้นสิขึ้น ลูกเกดคิด
“พ่อ รถเป็นอะไรน่ะ” ลูกน้อยถาม
“สงสัยรถจะติดหล่ม” พ่อตอบพร้อมกับพยายามจะเอารถยนต์ออกจากหลุมอยู่หลายครั้งแต่ก็ไร้ผล
“สงสัยเราจะเอารถไปต่อไม่ได้ละ ไปลูก” พ่อบอกพร้อมกับเปิดประตูรถเดินนำหน้าออกไปตามถนน
“น่ากลัวจัง ไร่อ้อยทำไมต้นสูงนักนะ แล้วพ่อไปไหนแล้วล่ะ พ่อ พ่อ” ลูกเกดร้องเรียกพร้อมน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลเป็นทาง
ครู่หนึ่ง ผู้เป็นพ่อเดินกลับมาแล้วจูงมือลูกน้อยเดินออกไป พ่อได้แต่หัวเราะ ยิ้ม พร้อมชวนคุยเรื่อยเปื่อย
คุยอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ากลัว ไม่ชอบเลย เวลารถเสียน่ะ ลูกเกดคิด
เดินไปตามทางในไร่ เลี้ยวโค้งประมาณ 3 โค้งก็เจอป้า
“ฝากลูกกลับบ้านหน่อยพี่ รถติดหล่ม เดี๋ยวจะเอารถไปลาก” พ่อบอกป้าเสียงดัง
“ได้ ๆ เดี๋ยวเรียกคนให้มาช่วย” ป้าบอกพร้อมกับรับหนูน้อยไปนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์พากลับบ้าน