ตอนที่ ๕

2629 Words
“ถึงแล้ว” เสียงตายอดทำให้หญิงสาวที่กำลังมองบรรยากาศของหมู่บ้านเพลิน ๆ ต้องได้ดึงสายตากลับมามองบ้านหลังใหญ่ที่ยกสูงประมาณครึ่งเอว รอบนอกประดับไปด้วยผ้ายันต์สายสิญจน์เครื่องรางของขลังไม่ต่างจากบ้านของตนที่บ้านป่าโมกข์มากนักแต่ในความรู้สึกของเดือนแขกลับรู้สึกว่าที่แห่งนี้ดูมืดมนและน่ากลัวมากกว่า ความรู้สึกในจิตใจมันบอกอย่างนั้น “คนในบ้านนี้มันไปไหนกันหมด” ตายอดเดินขึ้นไปบนบ้านพร้อมกับบ่นอุบมองไปรอบๆ บ้านที่ปิดประตูหน้าต่างเงียบเชียบไร้เสียงคน “ยืนอยู่ตรงนั้นทำไมล่ะนังแขขึ้นเรือนมาสิ” เดือนแขพยักหน้าให้กับคนเป็นตาแล้วค่อยๆ เดินขึ้นบ้านไปทั้งที่ในใจไม่อยากขึ้นเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ผีคนเป็นที่ผีรับใช้ของตายอดเป็นผู้จัดการขนข้าวของลงจากเกวียนพร้อมทั้งเอาเกวียนไปเก็บไว้ข้างบ้าน ร่างบางเดินไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่ที่ตั้งเอาไว้ชานนอกบ้านมองต้นไม้ที่ปลูกไว้ในกระถางที่ทุกต้นล้วนเป็นว่านหรือต้นไม้ที่มีสรรพคุณที่สามารถนำมาเป็นปลุกเสกเป็นเครื่องรางของขลังได้ทั้งสิ้น นั่งรอไม่นานก็มีคนหามเปลผ้าที่มีร่างของใครบางคนนอนอยู่เข้ามาในบ้าน หนึ่งในนั้นเอ่ยทักตายอดด้วยน้ำเสียงยินดี “ปู่ยอด” ดวงตาจอมขมังเวทย์วัยชรามองชายวัยกลางคนที่มีรอยสักไม่ต่างจากตนขึ้นลงอย่างสำรวจก่อนจะพยักหน้าและเอ่ยตอบ “เออข้าเอง ไม่เจอกันนานทีเดียว” ไอ้คำมันมีหลานชายหนึ่งคเห็นกันตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนอีกคนก็คงเป็นเหลนที่ตนมีโอกาสเห็นหน้าเพียงตนยังเป็นเด็กตัวเล็กสี่ห้าขวบตอนนี้โตจนท่วมหัวหมดแล้วพอมองหน้าของชายหนุ่มที่เป็นเหลนแล้วก็ต้องแอบตกใจเบาๆ อยู่ในใจ ไอ้หนุ่มนี่มัน… “ใช่จ้ะ ส่วนนี่ไอ้คมลูกชายฉันเอง” คงเอ่ยหลังจากวางเปลลงบนแคร่ชานข้างบ้านที่แขกสองคนนั่งอยู่ ชายหนุ่มนามว่าคมยกมือไหว้ชายชรา “ฉันไหว้จ้ะทวด” “เออ” ยอดพยักหน้ารับไหว้ชายหนุ่มก่อนจะหันมาแนะนำหลานสาวตนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ “นี่นางเดือนแขหลานสาวข้าเอง” “ฉันไหว้จ้ะลุง ฉันไหว้จ้ะพี่คม” หญิงสาวพนมมือไหว้ด้วยกิริยามารยาทเรียบร้อยสวยงามเรียกสรรพนามทั้งสองตามที่ตนเห็นว่าสมควรเรียก ทั้งสองยกมือรับไหว้คนเป็นพ่อพยักหน้ารับ ส่วนคนเป็นลูกนั้นมีสีหน้าฉงนสงสัย หลาน? ทำไมหลานของเพื่อนทวดคำอายุดูอ่อนกว่าตนเสียอีก เมื่อเห็นว่าทักทายทำความรู้จักกันเสร็จแล้วตายอดก็ได้ทีถามอาการเพื่อนเกลอตนที่นอนหลับไม่รู้สึกตัวอยู่โดยไม่สนใจสายตาสงสัยของคนหนุ่ม “แล้วนี่ไอ้คำมันเป็นอย่างไรบ้าง” “หมอในหมู่บ้านบอกว่าร่างกายแกไม่ไหวแล้ว” คงบอกแก่เพื่อนปู่ของตนพร้อมมองไปยังร่างผอมแห้งที่นอนนิ่งมีเพียงการขยับเคลื่อนไหวของอกขึ้นลงที่เป็นสิ่งที่บอกว่าร่างนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ตายอดพยักหน้าเข้าใจ ถึงจะมีวิชาอาคมมากมายแต่มนุษย์ก็คือมนุษย์สังขารย่อมไม่เที่ยงโรยราไปตามกาลเวลาไม่ช้าไม่เร็วตนเองก็คงเป็นอย่างนั้น นี่พวกตนก็อยู่มาเกือบจะร้อยปีแล้วถือว่าอายุยืนยาวกว่าคนธรรมดามากโข “ปู่ยอดมีทางช่วยแกหรือไม่” จอมขมังเวทย์วัยกลางคนเอ่ยถามรุ่นใหญ่อย่างมีความหวังแต่ได้คำตอบเป็นการส่ายหน้า นายคงจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกมองไปยังร่างผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกของคนเป็นปู่ อีกคนก็บอกเหมือนกันว่าไม่มีอะไรช่วยได้เพราะตนถึงคราวละสังขารแล้ว ชายต่างวัยพูดคุยกันหลายเรื่องเพราะไม่ได้เจอกันนานก่อนที่หลานเจ้าของบ้านจะพูดขึ้น “ไอ้คมเอ็งพาหนูเดือนแขไปดูห้องดูหับที่จะใช้นอนไป พาไปห้องว่างทางโน้นจะได้ดูเป็นส่วนตัวหน่อย” บ้านนี้ก็ใช่ว่าจะเล็กบางทีมีลูกศิษย์ลูกหาเดินทางมาเยี่ยมเยือนก็พอจะมีที่พักอยู่ อีกอย่างเดือนแขก็เป็นสาวเป็นนางให้พักคนเดียวไกลจากพวกผู้ชายอย่างพวกตนจะสะดวกกว่าแม้ว่าจะเป็นคนกันเองก็เถอะแต่ก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน “จ้ะพ่อ” คมรับคำพ่อของตนก่อนจะเดินนำหญิงสาวผ่ากลางบ้านไปอีกฝั่งเพื่อที่จะไปห้องพักอีกด้านหนึ่งของตัวบ้าน ชายชรามองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ไปแววตาดูครุ่นคิดอะไรบางอย่างจนนายคงต้องเอ่ยปากถาม “ปู่ยอดมีอะไรหรือเปล่า?” “ไม่มีอะไรเพียงแค่คิดว่าเหลนข้าดูไม่เหมือนทั้งเอ็งทั้งไอ้คล้าวหรือไอ้คำสักนิด” “ฮ่าฮ่าฮ่า ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้นแหละ คนแก่ๆ เท่าปู่คำปู่ยอดหน่อยก็บอกว่าไอ้คมมันเหมือนบรรพบุรุษมันโน้น” นายคงหัวเราะพร้อมพูดในสิ่งที่ชาวบ้านพูดกัน “อืม ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ” ไอ้คมมันหน้ามันละม้ายคล้ายทวดของทวดของทวดมันไม่มีผิดเหมือนกับจอมขมังเวทย์เก่าแก่ที่สอนวิชาอาคมให้พวกตนสองคนได้สืบทอดและเป็นคนที่มีชื่อเสียงทางด้านปราบอมนุษย์ที่ร้ายกาจอย่างเสือสมิง คนเหล่านั้นคือคนที่ถ่ายทอดวิชาทำให้หมู่บ้านน้ำพางปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ เดือนแขเดินตามหลานของเจ้าของบ้านมาจนถึงหน้าห้องที่ถูกปิดสนิทแห่งหนึ่ง ทำการเปิดประตูที่ลงดานไว้ออกให้เห็นภายในจัดการเปิดหน้าต่างให้แสงเข้ามาจากนั้นก็หันหน้ามาพูดกับตนที่ยืนรอข้างนอก “ถึงแล้ว” “ขอบคุณที่พาฉันมานะจ๊ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณตามมารยาท คมพยักหน้าก่อนจะบอก “หามีอะไรขาดเหลือก็บอกได้นะ” หญิงสาวพยักหน้าตอบยิ้มบางให้อีกฝ่ายก่อนจะเสหน้าหลบสายตาคู่คม ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเดือนแขจึงรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่ายเป็นความรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แม้แต่น้อยทั้งที่ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีท่าทีคุกคามหรือจะทำอะไรเธอ “ถ้าอย่างนั้นข้าไม่กวนแล้วตามสบาย” “จ้ะ” เมื่อชายหนุ่มเดินจากไปหญิงสาวจึงค่อยรู้สึกหายใจหายคอคล่องขึ้นแล้วเดินเข้าไปยังที่พักด้านใน วางห่อผ้าสัมภาระส่วนตัวของตนลงบนโต๊ะไม้ที่ริมหน้าต่าง นั่งจมอยู่ในความคิดของตัวเองนานพอสมควรก่อนล้มจะตัวลงนอนที่เตียงเพราะความเหนื่อยล้าคิดว่าจะพักสายตาเสียหน่อยแล้วค่อยไปหาตายอด ก๊อกๆ หญิงสาวสะดุ้งตื่นนอนเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง ดวงตากลมโตลืมตาท่ามกลางความมืดมิด นี่เธอเผลอหลับไปหรือนี่? “เดือนแขเอ็งได้ยินข้าหรือไม่?” เสียงทุ้มด้านนอกที่เรียกชื่อทำให้เธอรู้ว่าเป็นใคร ร่างบางลุกจากเตียงแล้วรีบไปไปเปิดประตูโผล่หน้าไปพูดกับคนที่มาหา “ได้ยินจ้ะพี่คม ขอโทษทีฉันเผลอหลับไป” ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยใบหน้านิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ “อืม ทวดยอดให้ข้ามาตามเอ็งไปกินข้าว” “จ้ะพี่ ถ้างั้นฉันขอจุดตะเกียงในห้องสักครู่” เดือนแขบอกชายหนุ่มก่อนจะกลับเข้าไปในห้องค้นห่อผ้าสัมภาระของตนที่มีที่จุดไฟอยู่ “เดือนแข” เฮือก! หญิงสาวสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังที่ใกล้เธอมาก “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ ข้าเพียงอยากถามว่ามีที่จุดไฟหรือยัง” คมบอกหญิงสาวเสียงนิ่งนึกสงสัยลึกๆ ในใจว่าตนน่ากลัวถึงเพียงนั้นหรือทำไมดูหญิงสาวดูหวาดกลัวตนนัก ตั้งแต่ตอนที่เดินมาส่งแล้ว “มะ..มีจ้ะ” เดือนแขตอบเสียงสั่นซึ่งอีกคนก็คงจะรู้ว่าตกใจจึงได้ขยับถอยห่างออกไปอีกนิด “ถ้าอย่างนั้นข้าออกไปรอข้างนอกแล้วกัน” ว่าจบร่างสูงของคมก็เดินออกไปรอข้างนอก เดือนแขพยายามระงับความหวาดกลัวที่ก็งงเหมือนกันว่าทำไมตนเองถึงเป็นอย่างนี้ หญิงสาวรีบจุดไฟใส่ตะเกียงเพื่อเพิ่มความสว่างให้แก่ห้องจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อตั้งสติก่อนจะออกไปหาคนที่อยู่ข้างนอก “เสร็จแล้วจ้ะพี่คมไปกันเถิด” หญิงสาวพยายามยิ้มให้อีกฝ่าย “อืม” คมพยักหน้าก่อนจะเดินนำร่างบางโดยทิ้งระยะห่างพอประมาณเพราะเกรงว่าอีกคนจะไม่เห็นทางเดินเพราะไกลจากแสงตะเกียงที่ถืออยู่ เมื่อเดินไปถึงที่กินข้าวก็พบว่าเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองคนต่างนั่งรออยู่แล้ว