อาเฟิ่งนั่นเอง

1931 Words
“คิดสิ่งใดอยู่รึเฟิ่งเอ๋อร์” ผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าและแววตาของนางดู ‘เจ้าเล่ห์’ แบบแปลกๆหากผู้ใดคิดว่านางจะใสซื่อเหมือนดวงตากลมโตที่คอยใช้หลอกล่อก็คงคิดผิด “กำลังคิดว่าจะใช้สิ่งใดทาหน้าตาให้ดูเหมือนบุรุษดี” พี่ชายตกใจกับคำพูดนั้นอย่างแรง ความคิดสงสารก่อนหน้าหายวับไปกับตา “เจ้ายังคิดที่จะตามข้าไปอยู่รึ?” “เป็นเช่นนั้น..พี่ใหญ่ว่าข้าควรจะปิดหน้าปิดตาไปดีหรือไม่?” เจ้าหยางหลงเหลือกตามองบน “มิใช่ว่าท่านแม่กล่าวเตือนเจ้าไว้มิใช่รึ? ว่าถ้าหากเจ้าออกจากเมืองหลวงไป ขากลับมาเจ้าจะต้องไปสำนึกตนบนอารามแม่ชีซงกวนเท่ากับเวลาที่เจ้าไม่อยู่” เริ่มขมวดคิ้ว “เผื่อจะถึงยามนั้นก็อีกตั้งสองปี แล้วพี่คิดว่าถ้าหากท่านแม่ให้ข้าไปอยู่ที่อารามซงกวน แล้ววันปักปิ่นข้าเล่า?..ทุกคนจะขึ้นไปปักปิ่นบนอารามรึ? แหล่งที่อยู่ของนักบวชมากมายข้าว่ามันคงจะยิ่งวุ่นวาย5555ไปสำนึกตนหรือบวชเป็นชีก็ต้องทำตามกฎของอารามอย่างเคร่งครัดแล้วผู้ใดจะอนุญาตให้ข้าลงมาแต่งกายสวยงามรอวันปักปิ่นจนเสร็จก็ขึ้นไปบวชชีต่อกันเล่า” นางเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ เจ้าหยางหลงคิดตามคำพูดนาง ยามนี้พวกเขาสิบเอ็ดหนาว ขึ้นไปร่ำเรียนวิชาสองปีถ้ากลับลงมาคงจะเกินสิบสามหนาวและพอถึงสิบห้าหนาวนางก็ต้องปักปิ่นเตรียมพร้อมเป็นสตรีที่สามารถจะออกเรือนได้ เขาหรี่ตามองน้องสาว ‘นางคงคิดมาแล้ว’ ว่าเวลามันช่างพอดี “หรือถ้าหากข้าอยู่บนอารามสองปีจริงแน่นอนว่าข้าจะไม่มีชายใดกล้ามาสู่ขอแน่ๆ..พี่คิดว่าท่านแม่กับท่านพ่อจะยอมได้รึ?” นางหัวเราะเสียงดังลั่น “ไหนๆข้าก็บอกท่านแม่กับท่านพ่อแล้วว่าข้าจะปลอมตัวเป็นชายแล้วไปกับพี่…ข้าก็จะทำแน่ๆ” ตบไหล่พี่ชาย ปุๆๆ!!! “ระหว่างนี้อย่าเสียเวลาคิดเรื่องอื่นเลยนะ พี่มาช่วยข้าคิดเรื่องแต่งเป็นบุรุษยังไงไม่ให้ถูกจับได้จะดีกว่า” ไร้คำจะกล่าวต่อ…. ‘ข้าหนีน้องสาวผู้นี้ไปไหนไม่พ้นจริงๆ’ ๑-------------------๑ สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้คือวันที่รัชทายาทเจ้าอี้หลิง เจ้าหยางหลงต้องเดินทางขึ้นไปร่ำเรียนฝึกวิชาที่สำนักศึกษาบนเขาไท่ซานโดยมีองครักษ์กงลี่เป็นผู้พาไป ทั้งสามคนตกลงกันว่าจะขี่ม้าเดินทางไปเรื่อยๆ ในอกเสื้อของรัชทายาทมีจดหมายฝากฝังตัวบุตรชายและหลานชายเข้าร่วมศึกษาในสำนัก ระหว่างทางใกล้ๆกันกับตีนเขา ทั้งสามคนมองเห็นบุรุษรูปร่างผอมบางสองคนนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำหนึ่งตัวและสีน้ำตาลหนึ่งตัวความคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบคนที่มีท่าทางเช่นนี้ที่ใดมาก่อนผ่านเข้ามาในสำนึก เจ้าหยางหลงขมวดคิ้วแน่น ‘จะว่าไปเมื่อครึ่งชั่วยามที่ออกมาจากวังหลวงตัวเขาไม่พบเห็นน้องรอง’ ตาคมมองคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวสีน้ำตาลมีห่อผ้าห่อใหญ่วางพาดตรงก้นม้าอย่างสำรวจ บุรุษตรงหน้ายิ้มหวานละมุนแก้มข้างขวามีรอยบากคล้ายๆรอยคมมีดพาดยาวขึ้นไปจนถึงหางตา สีผิวนอกร่มผ้ารับรู้ได้ว่ามิใช่คนผิวขาวแต่ที่น่าสงสัยคือแววตาฉ่ำน้ำ กลมโตมองอย่างไรก็คล้าย ‘น้องรอง’ “เฟิ่งเอ๋อร์!!!” เจ้าหยางหลงตะคอกเสียงดังลั่น “แหะๆๆๆ ข้าเอง” เจ้าเฟิ่งเซียนยิ้มแหยๆ “ข้ามาดักรอพี่เพื่อจะขึ้นเขาไปด้วย” “_” สีหน้ารัชทายาท “_” สีหน้าองครักษ์กงลี่ที่มิรู้จะกล่าวออกมาเป็นคำใด หันมองสาวใช้นามหว่าหวาที่ยามนี้กลายเป็นบุรุษคิ้วเข้มไปเสียแล้ว แม้ทั้งคู่จะดูเผินๆไม่คล้ายสตรีแต่เรื่องนี้จะปิดได้นานเท่าใดกัน “ข้ามิรู้จะสรรหาคำใดมาด่าเจ้าดี!!” เจ้าหยางหลงโมโห “ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าจะไปด้วย สามวันมานี้ข้ามิเห็นว่าพี่จะมาช่วยข้ากระทำสิ่งใดแม้เพียงนิด ข้ากับพี่หว่าหวาก็เลยไปหาสมุนไพรมาทาผิวเอง จัดการทำผมแต่งหน้าท่าทางกันเองทั้งนั้น” เฟิ่งเอ๋อร์ในคราบบุรุษหน้าบากตัวบางแต่งกายด้วยชุดสีดำอธิบายยาวเหยียด “แล้วเจ้าลักลอบออกมาจากวังรึ” รัชทายาทผู้มากวัยกว่าหนึ่งปีเอ่ยถาม “หาใช่ลักลอบ เรื่องนี้ข้าบอกกับท่านพ่อหย่งเซิงแล้ว” คนหน้าบากยิ้มกว้าง สองบุรุษรุ่นเยาว์หันมององครักษ์คนสนิทของท่านพ่อ ขวับ!!! กงลี่หน้าดำคร่ำเครียดเพราะว่าเขามิรู้เรื่องนี้จริงๆ “กระหม่อมมิทราบพะยะค่ะ” “ท่านอากงลี่มิเกี่ยวข้องเพราะข้าบอกท่านพ่อก่อนที่จะออกมาจากวังเพียงแค่ชั่วจิบชา(3นาที) ท่านพ่อเพียงนิ่งอึ้งมิพูดสิ่งใด มิได้ห้ามปราม ข้าก็ควบม้าออกมาเลย ป่ะเราขึ้นเขากันเถิดพี่ใหญ่” ท่าทางนางดูตื่นเต้นมากแต่เมื่อมองผู้ร่วมเดินทางกลับมิได้อยากตื่นเต้น ไม่มีคำพูดตอบรับใดๆออกมาจากสามคน เจ้าเฟิ่งเซียนจึงหันหน้าควบม้าเหยาะๆ เดินขึ้นเขาและในจังหวะนั้นเอง กุบกับๆๆๆ ฮี้ๆๆๆ เสียงควบม้าหลายตัวดังมาจากทิศทางด้านหลังพร้อมกับเสียงบุรุษแปลกหน้าดังขึ้น “นั่นกงลี่ใช่หรือไม่!!!” ผู้กล่าวมีรูปร่างสูงโปร่งหนวดเครายาวเลยปลายคางลงมา คาดเดาอายุคงจะมากกว่าสี่สิบปีมีกลุ่มคนด้านหลังเป็นบุรุษหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสีขาวปักตราสำนักไท่ซาน คาดว่าคงจะเป็นเหล่าลูกศิษย์ขั้นสูงกับท่านอาจารย์ กงลี่จดจำท่านอาจารย์ยี่ปั๋ว อาจารย์อาวุโสผู้สอนวิชาตัวเบาเหยียบเมฆาให้กับชินอ๋องและจวิ้นอ๋องเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วได้มิเคยลืม “กงลี่คาราวะท่านผู้อาวุโสขอรับ” “ใช่จริงๆด้วยข้าได้ข่าวว่าจะมีรัชทายาทกับองค์ชายเข้ามาร่วมฝึกวรยุทธ์บนเขาไท่ซานก็คิดอยู่แล้วว่าถ้ามิใช่เจ้ามาส่งก็คงจะเป็นฝูจิน มาๆควบม้าตามกันมาจะได้มิเสียเวลา” ผู้อาวุโสขึ้นนำและตามมาด้วยกงลี่ที่ควบม้าเยื้องอยู่ด้านข้าง “ไหนเล่าผู้ใดมีนามว่าอะไร” “ขอรับ” กงลี่ผายมือไปด้านหลังฝั่งซ้ายมือ “นั่นคือรัชทายาทเจ้าอี้หลิงปีนี้สิบสองชันษาขอรับข้างๆกันนั้นคือองค์ชายเจ้าหยางหลงสิบเอ็ดชันษาขอรับ” ท่านอาจารย์ยี่ปั๋วมองสองหนุ่มน้อยแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อืมมม หน่วยก้านดี ลำตัวสูงใหญ่ไม่ถึงสองปีกำลังภายในเพิ่มขึ้นแน่ๆ” สายตาผู้มากวัยมองเลยไปด้านหลังที่เจ้าเฟิ่งเซียนกับสาวใช้หว่าหวานั่งบนหลังม้ามองดูอยู่ “แล้วหนุ่มน้อยตัวบางด้านหลังเล่าเป็นองครักษ์แล้วรึ” เจ้าเฟิ่งเซียนสะดุ้งตกใจหันมองพี่ใหญ่ หัวใจเต้นกระหน่ำในหัวครุ่นคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว นางรู้ว่าท่านลุงกับท่านพ่อฝากฝังเพียงแค่พี่อี้หลิงและพี่ใหญ่ของนางเท่านั้น ‘จะทำเช่นใด?’ เด็กหนุ่มหน้าบากหยุดคิดเพียงครู่และพูดออกมาเสียงดังฟังชัด “ข้าน้อยมีนามว่าอาเฟิ่งเป็นหลานชายของท่านอากงลี่ขอรับ” เจ้าตัวพยายามทำเสียงเข้มออกมาเต็มที่ กงลี่ทำหน้าเหวอออกมากับคำพูดของเจ้าเฟิ่งเซียนผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงแห่งจวนอ๋องแต่ยามนี้กลับกลายมาเป็นหลานชายของเขา “ข้าขอร่วมเดินทางมาพร้อมกับท่านอาถึงแม้ว่าข้าอยากจะร่วมร่ำเรียนกับรัชทายาทและองค์ชายมากเพียงใดก็หากระทำได้ไม่ สถานศึกษาแห่งนี้มีเพียงบุตรขุนนาง บุตรของผู้ร่ำรวยหาใช่เป็นเพียงบุตรสามัญชนเช่นข้า” หนุ่มน้อยหน้าบากก้มหน้าลงจนชิดอก “เมื่อส่งทั้งสองพระองค์เสร็จเรียบร้อยแล้วข้าก็คงจะขอตัวกลับกับท่านอาเลยขอรับ..จะมิขออยู่ที่นี่นานแน่นอน” เสียงทุ้มต่ำของเด็กหนุ่มหน้าบากเงียบลง เรียกคะแนนความสงสารในใจผู้คนที่ร่วมรับฟังได้มากมาย ‘เจ้าเฟิ่งเซียนก็คาดหวังเช่นนั้น’ ------------๑------------ จบคำของ ‘อาเฟิ่ง’ ท่านอากงลี่ รัชทายาทเจ้าอี้หลิง องค์ชายเจ้าหยางหลงและสาวใช้ผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง กงลี่:เหตุใดถึงต้องเอาหัวของกระหม่อมไปพาดคมกระบี่ของท่านอ๋องเช่นนี้ขอรับ เจ้าหยางหลง:ข้าอยากจะเอาหน้าหล่อๆมุดแผ่นดินหนีเสียจริง เจ้าอี้หลิง:หึหึหึ…หันหน้าหนีไปทางอื่น สาวใช้หว่าหวา:ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ กลุ่มของท่านอาจารย์ยี่ปั๋วหลายคนที่ได้ยินต่างก็มิมีผู้ใดเอ่ยคำออกมาแม้เพียงนิด เสียงควบม้ายังคงดังกึกก้องตามกันไปเป็นเส้นสายขึ้นภูเขาร่วมครึ่งชั่วยามเบื้องหน้ามองเห็นป้ายสำนักไท่ซานโดดเด่นเป็นสง่าพื้นที่บนภูเขาแห่งนี้ช่างปลอดโปร่งโล่งสบายเสียจริง แอ้ดดด!!!!! “คาราวะผู้อาวุโสยี่/คาราวะผู้อาวุโสยี่!!” เสียงลูกศิษย์ผู้รับหน้าที่เฝ้าเวรหน้าประตูดังขึ้น “อืม” ผู้ถูกเรียกนามทำเพียงแค่ตอบรับและควบม้าเข้าไปด้านใน ตามด้วยผู้มาเยือนและลูกศิษย์นับสิบคน กุบกับๆๆๆ ระหว่างทางเดินที่ควบม้าผ่านผู้ร่วมเดินทางมาใหม่ทุกคนต่างมองเห็นอาคารที่พักมากมาย พื้นที่โล่งกว้างสำหรับฝึกยุทธ์และน้ำตกไกลลิบๆ อาณาเขตขอบรั้วยาวสุดแนวเขามิสามารถมองเห็นที่สิ้นสุดในสายตา ต้นไม้สูงใหญ่มากมายคอยให้ร่มเงา ‘ช่างเป็นสถานที่ที่ดีมากจริง’ เหล่าองค์หญิงองค์ชายต่างมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม นอกวังหลวงช่างตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ๑-------------------๑ ในห้องโถงรับรองประจำสำนัก ด้านหน้าของทุกคนคือเจ้าสำนักไท่ซาน ‘ซวงซางเอ้อ’ ผู้อาวุโสสูงวัยสีผมขาวโพลนที่ยามนี้กำลังอ่านจดหมายกระดาษสีทองเหลืองพร้อมกับเงยหน้ามองเด็กหนุ่มผู้มีรายชื่อทั้งสองคน “ตกลงข้ารับพวกเจ้าเป็นศิษย์ในสำนัก วันพรุ่งนี้เริ่มต้นเรียนกำลังภายในขั้นพื้นฐานแบบถูกต้อง ลมปราณจะได้คืบหน้า” “ขอบพระคุณขอรับ/ขอบพระคุณขอรับ” สององค์ชายคำนับอย่างนอบน้อม “แล้วเด็กหนุ่มหน้ามนสองคนด้านหลังนั้นเล่า” เจ้าสำนักมองหนึ่งคนคิ้วหนา หนึ่งคนมีรอยแผลบนหน้าอย่างแปลกใจ “นั่นคืออาเฟิ่งหลานชายของกงลี่ขอรับท่านเจ้าสำนัก” ท่านอาจารย์ยี่ปั๋วผู้นั่งร่วมมาด้วยตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้นมา “ข้าเห็นว่าเด็กสองคนนี้มีความมุ่งมั่นที่อยากจะร่ำเรียนวรยุทธ์จึงอยากจะขอให้พวกเขาทั้งสองร่วมเข้าเรียนในสำนักด้วยขอรับ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD