"กรี๊ด ฉันเจ็บ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ โอ๊ย ช่วยด้วย!!"
"เจ็บเป็นด้วยเหรอ ฉันก็นึกว่าหล่อนจะหนาทั้งหน้าทั้งหัว ถึงได้มานั่งกินข้าวกับผัวชาวบ้านแบบนี้!"
เพี๊ยะ!
"กรี๊ดด!!"
มิราไม่ปล่อยโอกาสให้สาวผมบลอนด์ได้ตอบโต้กลับ นักตบระดับมือทองอย่างเธอมีหรือจะเผยช่องโหว่ให้อีกฝ่ายได้ตอบโต้
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
"โอ๊ย พี่คามิลคะ ช่วยเบลด้วย กรี๊ดด!"
"ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเข้ามา" มิราตวัดสายตาน่ากลัวราวกับจงอางหัวไข่มาทางคามิล ทำให้เขาถึงกับรู้สึกกลัวจนไม่กล้าขยับก้าวขาเข้ามาช่วยคู่ควงคนปัจจุบันอีกตามเคย
"อึก!"
'นาทีนี้ตัวใครตัวมันก่อนนะเบล' นึกอยู่ในใจ ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือยืนห่างออกไปให้ไกลตรงจุดนั้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ปึก
ภายในไม่กี่นาทีต่อมา ร่างอ่อนแรงของแม่สาวผมบลอนด์ก็ถูกปล่อยให้นอนอยู่บนพื้นหลังจากมิราจัดการหล่อนจนหมดสภาพ บนใบหน้าเต็มไปด้วยอาการบวมช้ำเต็มและรอยนิ้วมือ ตรงมุมปากสวยมีหยาดเลือดซึมไหล
"ดูเอาไว้เป็นตัวอย่างนะ ว่าผลของการที่มายุ่งกับสามีชาวบ้านสภาพจุดจบมันเป็นยังไง" น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น ขณะดวงตาคมกริบจ้องมองสภาพของหล่อนคนนั้นอย่างหวาดหวั่น
มันสมควรแล้วที่จะต้องโดนแบบนี้
จนกระทั่งจัดการสิ่งรกหูรกตาตามหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว มิราก็ได้เดินผ่านร่างของแม่สาวผมบลอนด์ตรงมาหาสามีที่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ใกล้ๆ
"ดะ เดี๋ยวสิยัยมิรา ใจเย็นก่อนสิ" กล่าวเสียงสั่นๆ ขณะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความกลัว
ซะ ซวยอีกแล้ว!
"รายต่อไปก็คือคุณ กฎต้องเป็นกฏค่ะ"
"แต่ฉันยังไม่...."
ไม่ทันให้คามิลได้พูดอธิบายแก้ตัวอะไปมากกว่านี้ เธอง้ามฝ่ามืออันทรงพลังขึ้นอีกครั้งหวดตบใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างแรงรัวๆ ไปหลายที
เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ
"โอ๊ย!!"
"ออกลายได้ทุกวัน กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้ค่ะ!"
วินาทีนี้มิราไม่ต่างอะไรกับราชสีห์ที่ทำเอาคามิลไม่กล้าเปิดปากเถียงหรือคิดจะก่อกวนประสาทเธอ หลังโดนเธอตบไม่หลายฉาดก็ถูกเธอลากให้เดินเอามือกุมหน้าตามออกมาจากร้านอาหารต้อยๆ โดยไม่แยแสสายตาของผู้คนที่กำลังไล่สายตามองกันเป็นตาเดียวเลยสักนิด ราวกับเด็กน้อยที่กระทำความผิดแล้วถูกผู้ปกครองจับได้
ให้ตายเถอะ ทำไมผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างยายมิรา เวลาเธอโมโหถึงได้น่ากลัวขนาดนี้นะ แล้วทำไมผมต้องยอมอ่อนให้เธออยู่ตลอดเลย ทั้งที่สู้เธอได้แท้ๆ แต่ทำไมกัน?
บนรถ
จนกระทั่งหลังจากโดนลากมาขึ้นรถและขับรถออกมาจากห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นได้สักระยะหนึ่ง ภายในรถก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างอยู่ในความสงบ แต่คนที่ดูสงบผิดปกติคงน่าจะเป็นมิรา จนทำให้คามิลที่นั่งทำสีหน้าเซ็งทำอะไรอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเธอ อดไม่ได้จะแอบเหลือบสายตามองพร้อมขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัย เมื่อเห็นว่าเธอในตอนนี้นั้นดูแปลกไปจากตอนแรกราวกับเป็นคนละคน ทั้งที่ทุกทีถ้าขึ้นรถมาแล้วเธอก็ต้องเอ่ยปากสวดด่าเขาเป็นประโยคยาวเหยียดฟังจนหูชา
ผู้หญิงที่เหมือนมัจจุราชมาทวงวิญญาณ ก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้ว?
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ห้างสรรพสินค้าKG
แอ๊ด~
หลังจากเดินทางมาได้สักพักหนึ่งรถคันหรูที่คนทั้งสองนั่งด้วยกันมา คนขับรถได้ชะลอความเร็วลงขับเลี้ยวเข้ามาจอดยังหน้าห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่งในเมืองใหญ่ แน่นอนว่าคามิลที่คิดว่าเขาจะถูกเธอพาลากตัวกลับบ้านเหมือนทุกทีถึงกับขมวดคิ้ว
"เธอมาทำไมที่นี่ ไม่กลับบ้านหรอกเหรอ?"
หลังจากเงียบปากอยู่นานในที่สุดคามิลก็หันมาเปิดปากถามมิรา ก่อนเบนสายตากลับไปจ้องมองห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตรงหน้า ซึ่งไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่เขาและเธอเดินออกมาเมื่อครู่อย่างนึกสงสัยๅ
"ตามลงมา อย่าพูดมาก" พูดจบคนซึ่งยังอยู่ในอารมณ์เหวี่ยงวีนยังไม่อยากจะตอบอะไรมากนอกจากจะออกคำสั่ง ก่อนหันไปเปิดประตูลงไปยืนข้างรถ และใช้สายตากดดันให้เขาเดินตามเธอลงมา "อย่าช้าได้มั้ย"
"คิดจะทำอะไรของเธออีก?" แต่ยิ่งเห็นท่าทีเธอเขาก็ยิ่งสับสนและไม่เข้าใจว่าเธอคิดจะทำอะไรอีกกันแน่
คงไม่ลากผมเข้าไปแหกปากด่าทอกลางห้างให้อายชาวบ้านเขาเหมือนเมื่อกี้อีกหรอกนะ นับวันภาพพจน์ทายาทตระกูลดังผู้สูงส่งแทบไม่เหลือชิ้นดีเพราะยัยนี่แล้ว
"พูดมากอยู่นั่นแหละ วันนี้ทั้งวันคุณมีโปรแกรมจะทำอะไรกับยัยหัวทองนั่น บอกฉันมา" เธอถามเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงบีบเค้นให้เขาพูด
"ถามทำไม?"
"เห็นคุณอยากจะไปนั่งอ่อยสาวมากไม่ใช่เหรอคะ งั้นเดี๋ยวฉันจะเป็นคนทำแทนนังชะนีนั่นให้เอง ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไอ้ที่คุณทำอยู่ทุกวันนี้มันได้อะไร ถึงได้เที่ยวชอบทำตัวดึงความสนใจให้คนอื่นพูดปากต่อปากว่าคุณเป็นผู้ชายไม่รักดี"
มิรากระแทกเสียงแข็งกระด้างใส่ในประโยคสุดท้ายจนคามิลรู้สึกตกใจ เธอยังคงหัวเสีย ถ้าหากเขาไม่ทำตามที่เธอพูดจุดจบของเขาก็คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน
'ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่ามันดีอะไรหนักหนา'
"อึก!"
