บทนำ
“ไม่เจียม เด็กบ้านนอก หน้าตาบ้านๆแบบแก อย่าสะเออะมาเทียบกับฉัน สำเนียกตัวของแกบ้าง ขนมผิง แกมันก็แค่เด็กต่างจังหวัดจนๆ ตัวเหม็นกลิ่นโคลนสาบควาย อย่าคิดที่จะมาเทียบกับคนแบบฉัน” เสียงแสบแก้วหูดังมาจากด้านในโรงอาหาร จนคนมองมาที่หญิงสาวที่นั่งกองอยู่กับพื้นด้วยตัวสั่นเทา ดีที่ว่าตอนนี้เป็นเวลา 8 โมงกว่าๆคนในโรงอาหารไม่เยอะเท่าไหร่แล้ว
“หึ คนแบบมันไม่มีความละอายหรอก ต่อให้แกจะด่ามันท่ามกลางผู้คนเป็นพันมันก็ไม่มียางอายหรอกเชื่อฉันสิ” มาย เพื่อนสาวคนหนึ่งในแก๊งค์พูดขึ้น
“นั้นสิ นินิว แกอย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเลย โอ๊ะ ไม่สิ เกลือยังมีราคากว่าคนแบบมันเยอะ” น้ำอิงเพื่อนในแก๊งค์ของนินิวพูดขึ้น
“โอ๋ๆๆๆ คนอะไรช่างน่าสงสารเหลือเกิน ที่นี้ไม่เหมาะกับแกหรอก ขนมผิง ใสหัวไปซะเถอะอย่ามาอยู่ให้เป็นเสนียดเลย ฉันหวังดีนะ ถึงได้บอกได้เตือน” นับดาว สมาชิกคนสุดท้ายของแก๊งค์นินิวเสริมขึ้น
“คะ คะ คะ คือ ฉันทำอะไรผิดไปเหรอคะ” ขนมผิง หญิงสาวที่โตมาจากต่างจังหวัด ปีนี้เป็นแรกที่เธอย้ายจาก ต่างจังหวัดมาเรียนที่นี้เพื่อมาอาศัยอยู่กับอา ซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อ เนื่องจากพ่อกับแม่ของขนมผิง ได้ประสบอุบัตติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ อานภา ญาติคนเดียวของเธอ จึงรับเธอมาอยู่ด้วยและจัดการใช้เงินบางส่วนซึ่งไม่ได้มากมายอะไรมากนัก บวกกับความสามารถของขนมผิงเองในการทำข้อสอบ ทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวได้เข้าเรียนที่มหาลัยชื่อดังแห่งนี้ได้
“นี้แกยังไม่รู้ตัวเหรอ ว่าพวกฉันหมายความว่ายังไง” นินิวถามขึ้น
“ฉะ ฉันไปทำอะไรให้พวกคุณ” ขนมผิงถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวของขนมผิงเอง พึ่งย้ายมาเรียนได้ยังไม่ถึง 2 อาทิตย์ทำให้ไม่มีเพื่อนเลยสักคน
“หึ คนอย่างแกแค่เฉียดมาใกล้ฉันก็เหม็นจะแย่ อี๋ สรกปรก” นับดาวพูดพร้อมกับเอามือปิดจมูกของตัวเองทันที
“หิวน้ำไหม” มายถามขึ้นพร้อมกับเดินไปถือขวดน้ำที่ตัวเองกินเหลือเดินเข้ามาใกล้ขนมผิงอีกนิด
“กินน้ำมันจะไปหายเหม็นได้ไงเนอะ ต้องอาบสิถึงจะหายเหม็น” นินิวเดินไปหยิบแก้วน้ำเขียวที่ตัวเองพึ่งซื้อมาและราดลงไปบนหัวของขนมผิง จนไหลลงมาท่วมชุดนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งตัว
“ฮึกๆๆ ฮึกๆๆ” เสียงร้องให้ของขนมผิงดังออกมาพร้อมกับขนมผิงเองที่ก้มหน้าลงพื้นเพื่อยอมรับชะตากรรมที่ตนองไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน แต่ตนเองต้องมายอมรับโดยที่ไม่สามารถปฎิเสธได้เลย
“อุ๊ย นินิวเธอทำแบบนั้นได้ไง นั้นน้ำหวานนะ ไม่สะอาดหรอก” มายพูดและกำลังจะเทน้ำเปล่าลงไปที่หัวของขนมผิงอีกครั้ง
กรุ๊บบ เสียงมือใหญ่ๆหนาๆยื่นมือมาคว้าขวดน้ำและขย้ำจนขวดน้ำเสียทรง มือหนาแย่งขวดน้ำออกจากมือของมายซะก่อน
“พี่ไรท์วิน” นินิวพึมพำชื่อผู้ชายที่มาขัดจังหวะตนเองทันที
“ทำอะไรกัน” ไรท์วินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“คือว่า ไม่มีไรหรอกคะ ยัยขนมผิงซุ่มซามเองคะ” นินิวรีบเดินมาเกาะแขนของไรท์วินและพูดชึ้น
“เป็นอะไรไหม” ม่านเมฆ เพื่อนผู้หญิงในแก๊งของไรท์วินเดินเข้ามาพยุงขนมผิงให้ลุกขึ้นและถามพร้อมกับสำรวจร่างกายของขนมผิงว่ามีบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
“หนูไม่เป็นอะไรคะพี่ ขอบคุณมากคะ” ขนมผิงกล่าวขอบคุณและก้มหัวให้ม่านเมฆนิดหน่อยเพื่อแสดงการขอบคุณ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว มีชุดใหม่เปลี่ยนไหม” ม่านเมฆยังคงถามขนมผิงต่อ
“สตอ” น้ำอิงพึมพำออกมาเบาๆ
“ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ น้องเขาไปทำอะไรให้ไม่พอใจเหรอ” ม่านเมฆหันไปถาม นินิวทันที
“นินิวเปล่านะคะพี่ม่าน ก็ยัยขนมผิง ซุ่มซ่ามเดินมาชนนินิวเองนิคะ” นินิวยังลอยหน้าลอยตาโกหกหน้าตายต่อไป
“แต่ว่า”
“หนูผิดเองคะพี่ๆ หนูขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนน่ะคะ” ขนมผิงพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที ไรท์วินมองตามผู้หญิงที่เปียกโชกไปทั้งตัวด้วยสายตาที่แสดงถึงความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“พี่ไรท์วินมาหา นินิวเหรอค่ะ” นินิวเขย่าแขนไรท์วินเพื่อเรียกสติและถามขึ้น
“เปล่าพอดีพี่พาไอ้ตงมาเอาของกับน้องสาวมันนะ” ไรท์วินตอบออกไปตามตรง
“โห้ นี้บ้านใครแมร่งรวยขนาดนี้ว่ะเนี่ย น้ำเขียวแก้วหนึ่งนี้หลายบาทอยู่นะ” ตงตง เดินเข้ามาและถามขึ้น
“มันเป็นอุบัติเหตุคะพี่ตง” นับดาวพูดแทรกขึ้นทันที
“อุบัตติเหตุหรือพวกที่ชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่วทำกันแน่” ตังเมสวนขึ้นทันทีเพราะรู้นิสัยแก๊งค์นี้อยู่แล้วว่านิสัยใจคอเป็นยังไง
“นี้แก”
“น้ำอิง แกจะไปหาเรื่องตังเมทำไม ไปเหอะขึ้นเรียนกัน” มายรีบพูดขึ้นก่อนที่น้ำอิง เพื่อนในแก๊งค์ที่อารมค่อนข้างรุนแรงเริ่มหัวเสีย น้ำอิงกับตังเมไม่ถูกกันตั้งแต่ตังเมย้ายเข้ามาเรียนที่นี้แล้ว
ณ ห้องแต่งตัวนักกีฬาหญิง
“ไปทำอะไรให้พวกนั้นหมั่นใส้ละ” ตังเม เดินเข้ามายืนข้างๆขนมผิง สาวอวบอ้วน หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวดำคล้ำเนื่องจากเป็นสาวต่างจังหวัด ขนมผิงเลยไม่ได้ดูขาวเหมือนคนเมืองกรุง ผมที่หยักโศก สวมแว่นตา ที่กำลังยืนเป่าผมอยู่
“ปะ เปล่านะคะ ฉันเปล่า ฉะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย” ขนมผิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หน้าตาท่าทางเธอไม่ใช่พวกอ่อนแอ ไม่ใช่พวกไม่สู้คน ทำไมไม่สู้กลับบ้าง” ตังเมหันหน้ามาหาขนมผิงและถามออกไป
“ฉันจะเอาอะไรไปสู้เขาละคะ พวกเขารวย เป็นลูกคุณหนู เป็นลูกนักการเมืองทั้งนั้น ฉันมันก็แค่เด็กกำพร้า พ่อแม่ตายหมดมาขออาศัยบ้านอาอยู่ก็เท่านั้น” ขนมผิง หญิงสาวชาวบ้านที่เจียมตัวสุดๆค่อยไปทางซื่อบื้อ ถ่อมตัวจนเกินคน ขนาดหน้าของตังเม ขนมผิงเองยังไม่กล้ามองเลย
“โอ๊ย แม่คุณทูลหัว เธอจะเป็นคนดี ไม่มีใครว่านะผิง แต่อย่าซื่อบื้อจนเกินไป อย่ายอมมากจนดูโง่ เอาละเสร็จยัง ขึ้นห้องเรียนกัน” ตังเมถามและเดินนำหน้าขนมผิงออกไปในทันที ขนมผิงเองก็รีบเดินตามตังเมออกไปเช่นกัน
ณ ห้องเรียนคณะบริหาร
“อ้าวทำไมใส่ชุดนี้ ยังไม่ถึงเวลาเรียนพละนิ” อาจารย์ประจำวิชาการตลาดถามขนมผิงขึ้นทันทีที่เห็นชุดของขนมผิง ต่างจากเพื่อน
“อ๋อพอดีมีหมาแถวนี้เดินไม่ระวังนะคะ ยัยขนมผิงเลยสะดุดหกล้มชุดเลยเปื้อนนิดหน่อยคะอาจารย์” ตังเมตอบออกไปทันทีที่เห็นท่าทางของขนมผิงอ้ำๆอึ้งๆไม่กล้าตอบออกไปตรงๆ
“นี้” น้ำอิงกำลังจะสวนขึ้น
“แกใจเย็นก่อน” นับดาวรีบห้ามน้ำอิงทันที ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลาย
“มีอะไรกันหรือเปล่า” อาจารย์ประจำวิชาถามขึ้น
“ไม่มีอะไรคะ ขนมผิงเขาเป็นเด็กบ้านนอกเป็นปรกติแระคะอาจารย์ทำอะไรเลยไม่ระวังโดนนั้นโดนนี้” นินิวที่นั่งขาไกว่ห้างอยู่พูดออกมา
“เอาละ งั้นเริ่มเรียนได้” อาจารย์ประจำชั้นเดินไปที่ประจำเพื่อสอนนักศึกษาตามปรกติ นินิวแสยยะยิ้มมุมปากออกมาด้วยความพึ่งพอใจที่สามรถกดขนมผิงให้จมดินได้ แต่เอ๋แบบนี้ไม่ได้เรียกกดน่าจะเรียกเหยียบมากกว่า