ตอนที่ 6 ไม่ยอมถอนหมั้น1

831 Words
จวนสกุลหลิน วันนี้หลินซิงเยียนยังคงปลอมเป็นพี่สาวฝาแฝด สวมชุดที่อยู่ในตู้ของพี่ ทาแป้งชาดของพี่ พรมน้ำมันหอมกลิ่นประจำตัวและปักปิ่นของพี่ กระทั่งมานั่งร้องห่มร้องไห้เยี่ยงคุณหนูผู้อ่อนแอบอบบางตามแบบฉบับสตรีเมืองหลวง ยามนี้จึงไม่มีใครผิดสังเกตสักคน หญิงสาวถูกเรียกตัวออกมายังห้องโถงรับรองแขกเพื่อเจรจาเรื่องสัญญาหมั้น ตรงหน้าคือท่านปู่และท่านย่า ยังมีบิดาและฮูหยินคนปัจจุบันของบิดา เก้าอี้อีกฝั่งคือใต้เท้าลู่อี้เสนาบดีกรมคลังผู้ยิ่งใหญ่และลู่ฮูหยิน ผู้เป็นบิดาและมารดาบังเกิดเกล้าของลู่อวิ้น หลินซิงเยียนสะอึกสะอื้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ได้โปรดยกเลิกสัญญาหมั้นเสียเถิดเจ้าค่ะ” “ไม่ ข้าไม่ยอม” ลู่อวิ้นตะโกนแทรก “น้องเล่อเจิน ข้าไม่ยกเลิกเด็ดขาด ข้ารักเจ้าเพียงคนเดียว เมื่อวานข้าถูกวางยาปลุกกำหนัด สตรีผู้นั้นคิดไม่ซื่อกับข้า” ฮูหยินลู่ช่วยเสริม “โธ่เอ๋ย เรื่องแค่นี้เองไม่เห็นต้องถึงขั้นยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย เจ้าให้อภัยบุตรชายข้าเถิด เขาก็บอกแล้วว่าถูกวางยา” หลินซิงเยียนก้มหน้าซับน้ำตาพลางกลอกตาไปมา รู้สึกรำคาญเต็มที เหตุผลเหล่านี้น่าสะอิดสะเอียดสิ้นดี ก่อนเงยหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมกับผู้อาวุโสในสกุลอย่างไม่ยินยอมแม้สักเสี้ยว “ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ฮูหยินใหญ่ ข้าทำใจมิได้ ข้าไม่อาจยอมรับความอัปยศนี้ได้เจ้าค่ะ” จบคำพลันก้มหน้าซบมือตัวเองร้องไห้ต่อ ยังไม่ลืมแง้มนิ้วมือแอบเหลือบมอง หวังว่าจะได้ผลเสียที ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วนะ! ทว่ามิคาด ผู้อาวุโสทุกคนกลับมองหน้ากันไปมา ท่าทางอึดอัดอย่างคนมิกล้าพูดจาแม้สักคำ ก่อนจะหันไปมองนายท่านใหญ่สกุลลู่เป็นตาเดียวกัน เห็นชัดว่าทุกคนกำลังกลัวเกรงอำนาจและบารมีของชายผู้นั้น สกุลหลินตกต่ำถึงเพียงนี้! ต่ำต้อยกว่าเมื่อก่อนยิ่ง! หลินซิงเยียนเร่งขบคิด หากใต้เท้าลู่ผู้นี้พยักหน้าให้ ปัญหาทุกอย่างคงหมดลง การยกเลิกสัญญาหมั้นหมายระหว่างพี่สาวกับลู่อวิ้นย่อมสัมฤทธิ์ผล ทว่ามองดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่ ทำอย่างไรดี? คงต้องหาแผนสำรองเสียแล้ว หญิงสาวลอบกลอกตาไปมาหาวิธีเงียบๆ จังหวะนั้นลู่อี้นายท่านใหญ่แห่งสกุลลู่ค่อยๆกล่าวขึ้นด้วยเสียงเนิบช้าเฉกผู้มีอำนาจตัดสินชี้ชะตาผู้คน “ถึงอย่างไร สตรีในโรงเตี๊ยมคนนั้นก็มิอาจเทียบชั้นกับเล่อเจินได้ การหมั้นหมายสองสกุลไม่มีทางยุติลงเพียงเพราะสตรีไร้ค่าคนหนึ่ง งานแต่งต้องเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ผู้อื่นเป็นได้แค่อนุต่ำต้อยเท่านั้น หาใช่บุคคลที่คุณหนูเช่นเจ้าต้องใส่ใจไม่” ผู้อาวุโสทุกคนในสกุลหลินพลันพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาไร้อำนาจต่อรองอย่างสิ้นเชิง หลินซิงเยียนขบกราม “ข้าไม่อาจทำใจได้เจ้าค่ะ” ว่าพลางส่ายหน้าน้ำตานอง ท่าทางน่าสงสารมาก นางว่าอีก “อีกอย่าง เมื่อวานในโรงเตี๊ยมมีคนเห็นเต็มไปหมด พยานมากมายปานนั้น ข้าอับอายเสียจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ออกจากจวนครึ่งก้าวยังไม่กล้า อย่างไรก็ต้องถอนหมั้น ได้โปรดยกเลิกสัญญาเถิดเจ้าค่ะ” นี่นับเป็นคำขู่ที่ดีพอควร ขอเพียงมีพยานรู้เห็น สกุลลู่ยังจะกล้าบอกว่าไม่ใส่ใจได้หรือไม่? ขณะหลินซิงเยียนแอบยิ้ม นายท่านผู้เฒ่าหลินพูดขึ้น “เจินเอ๋อร์ เรื่องนี้มิอาจทำตามใจเจ้าได้หรอก ต่อไปพอแต่งงาน เจ้าก็อยู่แต่ในเรือน ดูแลจัดการหลังเรือนก็พอ ไม่ต้องออกนอกจวนเป็นใช้ได้” หลินซิงเยียนชะงัก ลู่อวิ้นรีบเอ่ย “ใช่แล้ว น้องเล่อเจิน เสียงนินทาทั้งหลายไม่นานล้วนจางหาย เราแต่งงานให้เร็วขึ้นดีหรือไม่ เจ้าจะได้อยู่ในความดูแลของข้า ผู้คนย่อมไม่กล้าว่าเจ้าอีก” หลินซิงเยียนคิ้วกระตุก นายท่านใหญ่สกุลลู่โบกมือกล่าวสรุปอย่างไม่ใส่ใจ “ตกลงเอาตามนี้ เร่งงานแต่งเข้ามาให้เร็วขึ้น ส่วนพยานรู้เห็นเหล่านั้น พวกเจ้าคงไม่รู้ ข้าส่งคนไปจัดการปิดปากให้แล้วทั้งหมด” หะ! หลินซิงเยียนเริ่มกำหมัด ลู่อี้ยังส่งกระแสเสียงเปี่ยมอำนาจต่อเนื่องว่า “จงรู้ไว้ อำนาจสกุลลู่น่ายำเกรงปานใด บารมีที่สั่งสมมานับร้อยปี มิใช่ใครอยากดูแคลนก็ดูแคลนได้ เมื่อเล่อเจินของเราได้เข้าไปอยู่ในความดูแลของสกุลลู่ ย่อมไม่มีใครกล้าติฉินนินทาหรือครหาว่าร้ายได้อีกแม้ครึ่งคำ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD