.
.
ต้นหยกและอาลี่ช่วยกันเตรียมอาหารเช้าเพราะรู้ว่ายังไงชุนก็ต้องลงมาทานข้าวแล้วไปทำงาน ภรรยาสาวจัดโต๊ะอาหารและเตรียมกาแฟสำหรับผู้เป็นสามี ไม่ว่าเขาจะแสดงท่าทีต่อเธออย่างไร แต่เขาก็คือสามีที่เธอคิดจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ถึงชุนไม่ได้คิดเหมือนกันกับเธอก็ตาม ภรรยาสาวแอบหวังว่าสักวันเขาจะเห็นความรักของเธอที่มีต่อเขาบ้าง และนั่นอาจจะทำให้สามีเปลี่ยนใจเรื่องหย่าร้าง
ชุนเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับพันเนคไทป์ให้ตนเองอย่างเร่งรีบ เพราะเขามีประชุมตอนเช้ากลัวว่าจะไปไม่ทันการณ์ ต้นหยกที่หันไปเห็นก็รีบเข้าไปหาสามีหวังจะช่วยเขาผูกเนคไทป์ให้เรียบร้อย ชุนขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองภรรยาสาวอย่างสงสัย แต่ต้นหยกไม่ได้พูดอะไรและเอื้อมมือไปผูกเนคไทป์แทน
ชายหนุ่มหลุบตามองใบหน้าสวยที่ใกล้เข้าจนรู้สึกถึงลมหายใจโดยไม่คัดค้านการกระทำของเธอ กลิ่นกายหอมของภรรยาสาวโชยมาแตะที่ปลายจมูกจนเผลอเคลิ้มอยู่นาน ต้นหยกเงยหน้ามองชุนเล็กน้อยอย่างเขินๆ เพราะเธอผูกเนคไทป์ให้เขาเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับเอาแต่จ้องหน้าเธอไม่วางตา
"เอ่อ...เฮียชุน”
“...อืม....”
ชุนได้สติก็รีบขานรับก่อนจะเฉสายตามองไปทางอื่นแก้เก้อ เขามองไปยังโต๊ะอาหารที่เธอจัดเตรียมไว้ให้และหลุบตามองต้นหยกที่ยืนยิ้มบางๆ ให้เขา ชายหนุ่มยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่ง เขาไม่ชอบใจเลยที่เธอพยายามจะเอาใจเขาเหมือนคาดหวังบางอย่าง
“ฉันไม่กิน...ทีหลังไม่ต้องเตรียมให้ฉัน”
“เฮียชุน...”
“เย็นนี้มีงานเลี้ยงรวมบริษัทของสองตระกูลอย่างที่เธอตั้งใจอยากให้เป็น เตรียมตัวให้พร้อมอย่าให้ฉันขายหน้า”
“...ค่ะ”
“รู้สึกยังไงล่ะ...งานที่เธอรอคอย...หึ...ร่วมหุ้นตระกูลธนกุลที่มีทรัพย์สินหมื่นล้านได้ง่ายๆ โดยลูกสาวคนเดียวของตระกูลเจริญกุลเอาตัวเข้าแลก”
“เฮียชุน! จะว่าก็ว่าหยกคนเดียวเถอะค่ะ อย่าว่าถึงตระกูลของหยกเลย ยังไงเฮียก็ยังนับถือป๊ากับม๊าของหยกใช่ไหมล่ะคะ?”
“ใช่! จริงสินะ! ถึงตระกูลดี อบรมลูกดี แต่ลูกสาวไม่ดีก็อยู่ที่ตัวลูกสาวไม่ใช่ตระกูล...ว้าว...เธอก็ดูฉลาดนะเนี่ย”
“...ไปทำงานเถอะค่ะ สายแล้ว”
ต้นหยกตัดบทกับสามีหนุ่มที่หาเรื่องเธอตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงสาวพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธเคืองกับคำพูดไม่ดีของเขาที่มีต่อเธอ ชุนเห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มพร้อมกับหัวเราะในลำคออย่างชอบใจที่ท่าทีของภรรยาสาวเปลี่ยนไป ดูไม่ใจเย็นเหมือนก่อนหน้า และเขายังมองว่าเธอเริ่มเผยธาตุแท้ของตนเองขึ้นมาแล้ว
“ทีหลังก็อย่าแสร้งทำเป็นดีเหมือนนางเอกในละคร...มันน่ารำคาญ”
“.......”
