๕. คิดถึงใคร

2340 Words
นรินทร์กลับมาถึงคอนโดหลังจากการทำงานที่หนักหน่วงเธอหัวเสียอย่างที่สุด เสียพลังงานต่อล้อต่อเถียงกับบก.แต่มันก็ไม่เป็นผล ดันหลงกลสองพ่อลูกนั่นจนได้ที่ตั้งใจจะไปแย้งเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงสุดหรูก็ดันไปตกหลุมพรางของอดีตผัวเก่าอย่างภากรณ์ซะได้ หรือเธอเองคงจะเคยชินกับการถูกเขาหลอกเสียล่ะมั้งผลเลยออกมาเป็นแบบนี้ แต่คนอย่างนรินทร์ต้องไม่แพ้! เธอไม่มีวันให้เขาดูถูกเธอได้ยิ่งสถานะของเธอและเขาตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วมาดูกันหน่อยเป็นไงว่าคนอย่างนรินทร์น่ะเหรอกลัวความลำบาก คิดแล้วเธอก็เริ่มเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อหาข้อมูลของสถานที่ที่ทีมของเธอต้องไปทำสกู๊ป นรินทร์นั่งหน้าจมอยู่กับหน้าจอคอมเพื่อหาข้อมูลของสถานที่ที่เธอต้องไป จากคนที่ทำแต่งานไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องมานั่งหาข้อมูลกันเสียหน่อย “บูรบุรี เมืองอะไรกันล่ะเนี่ยไม่เห็นเคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย” ความรู้สึกแปลกประหลาดวังเวงคลืบคลานเข้ามาจนทำให้ขนลุก ห้องก็ห้องตัวเองอยู่มาก็นานแต่ทำไมเหมือนกับว่ามีคนอื่นที่นอกเหนือจากตนเองอยู่ด้วยกันนะ นรินทร์หันหน้าไปไปมองรอบๆห้องที่ว่างเปล่าของตัวเองอัตโนมัติทันที “ก็ไม่เห็นมีอะไร...คิดไปเองละมั้ง” นรินทร์พึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปอ่านประวัติของหมู่บ้านที่ตัวเองจะต้องไปบุกน้ำลุยไฟต่อ เธอเลื่อนไปเจอข้อมูลความเชื่อหนึ่งของชาวบ้าน ที่พวกเขาเหล่านั้นเชื่ออย่างสุดใจถึงขั้นร่วมกันบูรณะโบราณสถานขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาตามความเชื่อ ทำให้นรินทร์ถึงกับขมวดคิ้ว “ความเชื่อเรื่องพญานาคอีกแล้วเหรอ? เฮ้อ...มีอยู่ทุกพื้นที่จริงๆ คนที่เชื่อนี่เคยเห็นหรือยังไงนะ” นรินทร์พูดพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างยิ้มๆ เพราะประเพณีของพวกเขาก็ดูน่ารักและน่าสนใจดีไม่น้อย อาจจะเพราะรับอิทธิพลมาจากภาคอีสานของไทย แม้จังหวัดที่เธอต้องไปไม่ได้อยู่ไกลไปจากภาคตะวันออกมากนัก แต่มันน่าแปลกที่หมู่บ้านยังคงความเป็นพื้นเมืองและยังทุรกันดานเหมือนจะอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านไว้ แถมหมู่บ้านยังอยู่ในป่าในเขาอีกด้วย หญิงสาวนั่งทำงานและจดบันทึกข้อมูลบางส่วนที่พอจะเป็นประโยชน์ โดยลืมความรู้สึกวังเวงเมื่อครู่ไปเสียสนิท มีเพียงร่างที่โปร่งแสงกลมกลืนไปกับอากาศธาตุยืนมองเธอแล้วยิ้มอยู่ข้างๆ การอคอยที่ยาวนานใกล้จะสิ้นสุดลง เมื่อไหร่ที่เธอก้าวเท้าลงสู่พื้นดินที่แห่งนั้น เขาก็สามารถจะปรากฏกายให้เธอเห็นได้ในร่างมนุษย์หนุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่ไหนฝันอีกต่อไป อยู่ๆ นรินทร์ก็หันหน้าไปทางที่ร่างโปร่งใสยืนอยู่ทั้งที่เขากำลังโน้มตัวลงไปมองหน้าจอโน๊ตบุ๊คไม่ต่างจากเธอ ความรู้สึกใกล้แค่เอื้อมแต่ไม่อาจจะสัมผัสได้มันทำให้ความโหยหาและคิดถึงยิ่งเพิ่มทวีคูณ เขาทำได้เพียงมองหญิงสาวอันเป็นที่รักนิ่งค้างอยู่เช่นนั้น “คิดถึง...ทำไมรู้สึกคิดถึงขนาดนี้...