ลู่อวิ้นยิ้มกริ่ม สมใจยิ่ง “ขอบคุณท่านพ่อขอรับ เล่อเจิน! เจ้ารีบขอบคุณท่านพ่อเร็วเข้า”
หลินซิงเยียนพยายามระงับโทสะไว้ เพียรท่องในใจว่าตอนนี้ตัวเองคือพี่สาวฝาแฝดที่ไม่มีวรยุทธ์ และลู่อวิ้นก็คือคู่หมั้นของนาง จะเผยตัวตนว่าไม่ใช่พี่สาวไม่ได้เด็ดขาด นางอุตส่าห์ประลองท้าชิงตำแหน่งสะใภ้สำนักพยัคฆ์เมฆาให้พี่สาวจนสำเร็จแล้ว เหลือแค่ถอนหมั้นทางนี้ให้ได้เท่านั้น
ขืนประมาทเลินเล่อเพียงนิด ย่อมถูกจับได้ว่าเป็นหลินเล่อเจินตัวปลอม การเรียกร้องความเป็นธรรมยามนี้ และการเห็นลู่อวิ้นกับกู้เหมยยามนั้น ย่อมโมฆะจนสิ้น น้องสาวจะมีสิทธิ์อันใดในการขอถอนหมั้นเล่า
หญิงสาวสูดลมหายใจ ลอบเล็งต้นเสาไว้ต้นหนึ่ง
จากนั้นลุกขึ้น วิ่งออกไปยังเสาต้นนั้น พลางตัดพ้ออย่างน่าสงสารต่อเนื่องว่า “หากสกุลลู่ไม่ยกเลิกงานหมั้น ข้ายอมตายเจ้าค่ะ”
“เล่อเจิน! อย่า...”
ทุกคนรีบร้องห้ามอย่างคนตกอกตกใจเสียขวัญ ทว่ากลับไม่มีใครวิ่งมาห้ามหลินซิงเยียนได้ทันท่วงทีสักคน เสียงโป๊กจึงเกิดขึ้น ดังสนั่นลั่นเรือนจนทะลวงโสตประสาท หลินซิงเยียนลอบสบถในใจ ไม่น่าวิ่งเร็วเกินไปเลย...
ร่างบางล้มลง แสร้งสลบเพื่อตรึงสถานการณ์
“ใครก็ได้ ไปตามท่านหมอเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะๆ”
จวนหลินพลันวุ่นวาย ทว่าท่ามกลางเสียงโกลาหล หลินหานเจ๋อที่นั่งเงียบงันอย่างมิกล้ามีปากเสียงมานานค่อยๆ เอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า
“ใต้เท้าลู่ ข้าในฐานะบิดาขอกล่าวสักคำ ในเมื่อบุตรสาวของข้าไม่ยอมถึงเพียงนั้น ท่านช่วยถอนหมั้นเถิด”
ลู่อี้เกลียดที่สุดคือสตรีที่ใช้ความตายมาข่มขู่ หากอยากตายจริงต้องไม่ใช่เหตุผลที่มีสกุลลู่มาเกี่ยวข้อง
“หึ! ถอนหมั้นรึ คนสกุลหลินเห็นข้าสกุลลู่เป็นอะไร อยากหมั้นก็หมั้น อยากถอนก็ถอนตามอำเภอใจได้หรือไร? บังอาจคิดข่มขู่ข้า! อย่าเหิมเกริมให้มันมากนัก!”
หลินหานเจ๋อกัดฟันกล่าวเพื่อบุตรสาวสักครั้งหลังจากไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยในชีวิต “แต่บุตรสาวของข้าเป็นตายยังไม่รู้แจ้ง ได้โปรดยุติสัญญาหมั้นเถิดขอรับ”
ลู่อี้จึงเดินมาดูสตรีที่นอนแน่นิ่งในอ้อมแขนสาวใช้ รอยยิ้มเย็นชา ไร้ความเมตตาในสีหน้า มีเพียงโทสะลุกโหม “นางยังไม่ตาย มิได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น เรื่องของบุตรชายข้าก็เช่นกัน การทำร้ายตัวเองเช่นนี้ นับเป็นความผิดมหันต์ ข้าไม่ถือสา รอนางฟื้นคืนสติรักษาตัวให้หายดี ข้าจะทำทีเป็นลืมไปซะ”
สิ้นเสียงใต้เท้าลู่ ฮูหยินของเขารีบเอ่ยเสริม “ใช่แล้ว เรื่องของลูกชายข้ามีความผิดที่ใด เรื่องแบบนี้ไม่ต้องใส่ใจ มีบุรุษใดบ้างไม่เคยผ่านเรื่องแบบนี้ สตรีเราล้วนต้องรับให้ได้ ภายหน้าเขายังต้องรับอนุอยู่ดีมิใช่หรือ? บุตรสาวพวกท่าน จิตใจคับแคบเกินไปหรือไม่? ก่อนนี้ก็เห็นเข้าทีนี่นา ถ้าหากยืนยันจะถอนหมั้นให้ได้ พวกเจ้าสกุลหลินก็ส่งคืนสินสอดพร้อมค่าปลอบขวัญที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาสักสามเท่าแล้วกัน”
บุรุษคบชู้ แต่สตรีที่เอาหัวโขกเสามีความผิดรึ?
หลินซิงเยียนให้รู้สึกคันมือแทบแย่แล้ว...
ครานี้นายท่านผู้เฒ่าสกุลหลินรีบขอโทษขอโพย “ไอ่หยา ไม่ถอนก็ไม่ถอน สกุลลู่โปรดอย่าเรียกคืนสินสอดกับค่าปลอบขวัญเลยนะ ตั้งสามเท่า! พวกข้าจะหาจากที่ใด”
ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ร้อนรน จนทนไม่ไหว รีบเอ่ยบ้าง “ใช่ๆ สกุลหลินไม่ยกเลิกสัญญาหมั้นอันใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ ใต้เท้าลู่โปรดระงับโทสะ”
ลู่อี้แค่นเสียงฮึ “เช่นนั้นข้าจะคิดเสียว่าไม่เคยมาพูดคุยอันใดไร้สาระที่นี่ ส่วนเรื่องทั้งหมด จงอย่าให้ใครแพร่งพราย คุณหนูหลินคิดฆ่าตัวตายเพราะคุณชายลู่คบชู้มิใช่เรื่องที่ควรพูด หากพวกเจ้าอยากมีชีวิตจงฟังที่ข้าเตือน”
คำสั่งของใต้เท้าลู่มีอำนาจเด็ดขาดที่สุด แม้จะมิใช่จวนสกุลตนก็ตาม แต่เขาก็ยังสามารถสั่งการ เห็นได้ชัดว่าสกุลลู่ยากต่อกรและสกุลหลินอ่อนด้อยเพียงใด
ลู่อี้สั่งอีกว่า “ส่วนเจ้า เล่อเจิน รอจนรักษาตัวหายดี พวกเราสองสกุลจะเข้าพิธีมงคลทันที ห้ามบิดพลิ้วอีก”
“เข้าใจแล้ว” ทุกคนในสกุลหลินตอบรับเสียงเบา
หลินซิงเยียนให้รู้สึกทนไม่ไหว อึดอัดแทบตายแล้ว
นางจึงทำทีเป็นได้สติเอง ค่อยๆ ลืมตาฟื้นขึ้นมาอย่างอ่อนแรง ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อเชื่องช้า แล้วเช็ดเลือดที่หน้าผากด้วยตัวเองแผ่วเบา
ท่านหมออันใดไม่ต้องมา เสียเวลานัก!
หญิงสาวพยายามระงับอารมณ์มิให้ฆ่าคนสุดกำลัง ต่อให้โมโหจนลมปราณแตกซ่าน นางก็ฆ่าใครไม่ได้ทั้งนั้น