หญิงสาวที่นั่งลงข้างตายอดของตนก็เอ่ยขออภัยทันที “ขอโทษที่ต้องให้ไปตามนะจ๊ะพอดีข้าเผลอหลับไป” หลานชายเจ้าของบ้านโบกไม้โบกมือปัดพร้อมเอ่ยกับแขกของบ้าน “ไม่เป็นไรๆ เดินทางมาไกลก็แบบนี้แหละไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรหรอก” เดือนแขยิ้มก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆ ตายอดของตน ทั้งหมดจึงลงมือกินข้าวพร้อมกันและพูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยจนกระทั่งกินข้าวเสร็จ สองพ่อลูกจึงได้ขอตัวไปจัดการงานของตัวเอง ส่วนเดือนแขนั้นตาของตนจะพาไปพบตาคำเพื่อนสนิทที่ฟื้นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้วแต่คลุกอยู่ที่ห้องของตน ก๊อกๆ “ไอ้คำข้าพาหลานสาวมาไหว้” ยอดเคาะประตูพร้อมเอ่ยปากคนที่อยู่ข้างในก่อนที่เสียงแหบระโหยจะตอบกลับมา “เข้ามาสิ” ยอดใช้ไม้ตะพดยันประตูให้เปิดออกแล้วเดินนำหลานสาวเข้าไปด้านใน เดือนแขเดินตามหลังคนเป็นตาเข้ามาสายตากวาดมองโต๊ะเครื่องรางของขลังเป็นชั้นลดหลั่นไล่ระดับกันลงมาเป็นชั้นๆ ที่วางข้าวของมากมายไม่ต่างจากที่บ้านของตน สายสิญจน์ระโยงระยางกลิ่นธูปและเทียนคละคลุ้งไปทั่วห้อง เบื้องหน้ามีร่างผอมแห้งที่เธอเห็นเมื่อตอนกลางวันนั่งหันหลังอยู่ รอยสักมากมายเต็มพื้นที่แผ่นหลังไม่ต่างจากตายอดมากนักหรือบางทีอาจจะมากกว่า ร่างบางนั่งลงตามคนเป็นตาหลุบมองมือบนตักตัวเองเพราะรู้สึกอึดอัดเอียนกับกลิ่นธูปกำยานในห้องอย่างรู้สึกบอกไม่ถูก จนกระทั่งเสียงแหบเอ่ยเรียกหญิงสาวจึงสะดุ้งโหยง “เด็กคนนี้หรือ” ดวงตาสีซีดจางจนเกือบขาวมองใบหน้างามแฉล้มที่สบตาตนอยู่อย่างพิจารณา “คนนี้แหละ” ตายอดตอบเพื่อนของตน เดือนแขยกมือไหว้เพื่อนของตาตน “ฉันไหว้จ้ะตา” นายคำทำสีหน้าไม่ถูกเมื่อถูกเรียกด้วยสรรพนามไม่คุ้น “ไอ้ยอดเอ็งให้นังหนูนี่เรียกว่าตารึ?” “แล้วมันทำไมวะ เอ็งมีปัญหาหรือไอ้คำ” “มีสิวะ นังหนูนี่อ่อนกว่าไอ้คมเหลนข้าอีกกระมังมันต้องเรียกเอ็งกับข้าว่าทวดสิถึงจะถูก” ชายชราส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ให้คนไม่เคยมีลูกมีเมียเลี้ยงเด็กสักจะให้เรียกอย่างไรก็เรียก โถ่ถัง สงสารนังหนูเดือนแขจริงๆ “เออ ช่างข้าเถอะนา” จอมขมังเวทย์แห่งหมู่บ้านป่าโมกข์ตอบปัดไม่ให้เพื่อนตนวุ่นวายกับการเรียกขานที่ตนสั่งสอนหลานสาว คำถอนหายใจอย่างปลงตก ไม่เจอกันนานนิสัยของไอ้ยอดก็ยังคงเป็นคนไม่มีหลักมีการเหมือนเดิม ชายชราเลิกสนใจเพื่อนตนแล้วหันมาคุยกับหญิงสาวคราวเหลนตัวเอง “เป็นอย่างไรบ้างห้องหับคับแคบหรือไม่ ถ้าไม่สบายจะได้ให้คนมาทำความสะอาดห้องใหญ่ให้เสียใหม่ในวันพรุ่ง” “ไม่เลยจ้ะ ฉันอยู่ได้สบายไม่ต้องวุ่นวายหรอกขอบคุณที่เป็นห่วงนะจ๊ะ” เดือนแขรีบบอก ห้องที่อยู่ไม่ได้คับแคบอะไรแถมเธอเป็นแขกจะเรื่องมากก็ไม่สมควร เรื่องที่เผลอหลับจนเจ้าของบ้านได้ไปตามมากินข้าวนี่ก็น่าอายมากพอแล้ว “อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” ชายชราพยักหน้าก่อนจะถามต่อ “อายุเท่าไหร่แล้วล่ะเอ็ง” เดือนแขคิดใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “อีกไม่ถึงเดือนก็จะยี่สิบแล้วจ้ะ” “เวลาผ่านมานานถึงขนาดนี้แล้วหรือ” ชายชราพึมพำกับตนเองเมื่อได้ยินว่าหญิงสาวตรงหน้าอายุอานามจะถึงยี่สิบปีแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ “ไปอยู่ป่าโมกข์ไอ้ยอดมันเลี้ยงดูเอ็งดีหรือไม่” ถึงแม้จะไม่ได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้มาแต่ก็เป็นคนช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้าย ไม่แปลกที่นายคำจะมีความห่วงใยต่อหญิงสาว ไม่นึกว่าเด็กที่รอดตายอย่างหวุดหวิดตอนนี้เติบโตมาเป็นสาวสะพรั่งแล้ว แต่พอนึกถึงใบหน้าของผู้ให้กำเนิดหญิงสาวนายคำเองก็พยักหน้ากับตนเองในใจ แม่นางหนูนี่ก็เป็นสาวงามประจำหมู่บ้านไม่แปลกที่ลูกจะได้รับถ่ายทอดใบหน้าสะสวยมา เดือนแขขมวดคิ้วรู้สึกแปลกๆ กับคำถามของชายชรา เธอเป็นคนป่าโมกข์ตั้งแต่กำเนิดทำไมอีกคนถึงใช้คำว่า ‘ไปอยู่’ คนที่ถูกถามพาดพิงขมวดคิ้วมองเพื่อนตนอย่างไม่ชอบใจ “ถามอย่างนั้นเอ็งหมายความว่าอย่างไร หลานข้า ข้าก็ต้องเลี้ยงดูดีอยู่แล้วสิวะ” พูดอย่างกับตนเลี้ยงเด็กไม่เป็นอย่างนั้นแหละ ลูกมัน หลานมัน ตนก็ได้อุ้มได้เลี้ยงช่วยทั้งนั้น “ก็เอ็งมันไม่น่าไว้ใจให้เลี้ยงเด็กนี่หว่า” นายคำพูดสัพยอกเพื่อนตนอย่างขำขันก่อนจะหันมาพูดด้วยความจริงจังกับหญิงสาว “ไหน ๆ ข้าก็จะไม่อยู่แล้ว นังหนูขยับเข้ามาใกล้ข้านี่” นายคำกวักมือให้ร่างบางขยับเข้าไปใกล้ตน เดือนแขมองไปยังตายอดอย่างขอคำปรึกษาก็ได้รับการพยักหน้าเป็นการอนุญาต จอมขมังเวทย์แห่งหมู่บ้านน้ำพางหันหลังไปหยิบของสิ่งหนึ่งในหิ้งบรรดาเครื่องรางของขลังมากมายที่ตนมีแล้วหันกลับมา “ยื่นมือมานี่” มือเล็กยื่นไปข้างหน้าจากนั้นมือเหี่ยวย่นก็วางบางสิ่งบางอย่างลงบนฝ่ามือขาว “ข้าให้ พกติดตัวเอาไว้มันจะช่วยเอ็ง” เดือนแขรับมันมาก่อนจะก้มมองของที่อยู่ในมือ ของที่อยู่ในมือมีลักษณะเป็นของแข็งปลายเรียวแหลมทว่าไร้คมมีสีขาวนวลขนาดประมาณหนึ่งข้อนิ้วดูเป็นของที่เก่าแก่อยู่มานานจนไม่รู้ว่าคืออะไร จากนั้นทั้งคู่ก็อยู่พูดคุยกับตาคำอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หญิงสาวจะถูกไล่ให้ไปพักผ่อน ส่วนชายชราทั้งสองคนก็อยู่พูดคุยกันจนดึกดื่น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD