ไล่ล่า
กรุงเทพฯ 15 มีนาคม 21:20 นาฬิกา
นฤบดินทร์ ผู้กองหนุ่มอายุยี่สิบแปดก้าวออกจากฝักบัวด้วยท่าทีรีบร้อนเมื่อโทรศัพท์มือถือเครื่องที่วางไว้บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำซึ่งเปิดไว้เพื่อให้ติดต่อธุระเรื่องงานดังขึ้น ผู้กองหนุ่มแห่งกองปราบรีบคว้ามากดรับ
“ผู้กองดินทร์พูด” เสียงห้าวลึกอย่างวางอำนาจกรอกลงไปตามสาย
“ผู้กองครับ ตอนนี้เราได้เบาะแสการนัดแลกเปลี่ยนของเพิ่มแล้วครับ” คนโทรมารีบบอกเร็วปรื๋อเหมือนจะรู้ใจ
“ว่าไง” นฤบดินทร์ถามเสียงรัวเร็วขณะกดเปลี่ยนเป็นใช้ลำโพง ผ้าขนหนูที่เขาคว้ามาเช็ดตัวลวกๆ ถูกโยนลงในตะกร้ามุมห้องน้ำ ก่อนร่างเพรียวจะเดินโทงๆ ตรงไปหยิบเสื้อผ้าจากตู้มาสวมลวกๆ
“ท่าเรือสัตหีบ ตอนตีสองครับ สายของเรารายงานว่าเป็นผ***วล้วนๆ ประมาณยี่สิบกิโล” ลูกน้องรีบตอบ
“ดี แล้วตอนนี้คนของเราอยู่ที่นั่นกี่คน สารวัตรภูเบศน์ล่ะ มีใครโทรไปรายงานรึยัง” เขาถามถึงพี่ชายซึ่งรั้งตำแหน่งสารวัตรกองปราบ
“คนของเราเกือบครบแล้วครับ เหลือผู้กองและก็ผู้กองลีลา ผมโทรไปบอกสารวัตรเรียบร้อยแล้ว” คนโทรมาบอกอย่างรู้งาน
“ดี ฉันไม่อยากมีปัญหา ขอบใจมากหมวดเพิ่ม เดี๋ยวเจอกัน” คนปลายสายบอกแค่นั้นก็ยุติบทสนทนา ไม่ถึงสิบนาทีก็ผลุนผลันออกจากคอนโดด้วยท่าทีรีบร้อน เสียงมือถือดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาแล่นรถขึ้นบนทางด่วน
“ดินทร์พูดครับ” เสียงทุ้มกดรับหลังจากหรี่เสียงวิทยุลง
“พี่เอง เป็นไงบ้าง” ภูเบศน์ถามเสียงเป็นการเป็นงาน
“คิดว่าคืนนี้คงได้ของมากพอที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ครับพี่ภู” เสียงทุ้มรายงาน
“อย่าทำอะไรบ้าระห่ำเหมือนคราวก่อนละกัน พี่ไม่อยากโดนพ่อเรียกไปเทศนาอีก” พ่อที่เขากล่าวถึงคืออดีตนายพลชื่อดังของไทยซึ่งเกษียณไปหลายปี แต่ยังเป็นที่เกรงขามของคนในเครื่องแบบ
“รับรองครับ พี่ฝนเป็นไงบ้างฮะ” ผู้เป็นน้องถามถึงพี่สะใภ้ซึ่งท้องและใกล้คลอดเต็มแก่ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่พี่ชายไม่คิดจะไปสัตหีบครั้งนี้
“ก็คงจะคลอดภายในสองอาทิตย์นี้แหละ ตอนนี้ก็บ่นว่าอึดอัด นอนไม่ค่อยหลับตลอดเพราะท้องโตมาก” คนพูดเหลือบมองร่างอุ้ยอ้ายของภรรยาสาวซึ่งแต่งงานกันมาสองปีและกำลังตั้งท้องพยานรักคนแรก
“คุณพ่อคุณแม่คงตื่นเต้นที่จะได้อุ้มหลาน” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ก็ประมาณนั้น นี่ก็บ่นถึงแกทุกวัน หาว่าพี่ใช้งานหนักเกินกำลังจนไม่มีเวลาเข้าทานข้าวที่บ้าน ยังไงนายก็แวะมาให้พวกท่านเห็นหน้าหน่อยละกัน”
“พี่ภูครับ ผมต้องวางสาย” นฤบดินทร์เอ่ยเสียงเป็นการเป็นงานเมื่อรถสปอร์ตสีแดงแจ๋วิ่งแซงรถของเขาด้วยความเร็วสูง
“ถึงสัตหีบแล้วเหรอ” คนโทรมาถามอย่างแปลกใจ
“ยังฮะ แต่มีพวกตีนผีขับรถเป็นจรวดอยู่ข้างหน้า ผมจะถามดูหน่อยว่ารีบไปหายมบาลที่ไหน” นายตำรวจหนุ่มเอ่ยเสียงเย็นพลางเหยียบคันเร่งมากขึ้น
“จะบ้าเหรอดินทร์ แกไม่ได้สังกัดกองจราจรนะ ให้คนที่เกี่ยวข้องเขาจัดการเองดีกว่า” ภูเบศน์สั่งเสียงกร้าว แต่ดูเหมือนคนเป็นน้องจะไม่ฟังเสียแล้ว เพราะวินาทีต่อมาตัดสายของเขาทิ้งและไม่ยอมกดรับเมื่อโทรหาอีก
“ไอ้บ้าเอ๊ย เพิ่งพูดหยกๆ ว่าอย่าทำอะไรเกินหน้าที่ มีหวังพรุ่งนี้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแน่ๆ” ภูเบศน์เอ่ยอย่างหงุดหงิด เพราะน้องชายเพียงคนเดียวจริงจังกับหน้าที่จนเข้าขั้นที่ถูกเรียกว่าบ้างานที่สุดในกองปราบ ทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่เขาคาดเดาเพราะผู้กองหนุ่มเพิ่มความเร็วของเล็กซัสสีดำจนกระทั่งเห็นท้ายรถสปอร์ตคันหน้าที่ยังพุ่งไปด้วยความเร็ว
ธารทิพย์ยิ้มหวานที่มุมปากเมื่อมองกระจกส่องหลังแล้วเห็นรถอีกคันแล่นตามรถของเธอด้วยความเร็ว ความคึกคะนองทำให้เธอคิดว่ากำลังถูกท้าทายหรือประลองความเร็ว
“ตามมาเลยถ้ามีปัญญาตามทัน” ริมฝีปากอิ่มเต็มที่ถูกเคลือบไว้ด้วยลิปกลอสสีหวานพึมพำ ก่อนเท้าจะกดลงบนคันเร่งของฟอร์ดมัสแตงคันโปรดมากขึ้น
“เมาย***ามาจากไหนรึเปล่าวะเนี่ย” นฤบดินทร์สบถเสียงลอดไรฟันพลางเร่งความเร็วตาม โชคดีที่รถของเขาถูกแต่งให้เร็วมากพอๆ กับรถสปอร์ตเนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อการไล่ล่าผู้ร้าย คืนนี้ต้องไล่ล่าลูกคนรวยที่ไหนสักแห่งแทนแล้วล่ะ จะได้สอนบทเรียนว่ารวยแล้วใช่จะขับรถเร็วแค่ไหนก็ได้
ตากลมโตของนักซิ่งสาวฉายแววหงุดหงิดเมื่อเห็นไฟกะพริบบ่งบอกว่ารถข้างหลังเป็นรถตำรวจ ใครกันนะที่มันกล้าจะหยุดรถลูกสาวเพียงคนเดียวของอธิบดีกรมตำรวจอย่างเธอ หญิงสาวเบรกรถเสียงดังลั่นบนทางมอเตอร์เวย์จนคนขับตามมาแทบจะเหยียบเบรกตามไม่ทัน
“บ้าเอ๊ย วอนหาเรื่องเข้าคุกซะแล้ว” นายตำรวจหนุ่มคำรามด้วยสายตาวาววาม พอหยุดรถได้ก็ผลักประตูและเร่งฝีเท้าเข้าไปหารถคันหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ธารทิพย์มองร่างสูงชะลูดกว่านายตำรวจคนไหนๆ ที่เธอเคยเจอซึ่งไม่ได้สวมชุดตำรวจอย่างสนใจ พอเขามาหยุดอยู่ข้างๆ และเคาะประตูรถก็ลดกระจก
ผู้หญิง นั่นคือสิ่งแรกที่นฤบดินทร์รับรู้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดูแคลนเมื่อเห็นท่าทางถือตัวของเธอ คงจะคิดว่าตัวเองแน่ที่ขับรถเร็วเป็นจรวดได้
“จะรีบไปไหนเหรอครับ” เขาถามเสียงเป็นการเป็นงานพลางถือโอกาสสำรวจสภาพของผู้ต้องสงสัย (ว่าจะเมายา) สวยก็สวยหรอกนะ แต่ไอ้ท่าทางเชิดเป็นกิ่งก่านี่มันรำคาญลูกตาเขาจริงๆ
“ไปตามควายมั้งคะ” ธารทิพย์ตอบกวนๆ ไม่ต่างจากสีหน้าและสายตาของเธอที่ท้าทายเหมือนต้องการจะหาเรื่อง
“ผมถามดีๆ นะครับ ขอใบขับขี่กับใบลงทะเบียนรถด้วย” ผู้กองหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความไม่พอใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ
“ฉันชื่อ ธารทิพย์ ฤทธิฤทธิ์” หญิงสาวสบตาของเขานิ่งและบอกเสียงดังฟังชัด ขึ้นชื่อว่าตำรวจ ไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องคุ้นหูนามสกุลของเธอกันทั้งนั้น และไม่ว่าใครก็ไม่กล้าหือ
“ผมไม่ได้ถามและไม่อยากรู้” นฤบดินทร์ตอบเสียงเน้นๆ คำต่อคำและส่งสายตาดุๆ ให้เธออย่างเปิดเผย มือหนายังแบออกเหมือนจะรอของที่สั่งให้เธอจัดหาให้ ริมฝีปากอิ่มของคนที่นั่งอยู่ในรถเม้มเข้าหากันแน่น อีตาทึ่มนี่ใครนะ ถึงกล้าวางอำนาจขนาดนี้
“ดูนามสกุลฉันดีๆ ก่อนนะว่ามันเหมือนของใคร” ตากลมโตมองเขาอย่างเอาเรื่องเมื่อหยิบใบขับขี่กับใบทะเบียนรถมาส่งให้ด้วยดวงตาวาววับ
“เหมือนของใครผมไม่สน ผมสนแต่ว่าคุณขับรถเร็วเกือบสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น” ผู้กองหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม
“ก็ไม่เห็นมีใครตายนี่ มีแต่นายที่ทำท่าจะเป็นจะตายอยู่แถวนี้” วาจาเผ็ดร้อนทำให้คนฟังกระชากประตูรถให้เปิดออก ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงเอาเรื่อง กรามบดเข้าหากันจนเป็นสันนูนเมื่อเจ้าหล่อนยิ้มเย้ย
“ระวังคำพูดหน่อยก็ดีนะเพราะคุณกำลังพูดกับเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง โทษฐานหมิ่นประมาทน่ะมันมี เชิญข้างนอกครับ ผมต้องการจะเช็กว่าคุณเมาเหล้าหรือเมายามาจากที่ไหนรึเปล่า” ร่างบางเม้มปากแน่น พอคนวางอำนาจพยักหน้าอีกครั้งเหมือนจะเร่งให้ออกจากรถก็ปลดเข็มขัดนิรภัยและก้าวออกไปอย่างไม่เต็มใจ ร่างสูงเพรียวของนฤบดินทร์ก้าวถอยหลังไปประมาณสิบก้าวและหยุดยืนอยู่หน้ารถตัวเอง
“ช่วยเดินตรงมาหาผมด้วย เดินเหมือนคนปกตินะครับ” เขาสั่งเสียงเป็นการเป็นงานเพราะต้องการดูว่าเธอมีอาการมึนเมาแค่ไหน หญิงสาวเขาคมดุๆ อย่างท้าทาย เดินตรงไปหาร่างสูงเพรียวด้วยมาดของสาวมั่นใจสูง เดินแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อยเพราะเธอดื่มไวน์เข้าไปเพียงสามแก้วเท่านั้น
“แล้วไงต่อคะคุณตำรวจ” คิ้วเรียวโค้งรับกับดวงตากลมโตเลิกขึ้นสูงขณะยื่นหน้าเข้ามาพูดใส่หน้าคนฟังจนเขาได้กลิ่นไวน์ หน้าหวานๆ ของธารทิพย์นั้นแดงก่ำ ตาหวานฉ่ำเยิ้มบ่งบอกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ในเส้นเลือดของเธอยังไงก็คงจะสูงเข้าข่ายที่เรียกว่าไม่ปลอดภัยต่อการขับรถแน่
“คุณดื่มมาใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มข่มความหงุดหงิดและถามเสียงเครียด ถึงจะเห็นว่าแม่สาวตรงหน้าพยายามเดินให้ตรงเหมือนคนปกติ แต่กลิ่นไวน์ที่ลอยมากระทบจมูกและสีหน้าท่าทางหยิ่งๆ นั่นก็ทำให้เขาเลือกจะซักต่อ
“คุณนี่จมูกดีเหมือนหมาล่าเนื้อจริงๆ ฉันดื่มแล้วไงคะ” หน้าสวยเฉี่ยวมองมากวนๆ ซึ่งการกวนน้ำให้ขุ่นนั่นคือจุดประสงค์ของเธอล่ะ อยากรู้ว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตรงหน้าจะทำอะไรได้ ชายหนุ่มไม่ตอบแต่ก้าวไปเปิดประตูรถตัวเองและหยิบอะไรสักอย่างออกมาเขียนยิกๆ
“ตอนแรกผมแค่จะตักเตือนคุณเพราะขับรถเร็วเท่านั้น แต่ตอนนี้เห็นจะไม่ได้แล้ว เดินกลับไปหารถอีกครั้งด้วยครับ” นฤบดินทร์สั่งพลางขัดกระดาษกับปากกาในมือใส่กระเป๋าเสื้อหนังสีดำที่สวม ขายาวๆ สาวตามคนที่เดินนวยนาดกลับไปที่รถอย่างช้าๆ พอไปถึงก็บอกให้ยืนรอขณะที่เขาเข้าไปตรวจรถของเธอหวังจะหาของกลางจำพวกยาบ้า ยาอีต่างๆ แต่ค้นเท่าไรก็ไม่พบของกลางใดๆ
“รีบๆ หน่อยก็ดีนะคุณ ฉันมีนัด” ธารทิพย์เร่งเขาเมื่อคนตัวสูงเปิดกระโปรงท้ายรถและทำท่าเหมือนหาอะไรสักอย่าง คำพูดของเธอทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ ดึงกระโปรงรถให้ปิดลงและมองเธออย่างค้นคว้า ในรถไม่มี บนตัวอาจจะมีก็ได้ เขาคิดแค่นั้นก็หันมาสั่ง
“เอามือของคุณวางไว้ที่กระโปรงรถด้วยครับ” นฤบดินทร์สั่งแม่สาวไฮคลาสซึ่งหน้าแดงก่ำเพราะโกรธจัด หญิงสาวเม้มปากแน่น ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครทำกับเธอขนาดนี้มาก่อน แต่มีหรือที่คนอย่างธารทิพย์จะยอมหมอบราบคาบแก้วให้เขาเหมือนคนปกติ ร่างบางในชุดเสื้อเกาะอกสีแดง ยีนขาเดฟสีเทา สวมรองเท้าส้นสูงปลายแหลมสีแดงแปร๊ดทำตามที่เขาบอกแต่ในท่วงท่าที่แลดูเซ็กซี่เย้ายวนตาที่สุด