ดูท่าว่าครั้งนี้เธอเอาจริง
"ว่ายังไงบอกมา"
"แล้วเรื่องอะไรที่ฉันต้องบอกด้วย มันกงการอะไรของเธอ" ชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แม้ในใจจะออกอาการกล้าๆ กลัวๆ เธอ
แต่มิราที่รู้นิสัยคนปากแข็งอย่างคามิล แน่นอนว่าเธอมีวิธีจัดการให้เขายอมพูดโดยไม่ต้องเปลืองแรงให้เสียเวลา
"จะบอกดีๆ หรือไม่บอก" ถามเสียงเข้ม เลิกคิ้วมองเขาด้วยสายตาคาดคั้นหนักขึ้นอย่างน่าอันตราย " ไม่อย่างนั้นนก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนคุณ"
และท้ายที่สุดหลังจากคามิลได้เห็นสีหน้าและท่าทีมิราในตอนนี้แล้ว หัวใจเขาก็ยิ่งเกิดอาการตุ้มๆ ต่อมๆ ใจคอไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก กับหายนะที่เขาจ้องเจอถ้าหากไม่ติดปัญหาพูดไปให้มันจบๆ
และทางที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ คามิลก็คงต้องยอมบอกกับมิราอย่างช่วยไม่ได้
"บะ บอกก็ได้ รำคาญจริงๆ" ทำทีชักสีหน้ารำคาญกลบเกลื่อนความกลัวในใจ "ก็ไปทานข้าว ดูหนัง ช้อปปิ้ง" เขาพูดไปตามแผนที่คิดไว้ ก่อนสมองอันชาญฉลาดจะนึกอะไรอย่างขึ้นมาได้ "ตบท้ายก็ว่าจะพาไป...กินตับกันที่ม่านรูด" พอพูดถึงเรื่องอย่างว่า สายตาคมมากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหันมามองร่างเพรียวสวยของมิราแกล้งทำให้เธอรู้สึกกลัว ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเองไม่เคยคว้าพาผู้หญิงคนไหนเข้าม่านรูดเลยสักคน
เป็นเสือนักล่าสาวแล้วยังไง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องบนเตียงตลอดมั้ย?
แน่นอนว่ามิราก็สัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัยจากแววตาคู่นั้น แต่เธอไม่ได้สะทกสะท้านกลัวเขาแต่อย่างใด กลับกันความเจ้าเล่ห์ของเขาปลุกความท้าทายให้เธอเสียมากกว่า
"แค่นี้เองเหรอ" ยกมือกอดอกถามยิ้มๆ
'ไอ้ที่บอกว่ากินตับ มันจะสักแค่ไหนกันเชียวฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ครั้งหน้าฉันจะได้บุกตามไปจิกหัวนายถึงบนเตียงเลย'
"ทำไม ที่ถามแบบนี้แสดงว่าเธอเต็มใจจะเข้าม่านรูดกับฉันด้วยงั้นเหรอ" เขาจงใจลากไล่สายตามองเรือนร่างหุ่นนาฬิกาทรายของมิราอย่างต้องการสื่อความหมาย "แต่ถ้าไม่กล้า ก็ไม่ต้องพยายามก็ได้นะ เพราะฉันรู้ว่าคนอย่างเธอคงไม่กล้ามีอะไรกับฉันหรอก" เขาบอกเธออย่างท้าทายทั้งน้ำเสียงและสายตา เพื่อให้เธอรู้สึกกลัวเขามากขึ้น
แต่นายคิดผิดแล้วล่ะ ที่ท้าทายไม่ถูกคน
"เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แต่ดูเหมือนคุณจะไม่รู้จักฉันดีพอ ครั้งนี้คุณถึงได้พูดดูถูกฉันมากเกินไป" พูดจบ เดินเข้าไปประชิดตัว กระซิบพูดให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน "อย่างบอกที่บอกนะคะ คนระดับมิราไม่ยอมลดตัวไปนอนถ่างขาในโรงแรมม่านรูดราคาหลักพันหรอกนะ ถ้าคิดว่าแน่ ที่ห้องนอนของเราสองคนเลยเป็นไงไม่ต้องเสียเงินไปเปิดโรงแรมให้เสียเวลา" เธอตอบเขากลับไปอย่างท้าท้ายตามฉบับคนไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับอะไร
ซึ่งคำตอบของมิรานั้น ทำให้คามิลถึงกับเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว กระตุ้นอารมณ์ขุ่นเคืองที่เขามีต่อเธอเดิมอยู่แล้วพลันกระเพื่อมไหวเช่นกัน จากคำพูดท้าทายเหล่านั้น ก่อนแสะยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นอีกครั้ง
"ดี เธอพูดแล้วนะ ห้ามคืนคำ แล้วก็ห้ามมาเรียกร้องอะไรทีหลังก็แล้วกัน"
"คนอย่างมิรา พูดคำไหนคำนั้นเหมือนกันค่ะ"
แววตาทั้งคู่ต่างจ้องมองอีกฝ่ายอย่างท้าทายไม่มีใครคิดที่จะยอมแพ้ให้กับใคร
"ดี ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู มาเริ่มแผนแรกกันเลยดีกว่า แต่เดือนไว้ก่อนนะว่าอย่ามาใจฝ่อเสียก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน"
"แน่นอนค่ะ แต่ไม่รู้ว่าใครจะใจฝ่อก่อนใครกันแน่นะคะ"
"รอดูก็แล้วกัน"
ทั้งสองหรี่ตามองกันและกันอย่างน่าอันตราย เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้ต่างฝ่ายต่างพยายามข่มเหงกันทางสายตา
พรึ่บ
ไม่พูดมากเสียเวลา คามิลจึงรีบประตูก้าวขาลงมาจากรถก่อนจะเดินมาเอื้อมมือมาคว้าท่อนแขนมิราลากให้เธอเดินตามเข้าไปในห้างโดยทันที
'เข้าทางยอมมาเป็นลูกไก่ในกำมือฉันขนาดนี้ อวดเก่งไปก่อนเถอะ อย่ามาร้องไห้เรียกหาแม่ฉันทีหลังก็แล้วกันยัยบ้า'
เริ่มแรกการเปิดศึกระหว่างทั้งสอง คามิลเลือกที่จะพามิราไปทานอาหารเป็นอันดับแรก แน่นอนเขาให้อภิสิทธิ์เธอเลือกทุกอย่างได้ตามสบาย ซึ่งในเมื่อเขาเสนอให้ เธอก็ต้องสนองตอบกลับด้วยความเต็มใจ
และหลังจากทานอาหารเสร็จ ขั้นตอนลำดับต่อไปเขาก็พาเธอไปดูหนัง ช้อปปิ้ง เลือกซื้อรองเท้าเสื้อผ้า แน่นอนว่าคนใจป๋าอย่างคามิลต้องยอมรูดบัตรให้เธอด้วยความเต็มใจอีกเช่นกัน
แต่นั่นมันก็แค่การโฆษณาก็เท่านั้นเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อตายใจ เพราะจุดประสงค์สำคัญของแผนการในคืนนี้ของเขาจริงๆ นั่นคือทวงต้นเก็บดอกเบี้ยจากเธอคืนต่างหาก
หลายชั่วโมงต่อมา
จนกระทั่งปล่อยให้มิราเพลิดเพลินกับการช็อปปิ้งจนพอใจแล้วโดยมีคามิลคอยอำนวยความสะดวกเรื่องเงินให้ตลอดจนถึงเวลาเดินทางกลับ แต่ทว่าทันทีที่เธอก้าวขาขึ้นมานั่งบนรถความหวาดหวั่นก็ผุดขึ้นภายในใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากกลับบ้านไปเดี๋ยวเธอจะต้องเจอกับอะไร
"ฮื้อ ฮือ ฮือ"
ยิ่งเธอได้เห็นเขาฮัมเพลงหน้าตาระรื่นดูสบายใจเป็นพิเศษ ราวกับมีความสุขเมื่อได้เดินทางมาถึงแผนในขั้นสุดท้าย มันยิ่งทำให้เธอแอบคิดไม่ได้ว่า เธอไม่ควรไปท้าทายเขาตั้งแต่ทีแรกแล้ว
'ไม่น่าเลย ยัยมิรา’