๓.อดีตนานนับพันปี

1995 Words
หญิงสาวรูปร่างอรชรผิวขาวเนียนผ่องเป็นยองใยเนียนละเอียดในชุดโบราณแต่งองค์ทรงเครื่องประดับด้วยทองหยองเต็มตัว มงกุฎทองคำพันรอบศีรษะสวย ผมมวยสูงทัดด้วยดอกมะลิส่งกลิ่นหอมอบอวลเสมือนกลิ่นประจำกายของหญิงสาว นิ้วมือเรียวสวยกรีดกรายลงบนผิวน้ำใสอย่างแผ่วเบา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อมองลงไปในแม่น้ำเห็นสรรพสัตว์มากมายแหวกว่ายไม่ไกลมือของเจ้าหล่อนนัก “เจ้าทำอันใดอยู่รือหลานปู่” ชายหนุ่มที่ดูไม่แก่ชราลงเลย แต่แทนตัวเองว่าปู่เดินเอามือไขว้หลังบ่งบอกถึงความมีอำนาจมาดใหญ่เข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งรื่นรมย์อยู่ริมธารพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มแต่งองค์ทรงเครื่องมงกุฎทองครอบเศียรทรงขอมที่มองดูก็ว่าคือราชาของเมืองนี้ บริวารที่เฝ้าตามารับใช้หญิงสาวต่างพากันโค้งหมอบให้ผู้ที่เดินเข้ามา มีเพียงหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างลำธารเพียงเท่านั้นที่หันไปมองราชาหนุ่มผู้มาเยือนพร้อมกับหันไปยิ้มรับอย่างอ่อนหวานก่อนจะเก็บมือไว้หน้าตักอย่างเรียบร้อยและโค้งศีรษะลงอย่างเคารพ “เจ้าปู่มุจรินท์ มีเรื่องอันใดรือเพคะถึงได้มาตามหาหลานด้วยพระองค์เอง” “เงยหน้าขึ้นเถิดหลานปู่...” “เพคะ” “มีเจ้าชายเมืองน้อยเมืองใหญ่ต่างพากันมาสู่ขอหลานปู่...มิมีผู้ใดที่เจ้าพึงใจบ้างรือ” “หลานมิได้หวังครองคู่กับผู้ใด...ใจของหลานหวังเพียงจักแสวงหาทางธรรมตามพุทธศาสดาเพคะ” “ปู่ได้ฟังความเจ้าเช่นนั้นก็ดีใจ แต่...ครานี้จักเป็นคราสุดท้ายมิได้รือ” “เจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์องค์ใดรือเพคะ ที่ทำให้เจ้าปู่มาเรียกหาหลานให้ไปดูตัวด้วยองค์เอง” “เจ้าเมืองบูรพาบุตรของพญาอนันต์สหายของปู่” “เจ้าปู่ว่าเช่นไร หลานก็คงมิกล้าขัดเพคะ” ใบหน้าสวยของหญิงสาวสลดลงเมื่อได้ยินคำขอร้องของเจ้าปู่ผู้ที่ชุบเลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เล็ก องค์ราชาเห็นใบหน้าหลานก็ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปลูบศีรษะอย่างเอ็นดูหลานคนเล็กสุดรักสุดหวงและตามใจมาตลอด นรินธราไม่เคยที่ขัดคำสั่งของผู้เป็นปู่เลยสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะดูคู่ครองมากี่ครั้งกี่คราก็ไม่เคยปริปากบ่น เจ้าปู่เองก็ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด เมื่อไม่ถูกตาต้องใจก็ไม่เคยขัด จัดสาร์นส่งไปปฏิเสธเสียทุกครั้ง “ครานี้แค่คราเดียว หากหลานมิพึงใจในชายใด ปู่พร้อมจักทำตามในสิ่งที่เจ้าปรารถนา” “เพคะ” “ปู่แค่อยากให้เจ้ามีคู่บุญคู่บารมีช่วยส่งเสริมนำพาบุญร่วมกัน