ชุนพูดจบก็เดินออกจากบ้านไปทิ้งให้ต้นหยกยืนเสียใจกับคำพูดของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าสามีอย่างเขา ความเสียใจเริ่มเกาะกุมเข้าในใจลึกลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็มองว่าเธอเอาตัวแลกเงินและอำนาจอยู่ดี
“ไม่เป็นไรนะคะนายหญิง...”
“อือ...ไม่ต้องห่วงหรอกอาลี่”
“ถึงลี่จะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณผู้ชายถึงทำท่ารังเกียจคุณหนูแบบนั้น แต่ลี่เชื่อว่าสักวันคุณผู้ชายจะมองเห็นในสิ่งที่นายหญิงทำค่ะ”
หลังจากที่อาลี่ยยืนมองสถานการณ์อยู่นานก็พูดปลอบใขเจ้านายตนพร้อมกับกุมมือต้นหยกไว้แน่นอย่างเห็นใจ ต้นหยกเองก็หันมายิ้มบางๆ ให้สาวใช้คนสนิทและพยักหน้า อาลี่มองเห็นว่าที่สิ่งที่ต้นหยกทำให้ชุนนั้นเธอทำไปด้วยความรักจริงๆ แต่ชุนกลับคิดเป็นอื่นเสียอย่างนั้น
“อ้อ...อาลี่ ช่วงบ่ายไปเดินห้างกัน”
“ได้สิคะ ตั้งแต่ลี่มาทำงานอยู่ในตระกูลธนกุล ลี่ยังไม่เคยออกไปไหนเลยค่ะนายหญิง”
“เรียกหยกเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียกนายหญิงหรอก”
“งั้นเรียกคุณหยกดีกว่าค่ะ เพราะยังไงลี่ก็อายุน้อยกว่า”
ต้นหยกยิ้มและพยักหน้าให้สาวใช้ อาลี่ยิ่งแสดงสีหน้าดีใจที่จะได้ออกไปข้างนอกเหมือนเด็กที่แม่อนุญาตให้ออกไปเล่น อาลี่ประคองนายหญิงของตนไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว พร้อมกับตักข้าวต้มให้เธอทาน
อาลี่มองดูต้นหยกแล้วยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เพราะตอนแรกเธอคิดว่าเตี่ยเฟยส่งเธอมาดูแลนายหญิงของชุนแล้วนายหญิงจะเป็นคนนิสัยไม่ดีเสียอีก แต่ตอนนี้กลับโล่งใจที่ต้นหยกเป็นคนน่ารักและรักบริวารของตน แถมยังใจดีมากๆ อีกด้วย ไม่ได้ถือตัวอย่างที่คิดไว้เลย
หลังทานข้าวเสร็จสองสาวนายบ่าวก็ช่วยกันเก็บจานชามและทำงานบ้าน แม้อาลี่จะห้ามปรามนายหญิงของตนแต่ต้นหยกกลับพูดว่าช่วยๆ กันจะได้เสร็จไวไว และไม่ฟังเสียงปรามของสาวใช้เลย ก่อนที่ทั้งสองจะออกไปเลือกชุดตอนบ่ายอย่างสนุกสนาน แถมต้นหยกยังซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอางให้อาลี่อีกด้วย
ทั้งสองสาวเดินเล่นเพลินจนเวลาล่วงเลยมาเกือบจะเย็น ก่อนที่ทั้งสองจะพากันกลับบ้านเพื่อไปเตรียมตัวไปงานเลี้ยงรวมบริษัทของสองตระกูล โดยมีอาลี่คอยช่วยแต่งตัวให้
16:30 คอนโดของเส้นฟาง
ภายในคอนโดหรูที่ถูกตกแต่งไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงและดูทันสมัย ชายหนุ่มนั่งจิบไวน์ไปพร้อมกับคิดอะไรไปพลาง โดยมีหญิงสาวใบหน้าสวยและดูอ่อนหวานไร้เดียงสา แต่รูปร่างของเธอกลับดูอวบอึ๋มเซ็กซี่ไม่หยอกเลยคอยคลอเคลียเขาอยู่อย่างออดอ้อน
“พี่ชุนคะ? วันนี้ก็จะไม่ใส่ใจฟางสักหน่อยหรอคะ?”
“พี่ก็ใส่ใจอยู่นี่ไงคะ ถึงได้มาอยู่ที่นี่”
“เดี๋ยวพี่ชุนก็ทิ้งให้ฟางอยู่คนเดียวอยู่ดี...”
“พี่บอกแล้วว่าให้ฟางไปด้วยไงคะ”
“ไปดีไหมน้า...”
ชุนหันมายิ้มพร้อมกับจับปลายคางมนเชิดขึ้นให้มองหน้าเขา ซึ่งเส้นฟางที่เห็นอย่างนั้นก็ถึงกลับปฏิเสธสายตาคมนั้นได้เลย หญิงสาวหลบสายตาของชายหนุ่มเหมือนหยั่งเชิง ชุนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเหมือนลองใจเขาว่าจะเข้าหาเธอหรือไม่
“ไม่อยากไปหรอคะ?”
“ไปในฐานะอะไรล่ะคะ? เมียลับๆ หรือเมียน้อย”
“โธ่...โอ๋ๆ นะคะ พี่มีเส้นฟางคนเดียวทั้งใจเลยนะ”
“พิสูจน์สิคะ...ตั้งแต่แต่งงานพี่ชุนไม่แตะต้องฟางเลยด้วยซ้ำ ขนาดคืนแรกที่เข้าหออุตส่าห์มาหาฟางยังแค่นอนกอดเลย”
เส้นฟางพูดด้วย้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจพร้อมกับยู่หน้ามือกอดอกแล้วหันไปทางอื่น มีหรือที่ชุนจะไม่ง้อเธอ เขาจับไหล่เพรียวทั้งสองข้างให้หันมาทางตน ก่อนจะจ้องมองเข้าไปนัยน์ตาของหญิงสาว
“คิดถึงพี่หรอคะ?”
“คิดถึงสิคะ คิดถึงจะแย่”
ชุนพร้อมอย่างพอใจก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เมื่อเส้นฟางเห็นว่าเขายอมจำนนต่อคำหลอกล่อของเธอก็เกี่ยวแขนเรียวที่คอหนาของชุนทันที ใบหน้าสวยเชิดขึ้นรอรับสัมผัสที่เขากำลังจะมอบให้อย่างเต็มใจ
ครืดดดด ครืดดดด
ไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสจูบหวานที่รอคอยก็มีเสียงสั่นของโทรศัพท์ชุนดังขึ้น ชายหนุ่มผงะตัวออกเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างขัดใจ ถ้าเป็นสายอื่นเขาจะรีบปิดโทรศัพท์แล้วสานต่อสิ่งที่ค้างไว้ แต่ทว่าปลายสายกลับเป็นผู้ที่มีสิทธิ์เซ็นมรดกและยึดกิจการของเขา เส้นฟางมองหน้าจอนั้นพร้อมกับกลอกตามองบนอย่างไม่พอใจ แล้วยอมผงะตัวเองจากชุนเพื่อให้เขาได้รับโทรศัพท์
“ครับ เตี่ย”
ชุนรีบรับสายก่อนจะเดินออกไปคุยริมระเบียง เส้นฟางมองตามหลังชายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก แต่ถ้าเขาไม่รับโทรศัพท์มันอาจจะทำให้เรื่องบานปลายจนทำให้ชุนถูกตัดจากกองมรดกได้ เธอจึงยอมอดกลั้นนั่งจิบไวน์รอเพื่อไม่ให้เป็นผลเสีย
(ลื้ออยู่ไหน ไอ้ลูกไม่รักดี)
“เตี่ยมีอะไรหรือเปล่า ผมมาธุระข้างนอก”
(ธุระของลื้อคือไปขลุกอยู่กับชู้น่ะเหรอ...เสร็จงานแทนที่จะกลับบ้านทำหน้าที่สามี)
“เตี่ยพูดธุระของเตี่ยมาเลยดีกว่า ผมไม่อยากฟัง และอีกอย่างเส้นฟางไม่ใช่ชู้ เธอเป็นแฟนผมอยู่ก่อนแล้ว”
(ไม่ชู้ยังไง ลื้อแต่งงานแล้วก็ต้องถอยห่างยอมแพ้ไปสิ ไม่ใช่ยังมาถ่างขาให้ลื้ออยู่แบบนี้ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาเลือกทำ)
“แล้วผู้หญิงดีๆ ที่ไหนยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินอย่างลูกสะใภ้เตี่ยบ้าง?”
(ไอ้ลูกเวร! ทำไมลื้อมันโง่อย่างนี้ มีตาไม่แววเสียชาติเกิดชายชาตรีจริงๆ)
“ถ้าเตี่ยแค่โทรมาด่า งั้นผมวางนะ”
(ถ้าวางลื้อก็ไม่ต้องมาเรียกอั๊วว่าเตี่ย! กลับบ้านไปรับอาหยกมางานเลี้ยงเดี๋ยวนี้! ถ้าอั๊วโทรไปถามอาหยกอีกทีแล้วลื้อยังไม่ถึงบ้านเห็นดีกับอั๊วแน่!)
ชุนขมวดคิ้วแน่นอีกครั้งเมื่อได้ยินที่พ่อของตนพูดเหมือนกับว่าต้นหยกเป็นคนบอกว่าเขายังไม่เข้าบ้าน ภายในใจก็นึกคาดโทษต้นหยกทันทีด้วยความรู้สึกรำคาญ และยังคิดว่าเธอช่างฟ้องและจุ้นจ้านเรื่องของเขา
“อ๋อ...ที่เตี่ยรู้เพราะลูกสะใภ้เตี่ยโทรไปฟ้องนี่เอง หึ.....”
(ไอหย๋า...ซีซั้วต่าน่า...ลื้อใช้อะไรคิดวะ อาหยกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลื้อเสร็จงานแล้ว ถ้าอั๊วไม่โทรไปอาหยกอีจะรู้ไหม?)
“ไม่ต้องมาแก้ตัวแทนลูกสะใภ้สุดที่รักหรอก”
(ยังไงก็ต้องไปรับอาหยกมางานพร้อมกัน นี่คือคำสั่ง)
“หึ...ได้...ได้เลยครับเตี่ย”
(ดีๆ พูดให้มันง่ายอย่างนี้ซีวะ)
พูดจบปลายสายก็ตัดสายไป ชุนเหม่อมองออกอย่างไม่มีจุดหมายด้วยสายตามาดร้ายพร้อมกับความคิดที่จะเอาคืนต้นหยกโดยไม่สนใจคำพูดของเตี่ยที่บอกว่าต้นหยกไม่รู้เรื่องด้วย ไม่ว่ายังไงเขาก็จะโยนความผิดทั้งหมดที่ทำให้ชีวิตของเขาเกิดความวุ่นวายขึ้นให้กับเธออยู่ดี
เส้นฟางที่นั่งรออยู่ก็เห็นว่าชายหนุ่มเดินออกมาคุยโทรศัพท์นานแล้วจึงเดินออกไปหา ก็เห็นเขายืนเหม่ออยู่เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง เธอจึงเดินเข้าไปกอดชายหนุ่มจากด้านหลังอย่างแนบแน่น ชุนหันไปหาเส้นฟางก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เธอ แล้วจับไหล่เพรียวทั้งสองข้างแน่น ก่อนจะโน้มตัวลงไปมองใบหน้าของหญิงสาวชัดๆ สายตาคมดูดุดันกว่าปกติที่เธอเคยเห็น
“ไปแต่งตัว...แล้วไปกับพี่”
“คะ? ...ตอนนี้เลยหรอคะ?”
.
.
.