หญิงสาวรูปร่างอรชรผิวขาวเนียนผ่องเป็นยองใยเนียนละเอียดในชุดโบราณแต่งองค์ทรงเครื่องประดับด้วยทองหยองเต็มตัว มงกุฎทองคำพันรอบศีรษะสวย ผมมวยสูงทัดด้วยดอกมะลิส่งกลิ่นหอมอบอวลเสมือนกลิ่นประจำกายของหญิงสาว
นิ้วมือเรียวสวยกรีดกรายลงบนผิวน้ำใสอย่างแผ่วเบา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อมองลงไปในแม่น้ำเห็นสรรพสัตว์มากมายแหวกว่ายไม่ไกลมือของเจ้าหล่อนนัก
“เจ้าทำอันใดอยู่รือหลานปู่”
ชายหนุ่มที่ดูไม่แก่ชราลงเลย แต่แทนตัวเองว่าปู่เดินเอามือไขว้หลังบ่งบอกถึงความมีอำนาจมาดใหญ่เข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งรื่นรมย์อยู่ริมธารพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มแต่งองค์ทรงเครื่องมงกุฎทองครอบเศียรทรงขอมที่มองดูก็ว่าคือราชาของเมืองนี้
บริวารที่เฝ้าตามารับใช้หญิงสาวต่างพากันโค้งหมอบให้ผู้ที่เดินเข้ามา มีเพียงหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างลำธารเพียงเท่านั้นที่หันไปมองราชาหนุ่มผู้มาเยือนพร้อมกับหันไปยิ้มรับอย่างอ่อนหวานก่อนจะเก็บมือไว้หน้าตักอย่างเรียบร้อยและโค้งศีรษะลงอย่างเคารพ
“เจ้าปู่มุจรินท์ มีเรื่องอันใดรือเพคะถึงได้มาตามหาหลานด้วยพระองค์เอง”
“เงยหน้าขึ้นเถิดหลานปู่...”
“เพคะ”
“มีเจ้าชายเมืองน้อยเมืองใหญ่ต่างพากันมาสู่ขอหลานปู่...มิมีผู้ใดที่เจ้าพึงใจบ้างรือ”
“หลานมิได้หวังครองคู่กับผู้ใด...ใจของหลานหวังเพียงจักแสวงหาทางธรรมตามพุทธศาสดาเพคะ”
“ปู่ได้ฟังความเจ้าเช่นนั้นก็ดีใจ แต่...ครานี้จักเป็นคราสุดท้ายมิได้รือ”
“เจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์องค์ใดรือเพคะ ที่ทำให้เจ้าปู่มาเรียกหาหลานให้ไปดูตัวด้วยองค์เอง”
“เจ้าเมืองบูรพาบุตรของพญาอนันต์สหายของปู่”
“เจ้าปู่ว่าเช่นไร หลานก็คงมิกล้าขัดเพคะ”
ใบหน้าสวยของหญิงสาวสลดลงเมื่อได้ยินคำขอร้องของเจ้าปู่ผู้ที่ชุบเลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เล็ก องค์ราชาเห็นใบหน้าหลานก็ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปลูบศีรษะอย่างเอ็นดูหลานคนเล็กสุดรักสุดหวงและตามใจมาตลอด
นรินธราไม่เคยที่ขัดคำสั่งของผู้เป็นปู่เลยสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะดูคู่ครองมากี่ครั้งกี่คราก็ไม่เคยปริปากบ่น เจ้าปู่เองก็ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด เมื่อไม่ถูกตาต้องใจก็ไม่เคยขัด จัดสาร์นส่งไปปฏิเสธเสียทุกครั้ง
“ครานี้แค่คราเดียว หากหลานมิพึงใจในชายใด ปู่พร้อมจักทำตามในสิ่งที่เจ้าปรารถนา”
“เพคะ”
“ปู่แค่อยากให้เจ้ามีคู่บุญคู่บารมีช่วยส่งเสริมนำพาบุญร่วมกัน ตามบารมีของเจ้าเพียงเท่านั้น”
นรินธราโค้งศีรษะลงอย่างเคารพก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามเจ้าปู่เข้าไปในวังใหญ่ที่วิจิตรสวยงาม องค์ราชาเดินไปนั่งบนบัลลังก์ทองก่อนจะตามมาด้วยหญิงสาวร่างอรชรนั่งลงพระที่นั่งข้างบัลลังก์กษัตริย์ เจ้าเมืองบูรพามองนิ่งค้างกับความงามของหญิงสาวอย่างที่ไม่เคยมองหญิงใดมาก่อนอย่างถูกชะตา
แม้ว่าจะมีชายารูปโฉมงดงามที่ถูกประทานให้มากมายก็มิมีหญิงใดทำให้เขาพึงใจได้เลยสักคน แต่หญิงงามตรงหน้าที่ยังไม่ยอมสบสายตากับเขากลับทำให้เขาตราตรึงใจ
“เป็นอย่างไรมาเล่า เจ้าเพชรแก้ว”
“ขอประทานอภัยที่มารบกวนพระองค์พระเจ้าข้า”
“เอาเถิดๆ ว่าความของเจ้ามาเถิด”
“พระเจ้าข้าองค์มุจรินท์ เสด็จพ่อของกระหม่อมได้รับสั่งให้กระหม่อมมาสู่ขอเจ้าฟ้าน้อยนรินธราพระเจ้าข้า”
“อืม... ว่าอย่างไรเล่าหลานปู่ มองพี่เขาเสียหน่อยเถิด ว่าเจ้าคิดเห็นเป็นประการใด”
“เพคะ”
นรินธราเนียมมองใบหน้าของชายหนุ่มก่อนจะโค้งศีรษะให้อย่างเคารพตามขนบธรรมเนียม ก่อนที่จะเงยใบหน้าสวยสดงดงามนั้นขึ้น สองสายตาประสานกันไปมาก่อนที่นรินธราจะหลบสายตาคมของชายหนุ่มอย่างเหนียมอายแล้วหันมองไปยังพระพักตร์ของผู้เป็นปู่พร้อมรอยยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย เพราะเธอเองก็ถูกชะตากับเขาไม่น้อย องค์ราชาเห็นดังนั้นจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“เจ้าปู่ว่าอย่างไร หลานก็เห็นควรเช่นนั้น”
“อืม...แล้วเจ้าเล่าเจ้าเพชรแก้ว”
“กระหม่อมให้สัตย์สัญญาจักรักแลดูแลมิห่างตัวห่างใจเลยพระเจ้าข้า กระหม่อมพึงใจจักรับนางไปเป็นมเหสีคู่บุญคู่บารมีพระเจ้าข้า”
“งั้นรือ”
หญิงสาวชม้อยชม้ายชายตามองชายหนุ่มรูปงามที่รู้สึกพึงใจตั้งแต่แรกเห็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างเหนียมอาย เหมือนทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้วไม่อาจจะฝืนชะตาได้ เพียงสบตากลับรู้สึกนึกรักราวกับรักกันมานานแรมปี
“กระหม่อมจักจัดงานให้สมเกียรติกึกก้องเกรียงไกร มิให้น้อยหน้าผู้ใดในสามโลกพระเจ้าข้า”
“เจ้าเพชรแก้วก็มีชายาอยู่หลายมิใช่รือ เจ้าจักจัดการเช่นไร ตัวข้านั้นเชื่อถือยึดมั่นในคู่เดียวใจเดียว หากหลานข้าจักต้องไปเป็นสองรองผู้ใด หรือเป็นเพียงตัวเลือกในรัก ข้าคงจักยกให้มิได้”
“ขอประทานอภัยที่กระหม่อมต้องกล่าวความเช่นนี้...กระหม่อมมีชายาที่เจ้าเมืองต่างๆ การประทานให้หลังออกรบมีชัยกลับมา มิมีนางใดที่ข้ากระหม่อมพึงใจรักแม้แต่นางเดียว กระหม่อมขอสาบานว่า...มิได้ล่วงเกินชายานางใดแม้แต่ปลายเส้นผม มิได้ผูกเวรผูกกรรมต่อกันแล้วพระเจ้าข้า”
“ถ้าเช่นนั้น...เจ้าพี่เพชรจักพึงใจในตัวน้องรือเพคะ?”
“ยามแลเห็นน้องคราแรก จากที่คิดว่าดวงใจนี้กลายเป็นหิน ก็กลับหลงรักน้องอย่างมิอาจหักใจ”
“ชายใดเข้ามามักจักกล่าววาจาหวานหู ใจแท้จักเป็นจริงดั่งปากว่ารือมิรู้ได้”
“ขอน้องนางจงอย่าเปรียบเทียบพี่กับชายใด พี่หลงรักน้องยาใจแม่นมั่นมิผันแปร”
เจ้าเพชรแก้วตอบโต้นรินธราด้วยสายตาที่ไม่หลบเลี่ยงอย่างมาดมั่น แต่หญิงสาวกลับก้มหน้าลอบมองเจ้าเพชรแก้วอย่างขวยเขิน องค์มุจรินท์เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่นิมิตเห็น ทั้งสองคนคือคู่แท้กันมาตั้งแต่กี่ภพชาติมีเพียงเจ้าปู่เท่านั้นที่หยั่งรู้เห็นในชะตารักของคนทั้งคู่
งานอภิเษกสมรสของเจ้าเมืองบูรพา พญาเพชรแก้วจันทรานาคราชและพระนางนรินธรานาคีหลานขององค์สัตตพญามุจรินท์นาคราชก็ถูกจัดขึ้นเจ็ดวันเจ็ดคืนกึกก้องเกรียงไกรดั่งที่เจ้าเพชรแก้วได้กล่าวไว้อย่างสมเกียรติ การอภิเษกของเจ้าเมืองบาดาลเชื้อสายกษัตริย์นาคาล่วงรู้ไปไกลถึงสามภพสามภูมิ ก่อนที่นรินธราจะย้ายเข้าสู่วังบูรพาบาดาลของผู้เป็นสวามี
การเชิดหน้าชูตาพระมเหสีทำให้นางนาคีที่มีใจรักองค์เพชรแก้วนั้นไม่พอใจ นางคีภัทรานาคนั้นเฝ้าตามหวงแหนองค์เพชรแก้วอยู่ไม่เคยห่าง พยายามที่จะเป็นนางในดวงใจของนาคานักรบผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้มาตลอด แต่กลับถูกชิงตัดหน้าไปเสีย มิหนำซ้ำดูทีองค์เพชรแก้วจะมอบจิตมอบใจให้มเหสีผู้นี้ไปเสียหมด ความริษยาพยาบาทก่อเกิดขึ้นมาในใจของคีภัทราอย่างมิยอมหักห้ามใจตน
นรินธรายังคงชอบกลิ่นดอกไม้และเล่นน้ำลำธารเหมือนเช่นเคย หลังจัดงานมงคลจบเสร็จก็ออกมาเดินเล่นให้เย็นใจสวนนอกวังตามวิสัย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกและเดินชื่นชมดอมดมดอกไม้หอมในสวน
“เพียงว่าเป็นหลานองค์สัตตพญามุจรินท์ จึงได้จัดงานเอริกเริกเกรียงไกร หาใช่เจ้าพี่เพชรพึงใจรักเจ้าไม่ อย่าได้ใจไปเสีย”
เสียงเล็กแหลมของหญิงสาวดังมาจากด้านหลัง นรินธราหันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะตั้งสีหน้าสงสัยว่าหญิงสาวตรงหน้าคือผู้ใด หญิงสาวในชุดสีน้ำตาลแก่พร้อมเครื่องประดับบ่งบอกว่าเธอคือนาคีเช่นเดียวกันเดินเข้ามาหาหญิงสาวในชุดสีขาวเครื่องประดับทองและมงกุฎสูงใหญ่ทรงขอมบ่งบอกถึงชั้นวรรณะชัดเจน
“เป็นเมียเอกเมียหลวงที่ถูกแต่งตั้งเป็นมเหสีเทียวหลังข้า มิต้องเคารพข้าดอกรือ”
“บังอาจนัก!! เจ้าแม่นางเป็นถึงเจ้าฟ้าน้อยเชื้อสายกษัตริย์ จักให้เคารพเจ้ารือ!”
“มิเป็นไรหรอกธารา…ข้ามิใคร่รู้ว่าเจ้าพี่ยังมีชายาอีกองค์ เจ้าพี่กล่าวว่ามิได้ผูกเวรผูกกรรมกับผู้ใด…” นรินธราทำหน้าฉงนสงสัย หากจำมิผิดเพี้ยนองค์เพชรแก้วสวามีตนนั้นได้บอกกับเจ้าปู่มุจรินทร์ว่าเลิกลากับชายาที่หลายเมืองประทานให้ มิได้บอกว่ายังมีชายาอีกคนที่หลงเหลืออยู่ในวังแห่งนี้ ทั้งที่เอื้อนเอ่ยคำหวานว่ามีเพียงนางและรักนางเพียงผู้เดียว นรินธรารู้สึกราวกับโดนโป้ปดจนสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เจ้าแม่นาง...” ธาราเห็นดังนั้นก็อดที่จะเป็นห่วงเจ้าแม่นางของตนมิได้ แค่เห็นสีหน้าเจ้าแม่ก็รู้สึกเจ็บปวดใจแทนเสียแล้ว
“ท่านคือผู้ใดรือ ข้าจักได้รู้ไว้”
นาคาหนุ่มที่ตามนรินธรามาคอยคุ้มกันทำสีหน้าไม่พอใจนัก ไม่ว่าจะเป็นนาคีบารมีสูงส่งแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบเทียมเชื้อสายกษัตริย์อย่างเจ้าแม่นางนรินธราของเขาได้ แต่นรินธรากลับมีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีถึงได้ยอมแต่โดยดี นางนาคีที่คอยรับใช้นรินธราเองก็รู้สึกไม่พอใจนัก แต่กลับทำอะไรไม่ได้
“ข้าคือมเหสีแห่งองค์พญาเพชรแก้วผู้มาก่อนเจ้า”
“เป็นเช่นนั้นดอกรือ...ข้าขอเคารพเจ้าพี่คีภัทรา…”
“เจ้าแม่นาง...”
นาคีบริวารรีบจับแขนของนรินธราพร้อมส่ายหน้าไปมาเพื่อห้ามไม่ให้โค้งคำนับนาคีตนนี้ แต่นรินธรากลับยิ้มตอบพร้อมกับจับที่มือของนาคีบริวารตนนั้นแล้วโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อม คีภรัทรามองดูหญิงสาวตรงหน้าพร้อมเผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย บริวารของคีภัทราต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยนรินธราที่ตอนนี้นางทำสีหน้าเศร้าสลดเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่ถึงอย่างไรนรินธราก็ได้ตกแต่งมงคลสมรสกับองค์เพชรแก้วแล้วก็จำต้องยอม…
“ข้าขอสาบาน...มันผู้ใดดูหมิ่นเจ้าแม่นางอีกครา ข้าจักจัดการเด็ดหัวมันเสีย...ไม่ว่ามันผู้นั้นจักเป็นผู้สูงส่งเพียงใดก็ตาม”
ธารานาคาบริวารของนรินธราเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองกวาดสายตาไปยังบริวารและคีภัทราด้วยสายตาดุดัน จนบริวารทั้งหลายถึงกับเงียบกริบอย่างหวั่นเกรง เพราะถึงยังไงธารานาคาก็เป็นพญานาคานักรบ จะเทียบพลังและบารมีคงไม่ได้แน่ๆ มีเพียงคีภัทราเท่านั้นที่ไม่รู้สึกยำเกรงแถมยังทำหน้าทำตาเหยียดหยามนาคาหนุ่ม
“มงกุฎเจ้าช่างสวยงามยิ่งนัก ข้าชักใคร่จักได้มันมาเสียแล้ว”
“ข้าว่าเรื่องนี้....
ไม่ทันที่นรินธราจะได้กล่าวห้ามคำใดจบ คีภัทราก็อาจหาญเอื้อมมือขึ้นไปบนศีรษะของนรินธราอย่างถือวิสาสะและไม่ยำเกรงใดๆ ซ้ำยังทำหน้าระรื่นเหมือนจะได้รับชัยชนะอีกครั้ง มือของคีภัทราไม่ทันได้เอื้อมถึงมงกุฎนั้นก็มีเสียงเข้มดุดันคำรามขึ้นมาเสียก่อน จนเจ้าหล่อนสะดุ้ง
“หยุดประเดี๋ยวนี้!! คีภัทรา!!”