ตามบารมีของเจ้าเพียงเท่านั้น” นรินธราโค้งศีรษะลงอย่างเคารพก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามเจ้าปู่เข้าไปในวังใหญ่ที่วิจิตรสวยงาม องค์ราชาเดินไปนั่งบนบัลลังก์ทองก่อนจะตามมาด้วยหญิงสาวร่างอรชรนั่งลงพระที่นั่งข้างบัลลังก์กษัตริย์ เจ้าเมืองบูรพามองนิ่งค้างกับความงามของหญิงสาวอย่างที่ไม่เคยมองหญิงใดมาก่อนอย่างถูกชะตา แม้ว่าจะมีชายารูปโฉมงดงามที่ถูกประทานให้มากมายก็มิมีหญิงใดทำให้เขาพึงใจได้เลยสักคน แต่หญิงงามตรงหน้าที่ยังไม่ยอมสบสายตากับเขากลับทำให้เขาตราตรึงใจ “เป็นอย่างไรมาเล่า เจ้าเพชรแก้ว” “ขอประทานอภัยที่มารบกวนพระองค์พระเจ้าข้า” “เอาเถิดๆ ว่าความของเจ้ามาเถิด” “พระเจ้าข้าองค์มุจรินท์ เสด็จพ่อของกระหม่อมได้รับสั่งให้กระหม่อมมาสู่ขอเจ้าฟ้าน้อยนรินธราพระเจ้าข้า” “อืม... ว่าอย่างไรเล่าหลานปู่ มองพี่เขาเสียหน่อยเถิด ว่าเจ้าคิดเห็นเป็นประการใด” “เพคะ” นรินธราเนียมมองใบหน้าของชายหนุ่มก่อนจะโค้งศีรษะให้อย่างเคารพตามขนบธรรมเนียม ก่อนที่จะเงยใบหน้าสวยสดงดงามนั้นขึ้น สองสายตาประสานกันไปมาก่อนที่นรินธราจะหลบสายตาคมของชายหนุ่มอย่างเหนียมอายแล้วหันมองไปยังพระพักตร์ของผู้เป็นปู่พร้อมรอยยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย เพราะเธอเองก็ถูกชะตากับเขาไม่น้อย องค์ราชาเห็นดังนั้นจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ “เจ้าปู่ว่าอย่างไร หลานก็เห็นควรเช่นนั้น” “อืม...แล้วเจ้าเล่าเจ้าเพชรแก้ว” “กระหม่อมให้สัตย์สัญญาจักรักแลดูแลมิห่างตัวห่างใจเลยพระเจ้าข้า กระหม่อมพึงใจจักรับนางไปเป็นมเหสีคู่บุญคู่บารมีพระเจ้าข้า” “งั้นรือ” หญิงสาวชม้อยชม้ายชายตามองชายหนุ่มรูปงามที่รู้สึกพึงใจตั้งแต่แรกเห็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างเหนียมอาย เหมือนทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้วไม่อาจจะฝืนชะตาได้ เพียงสบตากลับรู้สึกนึกรักราวกับรักกันมานานแรมปี “กระหม่อมจักจัดงานให้สมเกียรติกึกก้องเกรียงไกร มิให้น้อยหน้าผู้ใดในสามโลกพระเจ้าข้า” “เจ้าเพชรแก้วก็มีชายาอยู่หลายมิใช่รือ เจ้าจักจัดการเช่นไร ตัวข้านั้นเชื่อถือยึดมั่นในคู่เดียวใจเดียว หากหลานข้าจักต้องไปเป็นสองรองผู้ใด หรือเป็นเพียงตัวเลือกในรัก ข้าคงจักยกให้มิได้” “ขอประทานอภัยที่กระหม่อมต้องกล่าวความเช่นนี้...กระหม่อมมีชายาที่เจ้าเมืองต่างๆ การประทานให้หลังออกรบมีชัยกลับมา มิมีนางใดที่ข้ากระหม่อมพึงใจรักแม้แต่นางเดียว กระหม่อมขอสาบานว่า...มิได้ล่วงเกินชายานางใดแม้แต่ปลายเส้นผม มิได้ผูกเวรผูกกรรมต่อกันแล้วพระเจ้าข้า” “ถ้าเช่นนั้น...เจ้าพี่เพชรจักพึงใจในตัวน้องรือเพคะ?” “ยามแลเห็นน้องคราแรก จากที่คิดว่าดวงใจนี้กลายเป็นหิน ก็กลับหลงรักน้องอย่างมิอาจหักใจ” “ชายใดเข้ามามักจักกล่าววาจาหวานหู ใจแท้จักเป็นจริงดั่งปากว่ารือมิรู้ได้” “ขอน้องนางจงอย่าเปรียบเทียบพี่กับชายใด พี่หลงรักน้องยาใจแม่นมั่นมิผันแปร” เจ้าเพชรแก้วตอบโต้นรินธราด้วยสายตาที่ไม่หลบเลี่ยงอย่างมาดมั่น แต่หญิงสาวกลับก้มหน้าลอบมองเจ้าเพชรแก้วอย่างขวยเขิน องค์มุจรินท์เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่นิมิตเห็น ทั้งสองคนคือคู่แท้กันมาตั้งแต่กี่ภพชาติมีเพียงเจ้าปู่เท่านั้นที่หยั่งรู้เห็นในชะตารักของคนทั้งคู่ งานอภิเษกสมรสของเจ้าเมืองบูรพา พญาเพชรแก้วจันทรานาคราชและพระนางนรินธรานาคีหลานขององค์สัตตพญามุจรินท์นาคราชก็ถูกจัดขึ้นเจ็ดวันเจ็ดคืนกึกก้องเกรียงไกรดั่งที่เจ้าเพชรแก้วได้กล่าวไว้อย่างสมเกียรติ การอภิเษกของเจ้าเมืองบาดาลเชื้อสายกษัตริย์นาคาล่วงรู้ไปไกลถึงสามภพสามภูมิ ก่อนที่นรินธราจะย้ายเข้าสู่วังบูรพาบาดาลของผู้เป็นสวามี การเชิดหน้าชูตาพระมเหสีทำให้นางนาคีที่มีใจรักองค์เพชรแก้วนั้นไม่พอใจ นางคีภัทรานาคนั้นเฝ้าตามหวงแหนองค์เพชรแก้วอยู่ไม่เคยห่าง พยายามที่จะเป็นนางในดวงใจของนาคานักรบผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้มาตลอด แต่กลับถูกชิงตัดหน้าไปเสีย มิหนำซ้ำดูทีองค์เพชรแก้วจะมอบจิตมอบใจให้มเหสีผู้นี้ไปเสียหมด ความริษยาพยาบาทก่อเกิดขึ้นมาในใจของคีภัทราอย่างมิยอมหักห้ามใจตน นรินธรายังคงชอบกลิ่นดอกไม้และเล่นน้ำลำธารเหมือนเช่นเคย หลังจัดงานมงคลจบเสร็จก็ออกมาเดินเล่นให้เย็นใจสวนนอกวังตามวิสัย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกและเดินชื่นชมดอมดมดอกไม้หอมในสวน “เพียงว่าเป็นหลานองค์สัตตพญามุจรินท์ จึงได้จัดงานเอริกเริกเกรียงไกร หาใช่เจ้าพี่เพชรพึงใจรักเจ้าไม่ อย่าได้ใจไปเสีย” เสียงเล็กแหลมของหญิงสาวดังมาจากด้านหลัง นรินธราหันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะตั้งสีหน้าสงสัยว่าหญิงสาวตรงหน้าคือผู้ใด หญิงสาวในชุดสีน้ำตาลแก่พร้อมเครื่องประดับบ่งบอกว่าเธอคือนาคีเช่นเดียวกันเดินเข้ามาหาหญิงสาวในชุดสีขาวเครื่องประดับทองและมงกุฎสูงใหญ่ทรงขอมบ่งบอกถึงชั้นวรรณะชัดเจน “เป็นเมียเอกเมียหลวงที่ถูกแต่งตั้งเป็นมเหสีเทียวหลังข้า มิต้องเคารพข้าดอกรือ” “บังอาจนัก!! เจ้าแม่นางเป็นถึงเจ้าฟ้าน้อยเชื้อสายกษัตริย์ จักให้เคารพเจ้ารือ!” “มิเป็นไรหรอกธารา…ข้ามิใคร่รู้ว่าเจ้าพี่ยังมีชายาอีกองค์ เจ้าพี่กล่าวว่ามิได้ผูกเวรผูกกรรมกับผู้ใด…” นรินธราทำหน้าฉงนสงสัย หากจำมิผิดเพี้ยนองค์เพชรแก้วสวามีตนนั้นได้บอกกับเจ้าปู่มุจรินทร์ว่าเลิกลากับชายาที่หลายเมืองประทานให้ มิได้บอกว่ายังมีชายาอีกคนที่หลงเหลืออยู่ในวังแห่งนี้ ทั้งที่เอื้อนเอ่ยคำหวานว่ามีเพียงนางและรักนางเพียงผู้เดียว นรินธรารู้สึกราวกับโดนโป้ปดจนสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เจ้าแม่นาง...” ธาราเห็นดังนั้นก็อดที่จะเป็นห่วงเจ้าแม่นางของตนมิได้ แค่เห็นสีหน้าเจ้าแม่ก็รู้สึกเจ็บปวดใจแทนเสียแล้ว “ท่านคือผู้ใดรือ ข้าจักได้รู้ไว้” นาคาหนุ่มที่ตามนรินธรามาคอยคุ้มกันทำสีหน้าไม่พอใจนัก ไม่ว่าจะเป็นนาคีบารมีสูงส่งแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบเทียมเชื้อสายกษัตริย์อย่างเจ้าแม่นางนรินธราของเขาได้ แต่นรินธรากลับมีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีถึงได้ยอมแต่โดยดี นางนาคีที่คอยรับใช้นรินธราเองก็รู้สึกไม่พอใจนัก แต่กลับทำอะไรไม่ได้ “ข้าคือมเหสีแห่งองค์พญาเพชรแก้วผู้มาก่อนเจ้า” “เป็นเช่นนั้นดอกรือ...ข้าขอเคารพเจ้าพี่คีภัทรา…” “เจ้าแม่นาง...” นาคีบริวารรีบจับแขนของนรินธราพร้อมส่ายหน้าไปมาเพื่อห้ามไม่ให้โค้งคำนับนาคีตนนี้ แต่นรินธรากลับยิ้มตอบพร้อมกับจับที่มือของนาคีบริวารตนนั้นแล้วโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อม คีภรัทรามองดูหญิงสาวตรงหน้าพร้อมเผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย บริวารของคีภัทราต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยนรินธราที่ตอนนี้นางทำสีหน้าเศร้าสลดเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่ถึงอย่างไรนรินธราก็ได้ตกแต่งมงคลสมรสกับองค์เพชรแก้วแล้วก็จำต้องยอม… “ข้าขอสาบาน...มันผู้ใดดูหมิ่นเจ้าแม่นางอีกครา ข้าจักจัดการเด็ดหัวมันเสีย...ไม่ว่ามันผู้นั้นจักเป็นผู้สูงส่งเพียงใดก็ตาม” ธารานาคาบริวารของนรินธราเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองกวาดสายตาไปยังบริวารและคีภัทราด้วยสายตาดุดัน จนบริวารทั้งหลายถึงกับเงียบกริบอย่างหวั่นเกรง เพราะถึงยังไงธารานาคาก็เป็นพญานาคานักรบ จะเทียบพลังและบารมีคงไม่ได้แน่ๆ มีเพียงคีภัทราเท่านั้นที่ไม่รู้สึกยำเกรงแถมยังทำหน้าทำตาเหยียดหยามนาคาหนุ่ม “มงกุฎเจ้าช่างสวยงามยิ่งนัก ข้าชักใคร่จักได้มันมาเสียแล้ว” “ข้าว่าเรื่องนี้.... ไม่ทันที่นรินธราจะได้กล่าวห้ามคำใดจบ คีภัทราก็อาจหาญเอื้อมมือขึ้นไปบนศีรษะของนรินธราอย่างถือวิสาสะและไม่ยำเกรงใดๆ ซ้ำยังทำหน้าระรื่นเหมือนจะได้รับชัยชนะอีกครั้ง มือของคีภัทราไม่ทันได้เอื้อมถึงมงกุฎนั้นก็มีเสียงเข้มดุดันคำรามขึ้นมาเสียก่อน จนเจ้าหล่อนสะดุ้ง “หยุดประเดี๋ยวนี้!! คีภัทรา!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD