งานร่วมบริษัท(1/2)

1918 Words
. . ต้นหยกและอาลี่ช่วยกันเตรียมอาหารเช้าเพราะรู้ว่ายังไงชุนก็ต้องลงมาทานข้าวแล้วไปทำงาน ภรรยาสาวจัดโต๊ะอาหารและเตรียมกาแฟสำหรับผู้เป็นสามี ไม่ว่าเขาจะแสดงท่าทีต่อเธออย่างไร แต่เขาก็คือสามีที่เธอคิดจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ถึงชุนไม่ได้คิดเหมือนกันกับเธอก็ตาม ภรรยาสาวแอบหวังว่าสักวันเขาจะเห็นความรักของเธอที่มีต่อเขาบ้าง และนั่นอาจจะทำให้สามีเปลี่ยนใจเรื่องหย่าร้าง ชุนเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับพันเนคไทป์ให้ตนเองอย่างเร่งรีบ เพราะเขามีประชุมตอนเช้ากลัวว่าจะไปไม่ทันการณ์ ต้นหยกที่หันไปเห็นก็รีบเข้าไปหาสามีหวังจะช่วยเขาผูกเนคไทป์ให้เรียบร้อย ชุนขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองภรรยาสาวอย่างสงสัย แต่ต้นหยกไม่ได้พูดอะไรและเอื้อมมือไปผูกเนคไทป์แทน ชายหนุ่มหลุบตามองใบหน้าสวยที่ใกล้เข้าจนรู้สึกถึงลมหายใจโดยไม่คัดค้านการกระทำของเธอ กลิ่นกายหอมของภรรยาสาวโชยมาแตะที่ปลายจมูกจนเผลอเคลิ้มอยู่นาน ต้นหยกเงยหน้ามองชุนเล็กน้อยอย่างเขินๆ เพราะเธอผูกเนคไทป์ให้เขาเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับเอาแต่จ้องหน้าเธอไม่วางตา "เอ่อ...เฮียชุน” “...อืม....” ชุนได้สติก็รีบขานรับก่อนจะเฉสายตามองไปทางอื่นแก้เก้อ เขามองไปยังโต๊ะอาหารที่เธอจัดเตรียมไว้ให้และหลุบตามองต้นหยกที่ยืนยิ้มบางๆ ให้เขา ชายหนุ่มยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่ง เขาไม่ชอบใจเลยที่เธอพยายามจะเอาใจเขาเหมือนคาดหวังบางอย่าง “ฉันไม่กิน...ทีหลังไม่ต้องเตรียมให้ฉัน” “เฮียชุน...” “เย็นนี้มีงานเลี้ยงรวมบริษัทของสองตระกูลอย่างที่เธอตั้งใจอยากให้เป็น เตรียมตัวให้พร้อมอย่าให้ฉันขายหน้า” “...ค่ะ” “รู้สึกยังไงล่ะ...งานที่เธอรอคอย...หึ...ร่วมหุ้นตระกูลธนกุลที่มีทรัพย์สินหมื่นล้านได้ง่ายๆ โดยลูกสาวคนเดียวของตระกูลเจริญกุลเอาตัวเข้าแลก” “เฮียชุน! จะว่าก็ว่าหยกคนเดียวเถอะค่ะ อย่าว่าถึงตระกูลของหยกเลย ยังไงเฮียก็ยังนับถือป๊ากับม๊าของหยกใช่ไหมล่ะคะ?” “ใช่! จริงสินะ! ถึงตระกูลดี อบรมลูกดี แต่ลูกสาวไม่ดีก็อยู่ที่ตัวลูกสาวไม่ใช่ตระกูล...ว้าว...เธอก็ดูฉลาดนะเนี่ย” “...ไปทำงานเถอะค่ะ สายแล้ว” ต้นหยกตัดบทกับสามีหนุ่มที่หาเรื่องเธอตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงสาวพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธเคืองกับคำพูดไม่ดีของเขาที่มีต่อเธอ ชุนเห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มพร้อมกับหัวเราะในลำคออย่างชอบใจที่ท่าทีของภรรยาสาวเปลี่ยนไป ดูไม่ใจเย็นเหมือนก่อนหน้า และเขายังมองว่าเธอเริ่มเผยธาตุแท้ของตนเองขึ้นมาแล้ว “ทีหลังก็อย่าแสร้งทำเป็นดีเหมือนนางเอกในละคร...มันน่ารำคาญ” “.......” ชุนพูดจบก็เดินออกจากบ้านไปทิ้งให้ต้นหยกยืนเสียใจกับคำพูดของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าสามีอย่างเขา ความเสียใจเริ่มเกาะกุมเข้าในใจลึกลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็มองว่าเธอเอาตัวแลกเงินและอำนาจอยู่ดี “ไม่เป็นไรนะคะนายหญิง...” “อือ...ไม่ต้องห่วงหรอกอาลี่” “ถึงลี่จะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณผู้ชายถึงทำท่ารังเกียจคุณหนูแบบนั้น แต่ลี่เชื่อว่าสักวันคุณผู้ชายจะมองเห็นในสิ่งที่นายหญิงทำค่ะ” หลังจากที่อาลี่ยยืนมองสถานการณ์อยู่นานก็พูดปลอบใขเจ้านายตนพร้อมกับกุมมือต้นหยกไว้แน่นอย่างเห็นใจ ต้นหยกเองก็หันมายิ้มบางๆ ให้สาวใช้คนสนิทและพยักหน้า อาลี่มองเห็นว่าที่สิ่งที่ต้นหยกทำให้ชุนนั้นเธอทำไปด้วยความรักจริงๆ แต่ชุนกลับคิดเป็นอื่นเสียอย่างนั้น “อ้อ...อาลี่ ช่วงบ่ายไปเดินห้างกัน” “ได้สิคะ ตั้งแต่ลี่มาทำงานอยู่ในตระกูลธนกุล ลี่ยังไม่เคยออกไปไหนเลยค่ะนายหญิง” “เรียกหยกเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียกนายหญิงหรอก” “งั้นเรียกคุณหยกดีกว่าค่ะ เพราะยังไงลี่ก็อายุน้อยกว่า” ต้นหยกยิ้มและพยักหน้าให้สาวใช้ อาลี่ยิ่งแสดงสีหน้าดีใจที่จะได้ออกไปข้างนอกเหมือนเด็กที่แม่อนุญาตให้ออกไปเล่น อาลี่ประคองนายหญิงของตนไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว พร้อมกับตักข้าวต้มให้เธอทาน อาลี่มองดูต้นหยกแล้วยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เพราะตอนแรกเธอคิดว่าเตี่ยเฟยส่งเธอมาดูแลนายหญิงของชุนแล้วนายหญิงจะเป็นคนนิสัยไม่ดีเสียอีก แต่ตอนนี้กลับโล่งใจที่ต้นหยกเป็นคนน่ารักและรักบริวารของตน แถมยังใจดีมากๆ อีกด้วย ไม่ได้ถือตัวอย่างที่คิดไว้เลย หลังทานข้าวเสร็จสองสาวนายบ่าวก็ช่วยกันเก็บจานชามและทำงานบ้าน แม้อาลี่จะห้ามปรามนายหญิงของตนแต่ต้นหยกกลับพูดว่าช่วยๆ กันจะได้เสร็จไวไว และไม่ฟังเสียงปรามของสาวใช้เลย ก่อนที่ทั้งสองจะออกไปเลือกชุดตอนบ่ายอย่างสนุกสนาน แถมต้นหยกยังซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอางให้อาลี่อีกด้วย ทั้งสองสาวเดินเล่นเพลินจนเวลาล่วงเลยมาเกือบจะเย็น ก่อนที่ทั้งสองจะพากันกลับบ้านเพื่อไปเตรียมตัวไปงานเลี้ยงรวมบริษัทของสองตระกูล โดยมีอาลี่คอยช่วยแต่งตัวให้ 16:30 คอนโดของเส้นฟาง ภายในคอนโดหรูที่ถูกตกแต่งไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงและดูทันสมัย ชายหนุ่มนั่งจิบไวน์ไปพร้อมกับคิดอะไรไปพลาง โดยมีหญิงสาวใบหน้าสวยและดูอ่อนหวานไร้เดียงสา แต่รูปร่างของเธอกลับดูอวบอึ๋มเซ็กซี่ไม่หยอกเลยคอยคลอเคลียเขาอยู่อย่างออดอ้อน “พี่ชุนคะ? วันนี้ก็จะไม่ใส่ใจฟางสักหน่อยหรอคะ?” “พี่ก็ใส่ใจอยู่นี่ไงคะ ถึงได้มาอยู่ที่นี่” “เดี๋ยวพี่ชุนก็ทิ้งให้ฟางอยู่คนเดียวอยู่ดี...” “พี่บอกแล้วว่าให้ฟางไปด้วยไงคะ” “ไปดีไหมน้า...” ชุนหันมายิ้มพร้อมกับจับปลายคางมนเชิดขึ้นให้มองหน้าเขา ซึ่งเส้นฟางที่เห็นอย่างนั้นก็ถึงกลับปฏิเสธสายตาคมนั้นได้เลย หญิงสาวหลบสายตาของชายหนุ่มเหมือนหยั่งเชิง ชุนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเหมือนลองใจเขาว่าจะเข้าหาเธอหรือไม่ “ไม่อยากไปหรอคะ?” “ไปในฐานะอะไรล่ะคะ? เมียลับๆ หรือเมียน้อย” “โธ่...โอ๋ๆ นะคะ พี่มีเส้นฟางคนเดียวทั้งใจเลยนะ” “พิสูจน์สิคะ...ตั้งแต่แต่งงานพี่ชุนไม่แตะต้องฟางเลยด้วยซ้ำ ขนาดคืนแรกที่เข้าหออุตส่าห์มาหาฟางยังแค่นอนกอดเลย” เส้นฟางพูดด้วย้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจพร้อมกับยู่หน้ามือกอดอกแล้วหันไปทางอื่น มีหรือที่ชุนจะไม่ง้อเธอ เขาจับไหล่เพรียวทั้งสองข้างให้หันมาทางตน ก่อนจะจ้องมองเข้าไปนัยน์ตาของหญิงสาว “คิดถึงพี่หรอคะ?” “คิดถึงสิคะ คิดถึงจะแย่” ชุนพร้อมอย่างพอใจก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เมื่อเส้นฟางเห็นว่าเขายอมจำนนต่อคำหลอกล่อของเธอก็เกี่ยวแขนเรียวที่คอหนาของชุนทันที ใบหน้าสวยเชิดขึ้นรอรับสัมผัสที่เขากำลังจะมอบให้อย่างเต็มใจ ครืดดดด ครืดดดด ไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสจูบหวานที่รอคอยก็มีเสียงสั่นของโทรศัพท์ชุนดังขึ้น ชายหนุ่มผงะตัวออกเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างขัดใจ ถ้าเป็นสายอื่นเขาจะรีบปิดโทรศัพท์แล้วสานต่อสิ่งที่ค้างไว้ แต่ทว่าปลายสายกลับเป็นผู้ที่มีสิทธิ์เซ็นมรดกและยึดกิจการของเขา เส้นฟางมองหน้าจอนั้นพร้อมกับกลอกตามองบนอย่างไม่พอใจ แล้วยอมผงะตัวเองจากชุนเพื่อให้เขาได้รับโทรศัพท์ “ครับ เตี่ย” ชุนรีบรับสายก่อนจะเดินออกไปคุยริมระเบียง เส้นฟางมองตามหลังชายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก แต่ถ้าเขาไม่รับโทรศัพท์มันอาจจะทำให้เรื่องบานปลายจนทำให้ชุนถูกตัดจากกองมรดกได้ เธอจึงยอมอดกลั้นนั่งจิบไวน์รอเพื่อไม่ให้เป็นผลเสีย (ลื้ออยู่ไหน ไอ้ลูกไม่รักดี) “เตี่ยมีอะไรหรือเปล่า ผมมาธุระข้างนอก” (ธุระของลื้อคือไปขลุกอยู่กับชู้น่ะเหรอ...เสร็จงานแทนที่จะกลับบ้านทำหน้าที่สามี) “เตี่ยพูดธุระของเตี่ยมาเลยดีกว่า ผมไม่อยากฟัง และอีกอย่างเส้นฟางไม่ใช่ชู้ เธอเป็นแฟนผมอยู่ก่อนแล้ว” (ไม่ชู้ยังไง ลื้อแต่งงานแล้วก็ต้องถอยห่างยอมแพ้ไปสิ ไม่ใช่ยังมาถ่างขาให้ลื้ออยู่แบบนี้ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาเลือกทำ) “แล้วผู้หญิงดีๆ ที่ไหนยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินอย่างลูกสะใภ้เตี่ยบ้าง?” (ไอ้ลูกเวร! ทำไมลื้อมันโง่อย่างนี้ มีตาไม่แววเสียชาติเกิดชายชาตรีจริงๆ) “ถ้าเตี่ยแค่โทรมาด่า งั้นผมวางนะ” (ถ้าวางลื้อก็ไม่ต้องมาเรียกอั๊วว่าเตี่ย! กลับบ้านไปรับอาหยกมางานเลี้ยงเดี๋ยวนี้! ถ้าอั๊วโทรไปถามอาหยกอีกทีแล้วลื้อยังไม่ถึงบ้านเห็นดีกับอั๊วแน่!) ชุนขมวดคิ้วแน่นอีกครั้งเมื่อได้ยินที่พ่อของตนพูดเหมือนกับว่าต้นหยกเป็นคนบอกว่าเขายังไม่เข้าบ้าน ภายในใจก็นึกคาดโทษต้นหยกทันทีด้วยความรู้สึกรำคาญ และยังคิดว่าเธอช่างฟ้องและจุ้นจ้านเรื่องของเขา “อ๋อ...ที่เตี่ยรู้เพราะลูกสะใภ้เตี่ยโทรไปฟ้องนี่เอง หึ.....” (ไอหย๋า...ซีซั้วต่าน่า...ลื้อใช้อะไรคิดวะ อาหยกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลื้อเสร็จงานแล้ว ถ้าอั๊วไม่โทรไปอาหยกอีจะรู้ไหม?) “ไม่ต้องมาแก้ตัวแทนลูกสะใภ้สุดที่รักหรอก” (ยังไงก็ต้องไปรับอาหยกมางานพร้อมกัน นี่คือคำสั่ง) “หึ...ได้...ได้เลยครับเตี่ย” (ดีๆ พูดให้มันง่ายอย่างนี้ซีวะ) พูดจบปลายสายก็ตัดสายไป ชุนเหม่อมองออกอย่างไม่มีจุดหมายด้วยสายตามาดร้ายพร้อมกับความคิดที่จะเอาคืนต้นหยกโดยไม่สนใจคำพูดของเตี่ยที่บอกว่าต้นหยกไม่รู้เรื่องด้วย ไม่ว่ายังไงเขาก็จะโยนความผิดทั้งหมดที่ทำให้ชีวิตของเขาเกิดความวุ่นวายขึ้นให้กับเธออยู่ดี เส้นฟางที่นั่งรออยู่ก็เห็นว่าชายหนุ่มเดินออกมาคุยโทรศัพท์นานแล้วจึงเดินออกไปหา ก็เห็นเขายืนเหม่ออยู่เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง เธอจึงเดินเข้าไปกอดชายหนุ่มจากด้านหลังอย่างแนบแน่น ชุนหันไปหาเส้นฟางก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เธอ แล้วจับไหล่เพรียวทั้งสองข้างแน่น ก่อนจะโน้มตัวลงไปมองใบหน้าของหญิงสาวชัดๆ สายตาคมดูดุดันกว่าปกติที่เธอเคยเห็น “ไปแต่งตัว...แล้วไปกับพี่” “คะ? ...ตอนนี้เลยหรอคะ?” . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD