บทนำ
ประกาศนียบัตรที่อยู่ในกระเป๋านักเรียนของเขา มันเป็นใบที่เท่าไหร่แล้วนะที่เขาได้รับภายในปีนี้ ห้าหรือหก... เด็กชายจำไม่ได้ เขาคร้านจะนับแล้วด้วยซ้ำ กระดาษพวกนี้สำหรับปุริมมันก็แค่กระดาษธรรมดาๆแผ่นหนึ่งเท่านั้น จะมีประโยชน์หน่อยก็ตรงที่มันสามารถเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของบิดาเขาได้สักหนึ่งหรือสองนาทีทั้งที่กว่าเขาจะได้ใบประกาศแผ่นนี้มาต้องคร่ำเคร่งอ่านตำราแรมเดือน เด็กชายถอนหายใจยามนั่งกอดอกอยู่ตรงเบาะหลังของรถยนต์ เสียงของบิดาและมารดาเขาคุยกันเบาๆดังมาจากด้านหน้า เครื่องปรับอากาศในรถเย็นฉ่ำต่างจากอุณหภูมิข้างนอกรถ กรุงเทพในชั่วโมงเร่งด่วน การจราจรคับคั่งเช่นทุกวัน แม้ผู้นำประเทศจะประกาศว่าจะสร้างถนนลอยฟ้า เพื่อให้ชาวเมืองสวรรค์แห่งนี้ได้ใช้เพิ่มขึ้นในเร็ววันนี้ก็เถอะ เด็กชายมองออกไปนอกรถที่กำลังติดไฟแดงอยู่ เห็นภาพเด็กชายวัยไล่เลี่ยเขานั่งอัดตรงกลางระหว่างพ่อที่เป็นคนขับ และแม่ที่ซ้อนด้านหลังสุดบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ด้านนอก แดดยามสี่โมงเย็นยังร้อนแรงไม่ต่างจากช่วงเที่ยง เด็กชายคนนั้นมีเหงื่อไหลโซมหน้าผาก ผู้หญิงรูปร่างผอมที่นั่งซ้อนด้านหลังสุดก้มลงพูดอะไรสามสี่คำ แล้วก็ดึงชายเสื้อของตนเองเช็ดเหงื่อที่หน้าผากเด็กคนนั้นอย่างอ่อนโยน พร้อมกับยื่นถุงน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งที่ตนเองหิ้วไว้จ่อหลอดที่ริมฝีปากของเด็กชายอย่างเอาใจ
ปุริมไม่ได้ยินว่าคนที่อยู่นอกรถพูดอะไร แต่อ่านปากของผู้หญิงคนนั้นดูก็พอจะรู้ว่านางเอ่ยถามว่า
‘เหนื่อยไหมลูก’
เขามองภาพนั้นเพลิน กระทั่งเสียงมารดาเรียกให้ตื่นจากภวังค์
“ตาหนึ่ง คุณพ่อถามตั้งหลายครั้ง ทำไมไม่ตอบล่ะคะลูก”
“ครับ” เขาขานรับทันที ดึงสายตากลับมาที่บิดามารดาตนเอง
“มัวใจลอยคิดอะไรไร้สาระอยู่รึตาหนึ่ง”
เสียงของบิดาเขาถามกลับมาอีกครั้ง ปุริมมองสบตาคนเป็นพ่อผ่านกระจกส่องหลังของรถยนต์แล้วตอบ
“เปล่าครับ เมื่อกี้คุณพ่อถามผมว่าอะไรนะครับ”
แววตาของผู้เป็นพ่อที่มองผ่านกระจกหลังมามีความตำหนิเจืออยู่ น้ำเสียงที่พูดกับเขาก็เข้มขึ้นอีกนิด
“พ่อถามเราว่า ช่วงสี่โมงเย็นวันเสาร์ถึงห้าโมงครึ่ง พ่อจะให้อาจารย์สอนพิเศษวิชา...”
ปุริมนั่งเงียบ ทำเหมือนกำลังสนใจฟังพ่อเขาพูด หากจริงๆเด็กชายไม่ได้สนใจฟังสักนิด เขาเอียงหน้ากลับไปมองนอกรถอีกครั้ง ทันเห็นรอยยิ้มของเด็กชายที่เงยหน้ายิ้มให้แม่หลังดูดน้ำจากหลอดพลาสติกจนอิ่มพอดี เสียงเข้มงวดของบิดาเขายังดังต่อและลงท้ายประโยคด้วยคำถามเหมือนเดิมทุกครั้งว่า
“หนึ่งว่าดีไหม? เรียนเพิ่มตกลงหรือเปล่า?”
เด็กชายดึงสายตากลับมามองสบตากับบิดาเช่นเดิม เขายิ้มจนดวงตาหยีลงเลียนแบบรอยยิ้มที่เพิ่งเห็นมาเมื่อครู่ ปุริมไม่ได้สนใจฟังคำถามของคนเป็นพ่อ ด้วยแค่เริ่มต้นประโยค ไม่จำเป็นต้องฟังจนจบ เด็กชายก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายพูดเรื่องอะไร เรื่องเรียนเพิ่มเติมเสริมจากที่เรียนอยู่ทุกวันของเขา เด็กชายไม่ได้แกล้งทำหูทวนลมหรอก เพียงแต่เขารู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องฟังยังไงเสียประโยคคำถามเหล่านี้ของบิดา เขาก็ต้องตอบด้วยคำตอบเพียงคำเดียวอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิ์ตอบคำอื่นได้ นั่นคือ
“ดีครับ ผมเรียน”