แล้วคิดถึงใคร? นับวันยิ่งประสาทไปกันใหญ่แล้วเรา” ความคิดถึงมากจนไม่อาจจะปฏิเสธได้ก่อตัวขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจจนน้ำตาคลอ นรินทร์เองก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าทำไมอยู่ ๆถึงได้รู้สึกแบบนั้น ...คิดถึงจนใจเจ็บไปหมด... นรินทร์เช็ดน้ำตาที่เอ่อคลออย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะลุกออกจากที่นั่งทำงานและคิดว่าไปอาบน้ำเสียดีกว่า เพราะเธอยังต้องเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวอีก เธอจึงเลือกสะบัดความรู้สึกก่อนหน้าทิ้งไปแล้วจัดการตัวเอง โดยที่อีกคนหนึ่งยืนมองอย่างเงียบๆ “หยุดประเดี๋ยวนี้!! คีภัทรา!!” “เจ้าพี่เพชรแก้ว” คีภัทรารีบดึงมือที่อาจเอื้อมมงกุฎของนรินธรากลับ พร้อมกับย่อตัวถอนสายบัวคำนับชายหนุ่มผู้มาเยือนอย่างนอบน้อม ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลานั้นด้วยสายตารักใคร่สุดก้นบึ้งของหัวใจ แต่พญาเพชรแก้วหาได้สนใจมองไม่ กลับย่างเท้าเข้าไปหาหญิงสาวอันเป็นที่รักอย่างนรินธราแทน นรินธรามองเข้าไปนัยน์ดวงตาสีเหลืองของคีภัทราาอย่างเข้าใจ แต่ก็ไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้ จึงทำได้เพียงละสายตาจากดวงตาคู่นั้นแล้วหันกลับไปมองพญาเพชรแก้วด้วยรอยยิ้มบางเจื่อน “คีภัทราจักทำอันใดกับเจ้ารือ” นรินธรายิ้มพร้อมกับส่ายหน้าไปมา แต่พญาเพชรแก้วกลับยังไม่หายระคายความสงสัย จึงได้หันไปทางคีภัทราเพื่อไต่ถามแทน ครั้นจะถามมเหสีที่รักก็เห็นทีนางคงจะไม่บอกเป็นแน่ “เจ้าจักทำอันใด คีภัทรา” “ข้าก็แค่ใคร่เชยชมมงกุฎงามของนางเท่านั้น” “ใช่ของที่เจ้าจักเอื้อมมือไปแตะต้องรือ” “ข้าก็แค่...” “เจ้าไม่รู้รือว่า หากมิใช่เจ้าของมันจักแผดเผาตัวเจ้าจนมอดไหม้” “เจ้าพี่เป็นห่วงน้องรือเพคะ” คีภัทราพูดด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างดีอกดีใจและเข้าใจว่าพญาเพชรแก้วรักใคร่เป็นห่วงตน แต่พญาเพชรแก้วกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นาคราชหนุ่มต้องการจะบอกคีภัทราว่าเธอไม่ใช่ผู้ที่จะอาจเอื้อมถึงมงกุฎของสายเลือดกษัตริย์นาคราชเท่านั้น คีภัทราเอื้อมมือไปจับกุมมือหนาของเขาเพื่อแสดงความรักใครต่อหน้านรินธรา แต่พญาเพชรแก้วกลับดึงมือของตนออกแล้วเอื้อมไปจับที่มือเรียวของนรินธราแทน ทำให้คีภัทราเกิดความขุ่นเคืองในใจไม่น้อย “น้องมิเป็นไรใช่รือไม่” “เพคะ” “เข้าไปด้านในเถิด พี่ห่วง” นรินธราพยักหน้ารับก่อนจะเดินเคียงคู่พญาเพชรแก้วเข้าไปในวังภายใต้ดวงตาสีเหลืองอ่อนที่จ้องมองทั้งคู่อย่างอาฆาตแค้นใจ พลางคิดโทษนรินธราว่า เป็นเพราะเธอเข้ามาพญาเพชรแก้วถึงได้เปลี่ยนใจรักแปรพักตร์ไปจากตน ดวงตาฉายแววน่ากลัวมองจ้องตรงเบื้องหน้า เหมือนรับรู้ว่ามีผู้จ้องมองอยู่ “นรินธรา!! กรี๊ดดดดด!!!!...” “เฮือก!!!” นรินทร์สะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับหายใจหอบ ภาพฝันที่วูบเข้าหาตัวเธอนั้นยังคงจำได้ติดตา มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน นรินทร์เสยผมตรงสวยของตนก่อนจะหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงเพื่อดูเวลาพร้อมกับถอนหายใจ “ตีสาม...อีกแล้วเหรอ” หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะพาร่างของตนลุกขึ้นแล้วเดินไปยังโซนห้องครัวเพื่อหาน้ำเปล่ามาดื่มเรียกสติให้ตัวเองตื่นเสียหน่อย มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เธอฝันอะไรแบบนี้ การตื่นกลางดึกทั้งที่เป็นเวลาพักผ่อนมันทำให้ร่างกายเธอของอ่อนเพลียไม่น้อย แต่ครั้นจะให้นอนก็เห็นทีจะนอนไม่หลับไปเสียแล้ว ร่างโปร่งมองหญิงสาวอันเป็นที่รักอย่างห่วงใย ภายในใจสงสัยไม่น้อยว่าทำไมคีภัทราถึงได้แทรกแซงฝันของนรินทร์ได้ เขาจึงทำได้เพียงปลุกเธอให้ตื่นด้วยมนตร์เท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่นรินทร์ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเสียทุกครั้ง “คีภัทรานี่ใครกัน...ฝันถึงหลายรอบแล้วนะ...นางเจ้าองค์ไหนอีก...” นรินทร์พึมพำกับตนเองพร้อมกับนึกถึงฝันที่พึ่งเกิดขึ้น มันน่าแปลกที่เธอมักจะฝันถึงผู้หญิงคนนี้แทบจะตลอด ทั้งที่เธอเองก็ไม่เคยรู้จักและไม่รู้เรื่องราวว่าเป็นองค์เป็นเจ้าที่ไหน เพราะน้อยมากที่เธอจะเขียนเรื่องในประเทศของตนสักที นานทีปีหนเห็นจะได้ อีกด้านหนึ่ง “อึก!” เลือดสีแดงสดไหลลงจากริมฝีปากของหญิงสาวที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เธอลืมตาขึ้นแววตาดูโกรธแค้นที่ไม่สามารถทำอันตรายอีกหญิงผู้เป็นศัตรูได้ ฝ่ามือเรียวเล็กยกขึ้นมาทาบอกเพราะความรู้สึกจุกเสียดแน่นไม่คลายคล้ายกับโดนท่อนไม้ใหญ่กระทุ้งเข้ากลางอกอย่างไรอย่างนั้น “เจ้าพี่เพชรแก้ว...เพียงแค่ช่วยมันถึงกับต้องทำร้ายน้องเทียวรือ” คีภัทราพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดน้ำเสียงเย็นยะเยือกอย่างเจ็บใจมือยังคงกุมที่อกไม่คลาย “มีอะไรให้ข้าช่วยรือไม่เจ้าคะ?” นาคีรับใช้อีกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกับประคองคีภัทราให้ลุกออกจากตั่งนั่งสลักลายพญานาค “มีแน่ มันตรา...อีกมินานดอก มันก็จักมาหาข้าเอง...นางนรินธรา” คีภัทราพูดพร้อมกับหันไปยกยิ้มร้ายให้นางนาคีรับใช้ที่อยู่เคียงข้าง… รถตู้สีเทากระจกทึบแล่นออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านติดชายทะเลแต่เพราะหมู่บ้านอยู่บนเขาจึงค่อนข้างทุลักทุเลทางขึ้นเขาค่อนข้างคดเคี้ยวในการขับรถขึ้นไป นรินทร์นั่งตัวโงนเงนไปมามองสองข้างทางที่มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าหนาทึบ ด้านหน้ามีเพียงเส้นทางถนนดินโคลนเล็กๆที่ชาวบ้านสร้างไว้เพื่อสัญจรไปมากับรถคันเล็กๆเท่านั้น หรือทางแค่จักรยานผ่าน ลูกทีมในรถต่างนั่งมองหน้ากันไปมา ความรู้สึกหนักใจและกังวลเริ่มก่อตัวขึ้น “นรินทร์มึงเป็นอะไรไหม? ไหวหรือเปล่า?” นิลนนท์หันถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าของนรินทร์เริ่มซีดเผือด นรินทร์หันไปส่ายหัวให้นิลนนท์เพื่อให้เขาคลายกังวลถึงแม้ว่าเธอจะเริ่มวิงเวียนเพราะรถโยกเยกไปมาก็ตาม “ห่วงคนอื่นบ้างก็ดีนะ...มันจะได้ไม่ดูออกนอกหน้า” ภากรณ์ที่โดนเนรเทศให้ไปนั่งอยู่ด้านหลังพูดขึ้นมือก็กอดอกไปพลางปรายตามองนิลนนท์ไปพลางอย่างไม่สบอารมณ์นัก นรินทร์ได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองภากรณ์อย่างเหนื่อยหน่ายกับการกระทำของเขา หย่าร้างกันไปได้ไม่นานก็จริงแต่มันก็คือหย่าและคนที่ร้องขอหย่าก็คือเขาเอง การที่เขามาทำตัวเหมือนหวงแบบนี้เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่ “แล้วจะตามมาทำไม? ไม่ใช่ว่าต้องไปญี่ปุ่นหรอกเหรอ” นรินทร์อดไม่ได้ที่จะหันไปถามอดีตสามีพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจนักที่เขาติดสอยห้อยตามมาด้วยอย่างไม่มีเหตุผล แต่ภากรณ์กลับไม่ได้ตอบ เขาแค่ยักไหล่อมยิ้มแค่นั้นทำเอาคนที่นั่งอยู่บนรถส่ายหน้าอย่างนึกเอือมระอา ใครๆก็มองออกว่าเขาตั้งใจตามนรินทร์มา ทิ้งให้แฟนสาวคนใหม่อย่างพนิตาไปญี่ปุ่นกับทีมเพียงลำพัง ป่านนี้พนิตาคงหวีดร้องอย่างไม่พอใจแน่นอนเชียว รถตู้ค่อยๆไต่ตามถนนที่ทุรกันดารอย่างยากลำบากคนบนรถนั่งโงนเงนเวียนหัวไปตามๆกัน ใครจะไปคิดว่าหมู่บ้านที่ติดชายทะเลมันจะมีทางเข้าลำบากขนาดนี้ แถมอยู่ห่างจากตัวเมืองไกลมากตั้งอยู่กลางป่าบนภูเขาติดทะเลตะวันออกของประเทศ “เฮ้ย!!” เสียงร้องของลุงคนขับรถร้องขึ้นมาเสียงหลงอย่างตกใจ รถที่ขับขึ้นเขาอย่างช้าๆเบรคชะงักทันทีจนคนในรถสะดุ้งหัวเกือบกระแทกเบาะด้านหน้าของแต่ละคน “ลุง! ทำไมเบรกแบบนี้เนี่ย?” เทวินหันไปถามพลางขมวดคิ้วแน่นอย่างสงสัย ถ้าเบรคพลาดหรือหักหลบมากกว่านี้รถที่พวกเขาโดยสายอยู่อาจจะตกเหวลงทะเลไปแล้วก็ได้ “งะ...งูครับ งูตัวใหญ่หลายตัวเลยแผ่แม่เบี้ยขวางรถอยู่นี่ครับ!!” ลุงคนขับรถหันมาพูดกับพวกทีมงานที่โดยสารมาด้วยหน้าตาตื่น มือยังคงชี้ไปทางหน้ารถอย่างตื่นตระหนกทุกคนจึงมองทางมือนั้นอย่างนึกสงสัยก่อนจะพากันสะดุ้งตัวโยนเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเป็นจริงดังที่ลุงคนขับรถกล่าวมา งูใหญ่สองตัวสีขาวกับสีดำเหมือนเป็นพญางูแพร่แม่เบี้ยจ้องมองมายังรถตู้ที่พวกเขานั่งอยู่ เหล่างูเล็กงูน้อยก็แผ่แม่เบี้ยพร้อมกับขวางหน้ารถ นิลนนท์จ้องมองดุบรรดางูเหล่านั้นและนรินทร์เองก็เห็นท่าทีของนิลนนท์ก็ขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัยไม่น้อย ถ้าเธอเป็นคนงมงายคงคิดว่านิลบนนท์กำลังคุยอยู่กับงูแน่ๆ นรินทร์ละสายตาจากนิลนนท์เพื่อนในทีมของตนก่อนจะหันไปมองงูเหล่านั้นที่ไม่รู้ทำไมถึงได้เข้ามาขวางหน้ารถของพวกเธอ ...ขออย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเลยนะ อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะ ลูกมาดี...เอ่อ...อย่างมากก็แค่ขอหวยนิดๆหน่อยๆค่ะ... นรินทร์คิดในใจคล้ายกับภาวนากับตัวเองขอให้รอดปลอดภัย บทจะว่ามาดีก็คิดลังเลไปเสียหน่อยเพราะเธอก็คิดหวังขอเลขเด็ดบ้างและคิดว่ามันคงไม่ผิดศีลเท่าไหร่นัก งูที่ใหญ่เกือบเท่าคันรถมันน่าแปลกและน่ากลัวมากสำหรับมนุษย์ มันคืองูจริงๆไม่ใช่ในฝันที่จะพูดคุยกันได้รู้เรื่อง แต่ภาพตรงหน้ายิ่งทำให้นรินทร์ถึงกับเบิกตากว้าง งูทั้งหลายแม้จะแผ่แม่เบี้ยแต่กลับผงกหัวลงก่อนจะเงยหน้ามองยังรถอีกครั้ง แล้วค่อยเลื้อยกลับสู่ป่าข้างทางหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นิลนนท์นั่งอยู่ข้างๆนรินทร์หันไปมองนรินทร์ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้น “เหมือนกับว่า...มันทำความเคารพมึงเลยนะ...นรินทร์”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD