เจ้าเฟิ่งเซียนได้ฟังทั้งตกใจ ดีใจปะปนกันไปหมดทั้งๆที่คราแรกนางถอดใจไปแล้วเมื่อเห็นว่าท่านอาจารย์ยี่ปั๋วมิได้พูดกล่าวสิ่งใดอีกจนมาถึงสำนัก..แต่แล้วเรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ นางก้มหน้าลงลอบยิ้ม
“เช่นนั้นรึ” เจ้าสำนักหันมองกงลี่ “ข้ามิเห็นเคยรู้ว่าเจ้ามีลูกหลาน?”
กงลี่ขมวดคิ้วมุ่น ‘หากไม่ยอมรับจะกลายเป็นว่าองค์หญิงโกหกแต่หากยอมรับก็คือต้องโกหกเจ้าสำนัก’ ทางใดก็มิพ้นโกหกเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้อง “ขอรับทั้งคู่เป็นบุตรของพี่ชายที่เข้ามาทดสอบรอเป็นทหารยาม อยู่ในวังหลวงคอยเป็นคู่ซ้อมให้รัชทายาทกับองค์ชายประจำขอรับ”
ขวับ!!! รัชทายาทเจ้าอี้หลิง “_”
ขวับ!!! องค์ชายเจ้าหยางหลง “_”
ทั้งหมดกลายเป็นผู้ร่วมขบวนการโกหกของเจ้าเฟิ่งเซียนทั้งสิ้น ส่วนเจ้าของเรื่องกลับนั่งไหล่สั่นกลั้นอาการสุดใจ ‘ก็ไม่รู้ว่ากลั้นหัวเราะหรือร้องไห้'
“เช่นนั้นก็ให้อยู่คอยรับใช้และร่ำเรียนด้วยกันที่นี่เถิด ตัวข้ามิใช่คนมากเรื่องมากความอันใด เห็นเด็กหนุ่มใฝ่เรียนย่อมสนับสนุน”
“ขอบพระคุณมากขอรับ” กงลี่ค้อมหัวลง
เจ้าเฟิ่งเซียนยิ้มเต็มหน้ารีบกล่าว “ขอบพระคุณขอรับ”
“ขอบพระคุณขอรับ” หว่าหวาค้อมหัวกล่าวเสียงทุ้ม
ท่านเจ้าสำนักมองเด็กหนุ่มตัวผอมทั้งคู่ “เจ้าหนุ่มหน้าบากชื่อว่าอาเฟิ่งแล้วอีกคนหนึ่งเล่าชื่อใด?”
หว่าหวาหันมองเจ้าเฟิ่งเซียนทันที เรื่องนี้นางมิทันได้คิดเพราะแค่เรื่องปลอมตัวให้แนบเนียนกับเปลี่ยนน้ำเสียงก็แทบจะเกินกำลังแล้ว
สุดท้ายความหนักใจก็ได้เจ้าเฟิ่งเซียนเป็นผู้ตอบให้โดยมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน “พี่ชายข้ามีนามว่าอาหว่างขอรับ” พยายามทำเสียงทุ้ม
ขวับ!!!! หว่าหวาหันหน้ามาอย่างรวดเร็วในใจร้องคราง ‘หะ’
“55555” เจ้าหยางหลงเงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมิรักษากิริยาอาการ ‘เหตุใดจึงตั้งนามน่าขันเช่นนี้เล่าน้องรอง’ “555”
ทุกคนต่างพากันมองเจ้าหยางหลงแม้ในใจอยากจะหัวเราะร่วมด้วยมากเพียงใดแต่ก็อดสงสารเด็กหนุ่มที่ชื่ออาหว่างไม่ได้
หว่าหวาหน้าแดงก่ำนางอยากจะหยิกคุณหนูจนเขียวช้ำยิ่งนัก เหตุใดถึงมาตั้งชื่อนางว่าอาหว่าง ‘หว่างขารึเจ้าคะ?’ L
ท่านเจ้าสำนักอมยิ้มกล่าวถามย้ำกับกงลี่ “หลานเจ้าชื่ออาหว่างรึ”
ผู้ถูกถามทำเพียงแค่พยักหน้ายิ้มๆไหล่สั่นไหว คล้ายตอบรับแต่ก็ไม่พูดปฏิเสธ
“55 อาหว่างก็อาหว่าง..เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าไปพักผ่อนกันก่อนเถิดเรื่องพรุ่งนี้ไว้ค่อยพูดคุยกันอีกครั้ง” เจ้าสำนักอาวุโสลูบเครานิ่งคิดก่อนจะหันไปหาอาจารย์ยี่ปั๋ว “ให้อาจารย์ปั๋วช่วยพาไปที่เรือนพักเถิด จัดตามจำนวนลูกศิษย์ให้อยู่ร่วมกันในป่าไผ่”
“ขอรับท่านเจ้าสำนัก”
“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนขอรับ” เป็นกงลี่ที่เอ่ยนำขึ้นมา
“อืม..เชิญตามสบายเถิดพบกันวันพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00)” เจ้าสำนักผายมือ จนทุกคนเดินออกไป ‘ช่างเป็นองค์หญิงที่แก่นแก้วเสียจริง’ มิใช่ว่าเจ้าสำนักเช่นเขาจะมิเคยเข้าวังหลวงเสียเมื่อไหร่ จำได้ว่าหลายปีก่อนตัวเขานั้นเดินทางไปหาพี่สาวในแคว้นจินขากลับได้กุหลาบพันปีมาสองดอกจึงนำมาถวายแก่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ในอดีตนั้นเคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ระหว่างทางที่เดินตามขันทีเจากงกงไปนั้นบังเอิญไปพบเจอกับฝาแฝดชายหญิงวิ่งเอาดาบไม้ฟาดฟันกันทั่วสวนหลวง ยามนั้นเจ้าสำนักซวงซางเอ้อหยุดยืนมองและสอบถามกับขันทีจึงได้ทราบว่าฝาแฝดคู่นั้นเป็นบุตรขององค์ชายรองและองค์ชายสาม จำได้ว่าเด็กน้อยผู้นั้นดวงตากลมโตเหมือนมีน้ำคลอเคลียอยู่ตลอดเวลาช่างจับใจผู้พบเห็นมิรู้ลืมทั้งๆที่เป็นเพียงองค์หญิงน้อยตัวอ้วนกลม ‘รอยบากด้านขวาคงจะใช้ปกปิดไฝชาดเม็ดเล็กๆสะดุดตานั่นกระมัง’ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะปกปิดได้จนรอดพ้นสองปีหรือไม่? ‘อาเฟิ่ง’ เจ้าสำนักหัวเราะเบาๆในลำคอจิบชามองผ่านหน้าต่างด้วยรอยยิ้ม
๑-------------------๑
ในกระท่อมหลังสุดท้ายของแนวทิวไผ่
“555555/55555/5555” เด็กหนุ่มสองคนและหนึ่งองครักษ์เงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น เจ้าเฟิ่งเซียนนั่งหน้ามุ่ยแถมด้วยหว่าหวายืนรินชาหน้านิ่งอยู่ข้างๆ
“ถ้าพวกท่านจะหัวเราะกันขนาดนี้ ข้าจะไม่พูดอะไรต่อแล้วนะเจ้าคะ” เจ้าเฟิ่งเซียนในคราบหนุ่มหน้าบากเริ่มโมโห ตอนแรกกะจะพูดเรื่องห้องพัก เรื่องวังหลวงแต่พวกเขาหัวเราะนางไม่ได้หยุด
เจ้าหยางหลงเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วกลั้นเสียง อึ่กๆ “ก็พูดมาเลยเถอะผู้ใดขัดเจ้ากัน..หึหึหึ”
นางทำหน้าเอือมระอาแต่ก็พูด “ข้ากับพี่หว่าหวาจะนอนร่วมกันทางห้องฝั่งซ้าย” ชี้ไปทางซ้ายมือ
“ไม่ใช่ ‘อาหว่าง’ เรอะ?” กงลี่แซว เรียกเสียงหัวเราะอีกหนึ่งรอบ
“5555/555”
“พวกท่านจะสนใจเรื่องชื่ออาหว่างทำไมหนักหนากัน พี่หว่าหวาเจ้าของชื่อยังไม่ด่าว่าอันใดข้าเลย” หันมองหว่าหวา “ใช่หรือไม่?”
เจ้าของชื่อ ‘อาหว่าง’ มีสีหน้ามืดครึ้มกรอกน้ำชาร้อนลงคอไม่หยุดหัวคิ้วเข้มจากการเขียนเพิ่มขมวดมุ่น นางมิรู้ว่าจะตอบสิ่งใดให้คุณหนูฟังดีระหว่างความจริงกับเรื่องโกหก..จึงทำเพียงแค่เงียบ
“นั่นไงพี่หว่าหวาไม่ว่า แต่ช่างเรื่องชื่อก่อน” เจ้าเฟิ่งเซียนเรียกกงลี่ต่อ “ท่านอากงลี่ ท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านพ่อทั้งสองและท่านแม่คนงามของข้าจะทำโทษท่านเพราะข้าบอกกล่าวท่านพ่อหย่งเซิงและเขียนข้อความบอกท่านแม่แล้ว”
แม้จะยังมิค่อยเชื่อนักแต่ก็ยังพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี” กงลี่มองออกไปด้านนอกเห็นองครักษ์ฉางหยุนของรัชทายาทและองครักษ์ฟงอีขององค์ชายเดินตรวจตรารอบๆบริเวณก็ให้สบายใจ “ข้าก็หวังว่าคุณหนูจะไม่.”
“เดี๋ยวๆ ทุกคนควรจะเรียกข้าว่าอาเฟิ่งคงจะดีกว่า” หันไปหาหว่าหวา “ใช่หรือไม่พี่หว่าง”
พรวด!!!!! น้ำชาพุ่งออกจากปากพี่หว่างของอาเฟิ่งอย่างแรงจนน้ำกระสาดกระเซ็นไปหมด บุรุษในห้องต่างหันหน้าหนีกลั้นหัวเราะ แล้วคำพูดคล้ายจำยอมก็ออกมาจากปาก ‘อาหว่าง’
“ข้าเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นมิได้แล้วใช่หรือไม่อาเฟิ่ง?” ผู้พูดน้ำตาไหลซึมลงในอก
๑-------------------๑
เวลาเดียวกันในวังหลวง:ตำหนักอู่หลง
จูเหม่ยเซียนนั่งมองสมุดปกสีดำที่บุตรสาวจอมซนนำมาส่งคืนเมื่อต้นยามเฉิน(07.00)แล้วรีบออกไปทันที ซึ่งนางผู้เป็นมารดารับรู้อยู่แล้วว่าเจ้าเฟิ่งเซียนตามพี่ชายฝาแฝดของนางไปแน่ๆ ยิ่งตอนที่นางเดินออกไปหน้าตำหนักพบท่านพี่หย่งเซิงยืนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ร่วมครึ่งเค่อก็ยิ่งแน่ใจก่อนจะพากันไปส่งรัชทายาทและหยางหลงควบม้าออกจากวังหลวง นางมิเห็นเฟิ่งเอ๋อร์มายืนส่งแม้แต่เงา อย่างน้อยก็รับรู้แล้วว่านางอยู่กับพี่ชาย องครักษ์เงารายล้อมมากมายหาได้กังวล
สองมือขาวบางเปิดหนังสือปกดำที่บุตรสาวนำไปอ่านสามวันสามคืน เรื่องราวด้านในที่นางอ่านถึงตอนที่แล้วคือเรื่องที่นางมีบุตรคนที่สามคือเจ้าชินหลง…หลังจากนั้นมีตัวหนังสือขึ้นมาว่า ‘แล้วนางทั้งครอบครัวก็พบเจอแต่ความสุขอยู่ในบั้นปลายของชีวิต’
“หืมมมม” พึ่บๆๆ พึ่บๆๆ เสียงพลิกกระดาษกลับไปกลับมา เหตุใดมิมีเรื่องราวของนางต่อจากนี้กันเล่าข้อความด้านในต่อจากนั้นปรากฏชื่อของเจ้าเฟิ่งเซียนและบรรยายถึงลักษณะท่าทางของบุตรสาวฝาแฝด จูเหม่ยเซียนนิ่งเงียบก้มหน้าอ่านเนื้อเรื่องที่มีแม้กระทั่ง..ตอนนี้ที่บุตรสาวของนางควบม้าออกจากวังหลวงในวัยสิบเอ็ดหนาวตามพี่ชายฝาแฝดออกไป…พึ่บ!!! ปิดหนังสือลงเมื่อยังมิมีข้อความอันใดเพิ่มเติม นางปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่เช่นนั้นร่วมสองช่วงจิบชา เนื้อเรื่องด้านในเปลี่ยนไปแล้วถึงแม้จะตกใจแต่อย่างน้อยก็ยังยินดีที่รับรู้ได้ว่าเรื่องทุกเรื่องที่เฟิ่งเอ๋อร์กระทำหรือพบเจอก็จะมีนางผู้เป็นมารดาคอยมองผ่านหนังสือเล่มนี้ สตรีข้ามภพเช่นนางพบเจอเรื่องน่าประหลาดเพิ่มขึ้นอีกแล้ว….
จูเหม่ยเซียนยิ้มน้อยๆเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในวันนี้ ‘ช่างสดใสเหมือนใจของนางยามนี้นัก’ ขอบคุณโชคชะตาอันแสนวิเศษของนางจริงๆ
***จดหมายถึงท่านแม่ เจ้าเฟิ่งเซียนขออนุญาตติดตามพี่ใหญ่ขึ้นเขานะเจ้าคะ..ลูกสัญญาว่าจะกลับมาเร็วๆ รักท่านแม่.
เช้าวันต่อมาบนสำนักไท่ซานในยามเฉิน(08.00)กระท่อมขนาดกระทัดรัดท้ายป่าไผ่มีเสียงพูดคุยดังเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย
“เจ้าไปเอารอยบากเช่นนี้มาจากที่ใด?” เจ้าหยางหลงชี้ไปตรงหนังปลอมรอยบากบริเวณแก้มข้างขวา
“พี่หว่างจัดหามาให้ข้า ก็มิรู้ว่าไปหามาจากที่ใด ข้าชอบมากเพราะมันเหมือนจริงที่สุด” อาเฟิ่งตักโจ๊กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ‘ฝีมือของแม่ครัวที่นี่ใช้ได้’
“ข้าหามาจากร้านขายของเก่าสกุลตู้น่ะ ในนั้นมีของใช้แล้วทิ้งที่ผู้คนนำมาขายมากมาย” อาหว่างตอบพร้อมกับจิบชา แม้ว่าจะกระดากอายเรื่องชื่อเพียงใดแต่ก็จำต้องยอมรับใช้มันไปก่อน
กงลี่ผู้อาวุโสที่สุดกล่าวขึ้น “อย่าพูดเรื่องนี้อีก”
“ขอรับ” อาเฟิ่งรับคำ “ท่านอาจะกลับเมืองหลวงยามใด?”
“อีกครึ่งชั่วยาม” กล่าวเพียงแต่นั้นก็เงียบลง
เรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นการพูดปดที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของทุกคนเลยก็ว่าได้ ระยะเวลาสองปีใช่ว่าจะง่ายในการปิดบังตัวตน เรื่องร่างกายของเด็กสาวที่กำลังเจริญเติบโตจะสามารถรอดพ้นสายตาอันคมเฉียบของท่านเจ้าสำนักได้เช่นไร ในสมัยก่อนกงลี่จำได้ว่าท่านเจ้าสำนักได้เดินทางเข้าวังหลวง…หืมมม ความคิดบางอย่างลอยวนอยู่ในหัว ‘ท่านเจ้าสำนักไท่ซานจะจำสองแฝดมิได้เชียวรึ’ สลัดศรีษะไปมาเบาๆ
“ท่านอาปวดหัวรึขอรับ” อาเฟิ่งถามขึ้นมาเมื่อเห็นท่านอามีท่าทางแปลกๆ