๑. นิมิตเพื่อพานพบ
หาดทรายละเอียดสีขาว... รอบข้างเต็มไปด้วยหมอกควัน...ตรงหน้ามีเพียงทะเลน้ำสีฟ้าใสไล่สีครามลงกว้างใหญ่ไพศาลสุดตา...สถานที่แห่งนี้เหมือนไม่มีจริงในโลก...
"เอ๊ะ?"
หญิงสาวร่างอรชรอุทานขึ้นถ้าเป็นสมัยที่เธอดูคงจะถูกเรียกว่าสาวอวบอึ๋ม มองเห็นชายหนุ่มท่อนบนเปลือยเปล่าไร้เครื่องประดับประดาในตัวยกเว้นเข็มขัดทองที่รั้งผ้านุ่งโสร่งสีขาวเดินขึ้นมาจากผืนน้ำ ทำให้เห็นมัดกล้ามกำยำชัดเจน รูปร่างชายชาตรีสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ผิวพรรณผ่องใส เรียบเนียน มีแสงระยิบระยับตามร่างกายนั้น ผมของเขายาวประบ่าแต่ถูกรวบมัดมวยไว้เพียงครึ่ง พอเผยให้เห็นกรอบหน้าชัดเจน จมูกโด่งเป็นสัน ปลายรั้งเชิด ปลายจมูกโค้งมนเป็นหยดน้ำ ปากเรียวได้รูปรับกับใบหน้า ทำให้ดูหน้าหวานปานหยาดน้ำผึ้ง คิ้วเข้มตรงสวย แต่ไม่หนาจนเกินพอดีรับกรอบหน้าทำให้ดูสมเป็นชายขึ้นมาเสียหน่อย กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเปลือกตาสองชั้น มองมาที่เธอด้วยสายตาอ่อนโยนระคนเศร้า
ไม่ว่ายุคสมัยไหนถ้าได้เห็นชายผู้นี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่หลงรักเป็นแน่ แต่น่าแปลกที่เขาเหมือนไม่มีอยู่ในโลกที่เธอรู้จัก เพราะไม่มีใครจะหล่อเหลาปานเทพบุตรเช่นเขาแน่ ไม่ทันที่เธอจะได้เอะใจอะไรชายหนุ่มคนดังกล่าวได้เดินขึ้นมาจูงมือเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะพาเดินลงไปในน้ำ เพียงชั่วพริบตาร่างของเธอก็อยู่ใต้น้ำเสียแล้ว
....ฉ... ฉันหายใจไม่ออก...
หญิงสาวได้แต่คิดในใจตะเกียกตะกายดิ้นรนอยู่ใต้น้ำพร้อมกับกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณของมนุษย์จนรู้สึกอึดอัดด้วยความไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มข้างๆหันมายิ้มให้เธอบางๆโดยไม่เปิดปากพูดสักคำแต่กลับได้ยินเสียงทุ้มอ่อนนุ่มรื่นหูและดูน่าเชื่อน่าไว้ใจของเขา
...หายใจเถิด...น้องหายใจในนี้ได้...นรินธรา...
ด้วยความใกล้จะหมดลมหายใจและความเชื่อใจชายหนุ่มข้างๆ อย่างน่าแปลกประหลาดทำให้เธอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แต่กลับไม่สำลักน้ำ มันน่าอัศจรรย์ที่เธอยังคงหายใจได้ปกติ หญิงสาวหันหน้าไปมองคนข้างๆ ที่จับมือเธอไว้ไม่ปล่อยแล้วยิ้มให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ หญิงสาวหันไปมองรอบๆตัวที่มีฟองอากาศเต็มผืนน้ำข้างใต้ที่ร่างของเธอลอยอยู่คู่กับชายหนุ่มผู้นั้น
แม้จะพยายามมองรอบๆ ตัวเท่าไหร่กลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีฟ้าคราม ชายหนุ่มข้างๆ จับมือเธอแล้วแหวกว่ายดำดิ่งลงไปลึกสุด ในสติของสมองนึกกลัว..แต่ใจกลับรู้สึกว่าเชื่อใจคนข้างกาย ว่าเขาไม่พาเธอไปเจออันตรายแน่นอน ....
ระหว่างที่กำลังแหวกว่ายก็หยอกเย้ากันเหมือนคู่รัก ชายหญิงต่างหันมายิ้มให้กันขณะแหวกว่ายคล้ายคุ้นเคยกับที่แห่งนี้...ไม่นานนักหญิงสาวต้องตกตะลึงเมื่อทั้งซ้ายและขวามีบางอย่างเคลื่อนตัวลงไปพร้อมกับพวกเขา แต่ใบหน้าชายหนุ่มกลับไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด...เกล็ดสีขาวเหมือนเพชร...ลำตัวยาวและใหญ่...ตรงป้องพระนาภีกลับมีสร้อยสังวาลทองคาดอยู่...
ทั้งสองสิ่งมีชีวิตเลื้อยนำดิ่งลงไปจนลับตา... หญิงสาวหันกลับมามองชายหนุ่มที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้วอย่างรักใคร่เอ็นดู พร้อมกับพาเธอดำดิ่งลงไปตามสิ่งมีชีวิตก่อนหน้าจนสุดทาง...
ในที่สุดเธอก็ได้มาหยุดใต้มหาสมุทรและเท้าของเธอแตะลงพื้นทรายสีขาวประดุจแก้ว ด้านหน้าช่างเลือนรางพยายามเพ่งสายตามองเท่าไหร่ก็มองเห็นไม่ชัดถนัดนัก เนื่องด้วยหมอกควันโดยรอบที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ภาพเลือนรางที่คล้ายปราสาทราชวังศิลปะโบราณที่เธอเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ายุคไหน แต่คล้ายกับศิลปะสมัยสุโขทัยและเป็นสีขาวทั้งหลังระยิบระยับเหมือนเพชร ก่อนที่เธอจะได้ตะลึงงันไปมากกว่านั้น
ก็เห็นชายหนุ่มผิวขาวกำยำรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาร่างกายนั้นเต็มไปด้วยเครื่องประดับทองเกล้ามวยผมขึ้นสูง พวกเขาแบกหีบสมบัติสามหีบเดินออกมา แม้ใบหน้ายิ้มบางๆ แต่กลับไม่มีใครพูดหรือเอื้อนเอ่ยคำใดมาสักคำ ก่อนจะเดินผ่านเธอไปพร้อมกับยกหีบไว้บนหัว ....ไม่นานชายทั้งสองก็หายไปกลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เธอเห็นก่อนหน้า...เลื้อยทะยานขึ้นไปสู่ผิวน้ำ
"นี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย..."
ชายหนุ่มผู้นำพาเธอมายังคงอยู่ข้างกายและมองเธอพร้อมรอยยิ้มแต่ใบหน้ากลับดูเศร้านัก เขาจับมือเธอก่อนจะเดินออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ พาเธอแหวกว่ายตามสิ่งมีชีวิตสองสิ่งนั้นกลับขึ้นไปดังเดิม ....
หีบสมบัติสามหีบวางอยู่ตรงหน้าของเธอหลังจากทะยานขึ้นมายังจุดเริ่มต้นที่พบเจอเขา ชายหนุ่มเหล้ามวยผมทั้งสองเมื่อวางหีบให้เธอก็หันหลังกลับลงไปเช่นเดิม เหลือไว้เพียงแต่ชายที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดการเดินทางที่แสนจะลึกลับนั้น ยืนจ้องมองเธอด้วยใบหน้าเศร้าจนใจของหญิงสาวรู้สึกเจ็บปวด ทั้งสายตาและความรู้สึกของเขาที่ส่งมาถึงเธอโดยไม่พูดเอ่ยคำใด ทำให้เธอทรุดตัวลงร้องไห้อย่างหนักบนผืนทรายแห่งนั้น
เขาไม่ได้หันหลังให้เธอแม้แต่วินาทีเดียว...แต่ตัวเขากลับห่างออกไปเรื่อยๆ จนเลือนราง...
.
.
"มาถึงละ เมื่อไหร่จะมา เสียเวลาจริง!"
ปากเรียวบางอมชมพูพูดขึ้นกับปลายสายด้วยเสียงหงุดหงิด หญิงสาวใบหน้าหวานจิ้มลิ้มร่างอรชรพอเหมาะพอดีไม่ผอมไม่อ้วนเกินไปยืนนิ่งหลังจากวางสายสนทนาเมื่อครู่ เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ดวงตาสวยที่แข็งกร้าวเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแต่ต้องกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมา
.... ยัยนรินทร์...เธอต้องเข้มแข็ง....
หลังจากปลอบใจตัวเองได้ไม่นานนักร่างสูงในชุดหนังและกางเกงยีนส์ขาดๆ ก็เดินเข้ามาหาเธอพร้อมสาวสวยในชุดคล้ายๆกันเหมือนชุดคู่รัก ภากรณ์เดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวหน้าตาสะสวยเดินตรงมาทางเธอ ก่อนจะโอบเอวบางของหญิงสาวข้างกายด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น นรินทร์มองดูพวกเขาเหมือนไม่ใส่ใจแต่กลับเม้มปากแน่น
"อะไรกัน...จะร้องไห้เหรอ?"
"ร้องไห้ดีใจน่ะสิ จะได้หลุดพ้นวังวนอุบาทว์นี้เสียที"
"พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เพื่อน"
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายภากรณ์ได้เอ่ยขึ้น ใบหน้าสะสวยที่คุ้นเคยสำหรับนรินทร์ พวกเธอเป็นเพื่อนรักกันมาก่อนตลอดสี่ห้าปี ด้วยความเชื่อใจ เวลาไปไหนมาไหนมักจะไปด้วยกันตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่คิดว่าจะโดนหักหลังแบบไม่น่าให้อภัยโดยการเป็นชู้รักกับสามีของเธอมาตลอดสองปีหลัง นรินทร์มองใบหน้าสวยนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
"ใครเพื่อนเธอ...พนิตา"
"เรียกซะเต็มยศเลยนะ"
"ไปเซ็นใบหย่ากันเถอะ จะได้หลุดพ้นจากคนอย่างเธอสักที รำคาญจะแย่"
ภากรณ์พูดขึ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะควงแขนพนิตาขึ้นไปยังภายในตึกของที่ว่าการอำเภอ นรินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพ่นมันออกแล้วเดินตามพวกเขาไป การเซ็นใบหย่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือยาวนานมากนัก เพียงไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนเดินออกมาก่อนจะเตรียมแยกย้ายกลับ แต่ภากรณ์กลับเรียกรั้งอดีตภรรยาของเขาไว้
"เดี๋ยวสินรินทร์ นี่ไม่คิดจะร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้ายเลยเหรอ?"
"ไม่จำเป็น!"
นรินทร์หันกลับไปตอบอดีตสามีชายอันเป็นที่รักที่สุดตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยคิดหรือแม้แต่ทำผิดกับเขาเลยสักครั้ง อาจจะมีเบื่อบ้างตามประสาคู่รักที่คบกันมานาน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ภรรยาอย่างเต็มที่ และไม่คิดเลยว่าคนที่พร่ำบอกรักและกลัวว่าเธอจะทิ้งเขา กลับกลายเป็นคนที่หักหลังและทิ้งเธอไปเสียเอง
ภากรณ์ยื่นมือไปให้นรินทร์หวังว่าจะจบกันตรงนี้ด้วยดี แต่เธอกลับมองมือนั้นด้วยสายตารังเกียจ นรินทร์หันหลังกลับไปยังรถของตัวเองโดยไม่สนใจคนที่ยื่นมือรอเก้อและขับรถออกไปทันที แต่ถึงอย่างนั้นสายตาดวงสวยก็เหลือบมองผ่านกระจกหน้ารถที่สะท้อนร่างสูงของคนที่ยืนมองรถของเธออยู่เหมือนกับคิดว่าเธอจะใจอ่อนกลับไปเช่นทุกครั้ง แต่เธอไม่มีคิดที่จะวกกลับไป ให้มันจบสิ้นกันวันนี้...
"จบสักที...ฮึก..."
บนถนนเส้นเดิมที่ระยะทางยาวกว่าเดิมเพราะหัวใจที่บอบช้ำ คนในรถเริ่มพรั่งพรูน้ำตาออกมาอย่างไม่ขาดสาย เธอตัดสินใจจะย้ายไปอยู่แถบชนบท ที่ที่ไม่มีใครหาเธอเจอและหางานทำที่นั่น แต่กว่าจะได้ไปอย่างใจคิดก็คงต้องทำงานเก็บเงินสักพัก เพราะเธอไม่ใช่คนรวยหรือมหาเศรษฐีอะไร เธอเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นมีกินบ้างอดบ้างเหมือนคนปกติ
หลังแต่งงานชีวิตของเธอก็ไม่ได้ปูพรมแดงอย่างที่คนรอบข้างคิด ไม่ได้สุขสบายเพราะผู้เป็นสามีไม่ได้ช่วยเหลือดูแลเธอเท่าไหร่นัก แต่เมื่อตกลงปลงใจเป็นคู่ชีวิตไม่ว่าจะมีเรื่องหนักหนาแค่ไหนเธอก็คิดว่าจะจับมือกันฝ่าฟันทุกอย่างไปได้หากยังมีกันและกัน แต่สิ่งที่เธอได้รับจากความรักครั้งนี้มันเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรับไหว
ตลอดทางที่ขับรถกลับบ้านเสียงสะอื้นก็ยังคงดังอยู่ภายในรถ แม้จะบอกตัวเองให้เลิกร้องแค่ไหนก็ทำไม่ได้ แต่นรินทร์กลับไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอ กำลังมองดูความเสียใจของเธอด้วยดวงใจที่ปวดร้าว กายละเอียดแทบจะกลืนไปกับธาตุอากาศของชายหนุ่มทำได้แค่เช็ดน้ำตาให้หญิงสาวโดยที่เธอไม่รู้สึกถึง เขาพยายามปลอบประโลมเธอแต่ก็ไม่อาจส่งไปถึงหญิงสาวได้เลย
.... พี่อยู่ตรงนี้นรินธรา...อยู่ข้างๆ น้อง...คนที่รักน้องมากว่าพันปีที่ล่วงเลย...