ตอนที่10 กลืนน้ำตา

1712 Words
แทบนับครั้งไม่ถ้วนเลยกับการมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วันแต่เอวาต้องกลืนน้ำตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเจ็บปวดที่เธอทำอะไรไม่ได้ เป็นความเจ็บใจที่เธอโต้แย้งอะไรไม่ออก มันอัดอั้นและจุกแน่นจนกลายเป็นคนอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง กักเก็บน้ำตาอันแสนมีค่าของตัวเองไว้ไม่ให้เสียไปกับคนอย่างเขา ทำหน้าที่ตัวเองต่อไปอย่างเต็มที่ ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่ไหวจริงๆ เธอก็คงต้องยอมแพ้ไม่ต่างจากคนอื่นที่มาอยู่ได้มากสุดไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ หลายวันต่อมา วันนี้เป็นวันที่แปดที่เอวาอยู่ที่นี่ เป็นการทำลายสถิติใหม่ของผู้หญิงที่ย่างกรายเข้ามาที่ไร่แห่งนี้ได้แล้ว แต่เธอก็ไม่รู้หรอกว่าจะผ่านหลังวันนี้ไปได้อีกกี่วัน ในเมื่อหลายวันที่ผ่านมาเธอยังคงเจอกับคำพูดที่แสนบาดคม การกลั่นแกล้งใช้งานอย่างแทบไม่ได้หยุดพัก เธอเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว “นายครับ เกิดเรื่องแล้ว!” แสงหัวหน้าคนงานวิ่งเข้ามาหาสายลมด้วยท่าทางรีบร้อนและใบหน้าแตกตื่น ทำให้เอวาที่อยู่ไม่ไกลนักอดหันไปมองไม่ได้ แต่แสงกลับเลือกจะปรับเสียงให้เบาลง ขยับเข้าไปป้องปากพูดกับสายลมให้ได้ยินกันสองคน สายลมไม่ได้ตอบอะไร ก้าวออกไปจากตรงนี้ทันที ไปโดยไม่ได้สั่งงานหรือสนใจเธออย่างที่เป็นมาตลอด นั่นทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ช่างเถอะ ก็คงไม่พ้นปัญหาในไร่ของเขานั่นแหละ เมื่อคิดได้แบบนั้นเอวาก็ทำงานของตัวเองต่อตามที่ได้รับมอบหมาย ลงปุ๋ยให้ต้นลิ้นจี่ในไร่ของเขา และก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะแอบเด็ดมาชิมเมื่อมีโอกาส “หวานจัง” เอวาพูดออกมาด้วยรอยยิ้มบางๆ หลังจากได้ผลไม้เย็นๆ ที่เก็บสดๆ จากต้น อย่างที่บอกไปว่าไร่ของเขาผสมผสาน แบ่งพื้นที่ปลูกพืชพันธุ์หลากหลาย หนึ่งในนั้นก็คือลิ้นจี่ที่ตอนนี้เป็นฤดูกาลของมันพอดี ที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของมันสักครั้งเพราะทั้งไม่มีอารมณ์และทั้งถูกเจ้าของไร่จับตามองแทบตลอดเวลา แต่วันนี้พอเขาไม่ได้จับตาดูเธอ มันก็เลยทำให้เอวาอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย และลองลิ้มรสชาติลิ้นจี่จากต้นอย่างอดไม่ได้ กินไปไม่เยอะเธอก็ทำงานต่อ แม้จะเหนื่อยเพราะต้องเดินใส่ปุ๋ยหลายร้อยต้นคนเดียว แต่ก็ถือว่าไม่ได้หนักหนามากเมื่อเทียบกับงานหลายอย่างที่เคยทำ เพราเป็นการเดินหว่านปุ๋ยลงไปง่ายๆ จะหนักหน่อยก็ต้องแบกถังใส่ปุ๋ยนี่แหละ เอวาทำงานต่อไปเรื่อยๆ โดยที่สายลมยังไม่ได้กลับมาเลยตั้งแต่หายไป เป็นการได้ทำงานพร้อมกับหายใจหายคอสะดวกขึ้นมาก เพราะปกติไม่เคยได้เอาโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย มันเลยทำให้เธอไม่รู้เลยว่าเวลากี่โมงแล้ว แต่จากพระอาทิตย์ที่ต่ำลงเรื่อยๆ พร้อมกับแสงสีทองจ้า ทำให้เธอคิดว่าคงจะเย็นมากพอสมควรแล้ว เอวาไม่คิดจะรอให้สายลมกลับมา เธอเดินไปปิดถุงปุ๋ยอย่างดี วางถังลงบนถุงอีกชั้น เดินไปเปิดก๊อกน้ำล้างมือให้สะอาดแล้วตั้งใจพาตัวเองกลับบ้าน “นายเรียก” แต่แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาตามเธอ “ไปไหน” เอวาถามออกไปด้วยความอยากรู้ เวลานี้ก็เย็นแล้วหากเธอไปคงไม่พ้นเขาหาเรื่องแกล้งเธอแน่ “ตามมา” ชายคนนั้นไม่ได้ตอบอะไร พูดแค่นั้นก็เดินนำเธอกลับไปทางที่เขาเดินมาทันที “ฉันไม่ไป มันเย็นแล้ว” เอวาไม่ได้เดินตามไป บอกผู้ชายคนนั้นอย่างไม่ไว้ใจ “งั้นก็ให้นายมาเรียกเอง” เขาหันมาพูดแค่นั้นก่อนจะก้าวเดินไปอย่างไม่ได้สนใจจะบังคับเธอ “.....” เอวาเห็นแบบนั้นก็ลังเลไม่น้อย แต่ก่อนเธอตัดสินใจว่าจะไม่ตามไป เสียงโทรศัพท์ของชายคนนั้นก็ดังขึ้นทำให้เขาหยุด “ครับ เธอบอกไม่ไป” ผู้ชายคนนั้นพูดทำให้เอวาได้ยิน และเขาก็เดินกลับมาทางเธออีกครั้ง ยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้กับเธอ “ฮัลโหล” เอวารับมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็กรอกเสียงลงไป (รีบมาก่อนจะค่ำ) เขาสั่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแล้วก็วางสายไป “.....” เอวายื่นโทรศัพท์ให้คนงานกลับคืนอย่างช่างใจ และด้วยคำว่ารีบมาก่อนจะค่ำก็ทำให้เอวาลองเชื่อใจเขาสักครั้งว่าเขาจะไม่หาเรื่องแกล้งให้เธอกลัว แค่จะแกล้งด้วยงานเพียงเท่านั้น สุดท้ายเธอก็เดินตามคนงานรายนั้นไปอย่างไม่ได้พูดอะไร เดินลงมาจากเขาเรื่อยๆ จนถึงด้านล่างระดับเดียวกับตัวบ้าน แต่เป็นคนละฝั่งกันกับทางไปบ้าน และก็เจอกับบ้านปูนหลังเล็กๆ เดินมาจนหยุดหน้าประตูไม้บานหนึ่ง คนงานรายนั้นจากที่เดินนำก็พลิกตัวหันมากระชากแขนของเอวาแล้วดันเธอเข้าไปด้านในนั้นอย่างไม่เบานัก ทำเอาเอวาที่ถูกเหวี่ยงเข้าไปล้มลงกับพื้น พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดอย่างแรง “ทำอะไรน่ะ เปิดประตูนะ!” เอวารีบลุกขึ้นเดินไปที่ประตู พอดึงออกก็ได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างกระแทกกับบานประตู ทำให้รู้ว่าถูกล็อคจากด้านนอก “นายบอกให้เธออยู่ในนี้สักพัก” เสียงของคนงานดังขึ้นบอกเธอให้รู้ “เปิดประตูให้ฉันก่อน!” เอวายังพยายามเขย่าประตูเพื่อให้เปิดออก แต่ก็ไร้ผลเมื่อมันไม่สามารถเปิดออกได้ คนด้านนอกก็ไม่ตอบรับอะไรอีก นั่นทำให้เอวาหยุดมือแล้วหันตัวเพื่อจะสำรวจดูว่ามีหน้าต่างบานไหนที่มันชำรุดพอให้เธอเปิดปีนออกไปได้บ้าง “!!!” แต่ร่างบางผงะนิ่งงันไปทันทีที่ได้หันกลับมามองด้านหลังตัวเองชัดๆ เต็มตาเป็นครั้งแรก ภายในห้องนี้มีแคร่ไม้ไผ่วางอยู่มุมหนึ่งซ้ายมือเธอตอนนี้ และบนแคร่นั้นก็มีร่างของชายคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนนั้นด้วย ที่น่าตกใจและน่าสยดสยองก็คือ ร่างกายของผู้ชายคนนั้นถูกผ่าห่มสีเทาบางๆ คลุมไว้ถึงแค่ช่วงเอวเท่านั้น ลำตัวช่วงกลางถึงใบหน้าของเขายังคงมองเห็นได้ชัด คราบเลือด รอยแผล รอยบวมขึ้นสีม่วงและเขียว ใบหน้าที่คล้ำเป็นจ้ำ ภาพตรงหน้าเหมือนกับว่าเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ไม่ เอวาตั้งสติและพยายามคิดในแง่ดีว่าสายลมอาจจะแค่แกล้งเธอเท่านั้น เขาคงให้คนงานสักคนของเขาแต่งเหมือนคนตายมานอนอยู่ในห้องนี้แล้วขังเธอไว้ เพราะอยากเอาชนะความกลัว มันเลยทำให้เอวาฝ่าความกลัวค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าเพื่อหาความจริง เธอคิดต่างๆ นานาว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนตายอยู่ที่นี่ หากมีคนตายจริงก็ต้องเอาไปโรงพยาบาลแล้วสิ ใช่ ทุกอย่างเขาก็แค่สร้างสถานการณ์แกล้งให้เธอกลัวเหมือนที่ชอบทำเท่านั้นแหละ เอวาเดินมาหยุดข้างแคร่ไม้ไผ่หลังนั้น เธอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น แม้จะคิดไปในทางที่ดีและสมเหตุสมผลมากมาย แต่ก็ห้ามความกลัวที่ภาพตรงหน้ามันสมจริงไม่ได้ ยิ่งเห็นว่าหน้าท้องของคนบนแคร่ไม่ขยับเขยื้อนแล้วด้วย ยิ่งทำให้เธอหาทางปลอบตัวเองไม่ถูกเลย เอวาค่อยๆ ยื่นมือไปด้านหน้าอย่างรู้สึกกลัว ค่อยๆ ขยับไปก่อนจะใช้นิ้วชี้ของตัวเองอังจมูกของคนบนแคร่ แล้วแช่ทิ้งไว้แบบนั้นสักพักเพื่อให้เขาหลุดการกลั้นหายใจออกมาได้ หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะการนับเลขในใจของเธอ เธอนับเพื่อจับเวลาการกลั้นหายใจของคนเราที่ส่วนมากทำได้ไม่นานนัก เธอนับตั้งแต่หนึ่ง ผ่านไปถึงหกสิบ และผ่านไปถึงหนึ่งร้อยยี่สิบ มือเธอสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาเมื่อเธอยังคงนับต่อไปเรื่อยๆ โดยที่อีกฝ่ายก็ยังไม่หายใจออกมา เขากลั้นหายใจเก่งเกินไปแล้ว เก่งเกินกว่าที่เธอเคยอ่านเจอซะอีก ตุบ! เอวาถอยหลังทรุดตัวล้มกับพื้นด้วยความกลัวทันที เมื่อเธอนับหนึ่งหนึ่งสองร้อยแล้วแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หายใจ มันเป็นการนับที่เกินสามนาที เธอพยายามกระเสือกกระสนพาตัวเองถอยห่างออกจากแคร่หลังนั้นอย่างหวาดกลัว เธอเหมือนคนบ้าที่หัวซุกหัวซุนพาตัวเองมาถึงมุมที่ไกลที่สุดจากแคร่ มองภาพเบื้องหน้าอย่างหวาดระแวงราวกับว่ากลัวเขาจะลุกขึ้นมาหาเธอ เธอเป็นคนกลัวผีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวมากจนไม่กล้าอยู่คนเดียวหรือหลอนไปหมด แต่เธอกลัวศพมากกว่า เพราะศพคือสิ่งที่ยังเห็นเป็นรูปร่างแต่ก็รู้ว่าตายแล้ว เป็นสิ่งที่ยังสัมผัสและแตะต้องได้ และที่มากกว่านั้น... พรึ่บ! “!!!” ไฟหลอดสีส้มในห้องที่ถูกเปิดไว้ในตอนแรกดับลง ทำให้ภายในห้องไม่มีแม้แต่แสงสว่างให้มองเห็นอะไร กลิ่นอับชื้นตีเข้าจมูกของเธอ มันทำให้เอวานั่งกอดตัวเองน้ำตาไหลออกมาอย่างไร้เสียงสะอื้น ทำให้ตัวเองนิ่งที่สุด เงียบที่สุด หรือว่าจริงๆ เธอช็อกไปแล้วก็ไม่รู้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD