บทที่ 3 งานแต่งที่ไร้หัวใจ

1732 Words
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่า ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลย เจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน “ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน “เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น “ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา เมื่อเหลือบไปเห็นหน้าของลูกสาวก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างหนัก “ดูหน้าเจ้าสาวสิ ทำไมหน้าดูไม่มีความสุขอย่างนี้ ฉันสงสารลูกจังเลยคุณ” เจ้าสัวเหลือบมองไปยังเจ้าสาวที่ยืนเคียงข้างกับเจ้าบ่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาก็สะท้านใจ เขารู้ว่าลูกสาวต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่เขาไม่มีทางเลือกจริง ๆ ธีรภัทรในชุดสูทสีดำสง่างามยืนอยู่ข้างเธอ มือของเขาประสานกับมือของเธอหลวม ๆ ท่ามกลางสายตาของแขกในงานที่จับจ้องมองด้วยความสนใจ หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงหุ่นเชิดในละครที่ถูกกำกับให้เดินตามบทบาทที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง “เจ้าสาวสวยมากเลยนะครับคุณธีร์” แขกคนหนึ่งกล่าวชื่นชม ธีรภัทรแค่ยิ้มบาง ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่บีบมือของพิมพ์ดาวเบา ๆ ราวกับจะเตือนให้เธออยู่ในบทบาทของตัวเอง งานแต่งนี้ไม่มีความโรแมนติก ไม่มีคำสาบานรัก ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มจริงใจจากเจ้าบ่าว มีเพียงพิธีการที่ถูกจัดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเขาและเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเธอเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่พิธีกรประกาศให้เจ้าบ่าวกล่าวคำพูดขอบคุณแขกในงาน "แขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ" เสียงของพิธีกรดังขึ้น "เจ้าบ่าวของเราอยากจะกล่าวอะไรกับเจ้าสาวของเขาสักหน่อย" พิมพ์ดาวชะงัก หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวล เธอไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร แต่จากท่าทีของเขา คำพูดนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่เธออยากฟังแน่ ธีรภัทรก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยท่าทีมั่นใจ เขาหยิบไมโครโฟนขึ้นมาและกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างสุขุม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้” เขาหยุดเล็กน้อย รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่มันไม่ได้อบอุ่นเลยแม้แต่น้อย "ผมรู้ว่าหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงแต่งงานครั้งนี้" เขาเริ่มพูด น้ำเสียงเรียบเย็น "แต่ความจริงแล้ว... ผมไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก" เสียงซุบซิบของแขกดังขึ้นทันที พิมพ์ดาวรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดผ่านหัวใจเธอ เธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่แรงกดดันจากทุกสายตาที่มองมาทำให้เธอแทบทรุดลงไปตรงนั้น "ผมแต่งงานเพราะ... มันเป็นสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบ" ธีรภัทรกล่าวต่อ ดวงตาคมกริบของเขามองเธอแน่วแน่ "เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคาดหวังอะไรจากผมมากนักนะ พิมพ์ดาว" ประโยคนั้นดังก้องในโสตประสาทของเธอ ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ พิมพ์ดาวกำมือแน่นเพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้ตัวสั่น ธีรภัทรยังคงพูดต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน “ผมเห็นว่าเธอและครอบครัวของเธออยู่ในสถานการณ์ลำบาก และผมมีวิธีช่วย ดังนั้นการแต่งงานนี้จึงเกิดขึ้น” เขาหันไปสบตาเธอโดยตรง “มันเป็นเพียงข้อตกลง ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น” เมื่อได้ยินสิ่งที่พูดออกมาจากปากเจ้าบ่าว เจ้าสัวและภรรยาที่ยืนยิ้มในตอนแรกก็ต้องรีบหุบยิ้มทันที ทั้งสองคนทำหน้าไม่ถูกเมื่อมีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตัวพวกเขา สลับกับเจ้าสาวเป็นสายตาที่บ่งบอกถึงการเหยียดหยามอย่างที่สุด เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากบางมุมของงาน พิมพ์ดาวกำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือตัวเองเพื่อระงับอารมณ์ เธอรู้สึกเหมือนถูกทำให้เป็นตัวตลกในวันสำคัญของตัวเอง เสียงคน ๆ หนึ่ง ตะโกนขึ้นไปบนเวที “ถ้ารู้ว่าตระกูลวรากรยอมรับข้อเสนอแบบนี้ด้วย ผมคงรีบติดต่อเจ้าสัวก่อนคุณธีรภัทรแล้ว แต่เงินผมไม่ได้เยอะเท่าคุณธีร เพราะฉะนั้นอาจจะไม่ได้จัดงานแต่ง แต่แค่ได้ใกล้ชิดชั่วคราวก็เท่านั้นนะครับ” เมื่อจบประโยคนั้น ชายคนนั้นและเพื่อน ๆ พร้อมกับแขกหลายคนก็หัวเราะเยาะออกมา พิมพ์ดาวกะพริบตาถี่ ๆ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ‘ทำไมเขาต้องพูดออกสื่อแบบนี้’ เธอถามตัวเอง ‘ทำไมต้องเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันขนาดนี้’ หลังจากลงจากเวที พิมพ์ดาวเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงทันทีโดยไม่รอใคร เธอไม่สนว่ามันจะดูเสียมารยาทแค่ไหน เธอรู้แค่ว่าเธอทนอยู่ตรงนั้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เธอเดินไปตามทางเดินของโรงแรม หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธและความอับอาย ก่อนที่มือใหญ่ของใครบางคนจะคว้าแขนเธอไว้จากด้านหลัง “คุณจะไปไหน” ธีรภัทรถามเสียงเรียบแต่แฝงด้วยแรงกดดัน “ไปให้พ้นจากคุณไง!” เธอสบตาเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว แต่ในใจกลับรู้สึกสั่นไหว ธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกระซิบเสียงเย็น "อย่าทำให้เรื่องยุ่งยากกว่านี้ พิมพ์ดาว" เธอจ้องหน้าเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวด "ฉันมันน่าสมเพชขนาดนั้นเลยใช่ไหม? จนคุณต้องมาพูดเหยียดฉันต่อหน้าคนทั้งงานแบบนี้!" เขาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกระตุกแขนเธอเบา ๆ ให้เดินตามเขาไป "คืนนี้ยังอีกยาวไกล อย่าดื้อ" เมื่อกลับเข้ามาถึงในห้อง พิมพ์ดาวก็ได้ยินเสียงแขกกลุ่มหนึ่งกำลังพูดถึงเธอกับครอบครัวอยู่ “ก็ว่าทำไมแต่งงานเร็ว ที่แท้ก็เรื่องเงินสินะ” “น่าสงสารคุณธีร์จริง ๆ ต้องแต่งเพราะความรับผิดชอบ” “ผมก็อยากจะแต่งเพราะความรับผิดชอบกับเจ้าสาวที่สวยแบบนี้เหมือนกันนะครับ” “แล้วคุณมีเงินเท่ากับคุณธีร์หรือเปล่าหล่ะ ได้ข่าวว่าหนี้สินฝั่งนั้นมีไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน” “โห ถ้าแต่งผู้หญิงแค่คนเดียวต้องเสียถึง 100 ล้าน ต่อให้สวยแค่ไหน ผมก็ไม่เอาหรอกครับ เอาเงินไปซื้อดาราตัวท๊อปมานอนกอดเล่นดีกว่า เปลี่ยนได้ทุกวัน” “ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณเนี่ยช่างพูดจริง ๆ” ธีรภัทรสังเกตเห็นพิมพ์ดาวมองตรงไปที่คนกลุ่มนี้ เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขากำลังพูด ปากก็กระตุกยิ้มขึ้นมาทันที ชายหนุ่มไม่รอช้าจูงมือเจ้าสาวตรงเข้าไปในกลุ่มทันที “สวัสดีครับ ขอบคุณทุกคนนะครับมาร่วมงานแต่งผมกับคุณดาวในวันนี้” เสียงทุ้มดังขึ้น ปลุกให้วงซุบซิบของไฮโซนี้รีบหยุดปากลงทันที ทุกคนหันหน้ามาหาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “ยินดีด้วยนะครับ คุณธีร์ เจ้าสาวสวยจริง ๆ แต่สินสอดแพงไปหน่อยนะครับ” ทุกคนพยักเพยิดกันอย่างขำ ๆ ในขณะที่พิมพ์ดาวได้แต่ก้มหน้าไม่กล้ามองหน้าใคร พร้อมกับกำมือแน่น ธีรภัทรรู้ว่าหญิงสาวรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ แต่นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เขาหันไปมองหน้าเจ้าสัวพิชิตและภรรยาที่ตอนนี้ยืนทำหน้าเสีย ในขณะที่มือก็กำไว้แน่นเพื่ออดทนให้งานนี้ผ่านไปให้เร็วที่สุด เมื่อชายหนุ่มเห็นเช่นนั้น ก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างชั่วร้าย ‘อย่าเพิ่งอกแตกตายกันไปก่อนหล่ะ นี่มันเพิ่งเริ่มต้น’ เมื่อถึงเวลาส่งตัว เจ้าสาวต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนหอตามธรรมเนียม แต่สำหรับพิมพ์ดาว ทุกอย่างดูเหมือนเพียงพิธีกรรมที่ไร้ซึ่งความหมาย เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของค่ำคืนอันเลวร้ายที่เธอไม่สามารถหลีกหนีได้ พ่อแม่ของเธอยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจ แม่ของพิมพ์ดาวพยายามฝืนยิ้มแม้ดวงตาจะคลอไปด้วยน้ำตา “ฝากลูกสาวเราด้วยนะ” เสียงของแม่แผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความหมาย ธีรภัทรเหลือบมอง ก่อนจะพยักหน้ารับเพียงนิด ไม่มีแม้แต่คำพูดใด ๆ ตอบกลับมา บรรยากาศเงียบงันและน่าอึดอัด ทันใดนั้น เขายื่นมือมาคว้าข้อมือของพิมพ์ดาว ดึงเธอให้เดินตามเข้าไปด้านใน “เจ็บนะ!” พิมพ์ดาวพยายามสะบัดแขนออก แต่แรงของเขาแน่นหนาเหมือนกุญแจมือ “อย่าดื้อ” ธีรภัทรโน้มหน้าลงมากระซิบเสียงเข้ม “คุณไม่อยากให้คืนนี้แย่ไปกว่านี้ใช่ไหม?” พ่อของพิมพ์ดาวขยับตัวเข้ามาหมายจะห้าม แต่ธีรภัทรหันไปมองด้วยสายตานิ่งเฉย ราวกับไม่ได้รู้สึกผิดหรือเห็นความสำคัญของใครเลย แม่ของเธอกลั้นน้ำตาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ขณะที่พ่อของเธอกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาบนหลังมือ “ทำไมเขาถึงทำกับลูกเราแบบนี้…” พ่อพึมพำเบา ๆ อย่างข่มอารมณ์ คืนนั้น ครอบครัวของพิมพ์ดาวจากไปด้วยความเจ็บช้ำ ขณะที่ตัวเธอเองต้องเผชิญหน้ากับชีวิตแต่งงานที่ไร้หัวใจเพียงลำพัง—ชีวิตที่เธอไม่เคยต้องการเลยแม้แต่น้อย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD